ค่าใช้จ่าย อย แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักที่ต้องเตรียมแยกกัน ได้แก่ ค่าธรรมเนียมอย่างเป็นทางการที่จ่ายให้ อย. โดยตรง กับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ เช่น ค่าทดสอบห้องแล็บ ค่าแปลเอกสาร และค่าบริการที่ปรึกษา โดยรวมแล้วงบที่ต้องเตรียมจริง ๆ มักสูงกว่าค่าธรรมเนียม อย. อย่างเดียว
บทความนี้จะสรุปค่าธรรมเนียม อย. อย่างเป็นทางการแยกตามประเภทสินค้าสำหรับปี 2026 ทั้งอาหารเสริม เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ และยา พร้อมค่าใช้จ่ายอื่นที่มักถูกมองข้าม ตารางเปรียบเทียบทำเองกับจ้างที่ปรึกษา และคำแนะนำในการวางแผนงบให้รอบคอบ
ค่าใช้จ่ายจด อย. แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก
ก่อนดูตัวเลข ต้องเข้าใจก่อนว่า ค่าใช้จ่าย อย. ไม่ได้มีแค่ค่าธรรมเนียมที่จ่ายให้ อย. อย่างเดียว แต่มีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในกระบวนการอีกหลายรายการ ซึ่งถ้าไม่วางแผนไว้ล่วงหน้า งบอาจบานปลายได้ง่าย ซึ่ง 2 ส่วนหลักมีดังนี้
ส่วนที่ 1 ค่าธรรมเนียมของ อย. (เป็นไปตามประกาศของ อย. ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้)
ค่าธรรมเนียมส่วนนี้กำหนดโดยรัฐ ไม่สามารถต่อรองได้ ขึ้นอยู่กับประเภทและความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์ ตัวเลขเหล่านี้อ้างอิงจากอัตราที่ประกาศใช้ล่าสุด และอาจมีการปรับเปลี่ยนได้ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ส่วนที่ 2 – ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ
ได้แก่ ค่าทดสอบห้องแล็บ ค่าแปลเอกสาร ค่าจัดเตรียมเอกสารเทคนิค และค่าบริการที่ปรึกษา ส่วนนี้ต่างหากที่มักทำให้งบบานเกินคาด เพราะหลายคนไม่ได้วางแผนไว้ตั้งแต่ต้น
จุดสำคัญ:
จากประสบการณ์ดูแลเคสมากกว่า 500 เคส ค่าธรรมเนียม อย. อย่างเป็นทางการนั้นมักคิดเป็นเพียง 10-30% ของค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมด ส่วนที่เหลือ คือค่าเตรียมเอกสาร ค่าทดสอบ และค่าบริการอื่น ๆ ที่ต้องเตรียมไว้ด้วย

ตารางค่าธรรมเนียม อย. แยกตามประเภทสินค้า
ตารางด้านล่างสรุปค่าธรรมเนียมอย่างเป็นทางการของ อย. แยกตามประเภทสินค้า ข้อมูลนี้อ้างอิงจากประกาศอัตราค่าธรรมเนียมที่บังคับใช้ในปี 2026 ซึ่งอาจมีการปรับปรุงตามประกาศราชกิจจานุเบกษาล่าสุด ดังนี้
1. อาหารเสริม (ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร)
ก่อนยื่นขอเลข อย. สำหรับอาหารเสริม ผู้ประกอบการควรเตรียมงบประมาณทั้งในส่วนค่าธรรมเนียมราชการ ค่าตรวจวิเคราะห์ และค่าเตรียมเอกสารต่าง ๆ โดยค่าใช้จ่ายจะต่างกันตามประเภทสินค้า และความซับซ้อนของสูตร ซึ่งสามารถสรุปค่าใช้จ่ายหลักได้ ดังนี้
| รายการ | ค่าธรรมเนียม (บาท) | หมายเหตุ |
| ค่าธรรมเนียมขึ้นทะเบียนอาหาร (ต่อผลิตภัณฑ์) | 200-8,000 | ขึ้นอยู่กับประเภทอาหาร |
| ค่าตรวจวิเคราะห์ห้องแล็บ (ต่อการทดสอบ) | 3,000 – 15,000 | ขึ้นอยู่กับจำนวนที่ส่งตรวจ |
| ค่าต่ออายุทะเบียน (ทุก 3 ปี) | 5,000 – 10,000 | ต่อก่อนหมดอายุ |
| งบรวมโดยประมาณ (ต่อผลิตภัณฑ์) | 15,000 – 50,000+ | รวมค่าเตรียมเอกสาร |
| ค่าธรรมเนียมสถามที่นำเข้าอาหารเสริม | 20,000 | ราคาประมาณ เป็นการชำระครั้งเดียว และต่ออายุทุก 3 ปี |
| ค่าธรรมเนียมต่ออายุสถานที่นำเข้าอาหารเสริม | 10,500 | ราคาโดยประมาณประมาณ |
2. เครื่องสำอาง
เครื่องสำอางในไทยใช้ระบบ จดแจ้งเครื่องสำอาง ไม่ใช่การขึ้นทะเบียนแบบยาและอาหารเสริม ทำให้ขั้นตอนรวดเร็วกว่า แต่ผู้ประกอบการยังต้องเตรียมเอกสารสูตร ส่วนประกอบ และข้อมูลความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ให้ครบถ้วน โดยค่าใช้จ่ายหลักมีดังนี้
| รายการ | ค่าธรรมเนียม (บาท) | หมายเหตุ |
| ค่าคำขอจดแจ้งเครื่องสำอาง (ต่อผลิตภัณฑ์) | 100 | ผ่านระบบ E-submission |
| ค่าธรรมเนียมใบรับจดแจ้ง | 900 | เป็นอัตราตามที่ อย. กำหนด |
| งบรวมโดยประมาณ (ต่อผลิตภัณฑ์) | 1,000 | รวมค่าเตรียมเอกสาร |
3. เครื่องมือแพทย์ (แบ่งตาม Class)
เครื่องมือแพทย์เป็นกลุ่มที่มีรายละเอียดการขึ้นทะเบียนซับซ้อนที่สุด เพราะแบ่งระดับความเสี่ยงของสินค้าออกเป็น 4 Class ยิ่งความเสี่ยงสูง เอกสาร การทดสอบ และค่าใช้จ่ายก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยสามารถแบ่งค่าใช้จ่ายโดยประมาณได้ดังนี้
| Class | ตัวอย่างสินค้า | ค่าธรรมเนียม (บาท) | งบรวม (โดยประมาณ) |
| Class 1 | ผ้าพันแผล ถุงมือยาง | 2,600-3,100 | 15,000 – 25,000 บาท |
| Class 2 | เครื่องวัดความดัน ที่วัดน้ำตาล | 11,000 | 50,000 – 100,000 บาท |
| Class 3 | สายสวน อุปกรณ์ฝัง | 11,000-21,000 | 50,000 – 120,000 บาท |
| Class 4 | เครื่องกระตุ้นหัวใจ รากฟันเทียม | 11,000-21,000 | 18,000-200,000 บาท |
4. ยา
กลุ่มยาเป็นประเภทที่มีค่าใช้จ่ายและขั้นตอนซับซ้อนที่สุด เพราะต้องใช้เอกสารทางเทคนิค การทดสอบประสิทธิภาพ และข้อมูลความปลอดภัยจำนวนมาก แม้ค่าธรรมเนียมขึ้นทะเบียนตำรับยากับ อย. จะอยู่ราว 5,000-50,000 บาทต่อตำรับ แต่เมื่อรวมค่า Bioequivalence, Stability Test และเอกสาร CTD แล้ว งบรวมจริงมักอยู่ในระดับหลักแสนถึงหลักล้านบาทต่อตำรับ

ค่าใช้จ่ายอื่นที่มักถูกมองข้าม
นี่คือ ส่วนที่ทำให้งบบานปลายที่สุด เพราะผู้ประกอบการมักวางแผนแค่ค่าธรรมเนียม อย. แต่ลืมคิดถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการ รวมเป็นรายการหลักที่ต้องเตรียมงบไว้ด้วย ซึ่งค่าใช้จ่ายอื่นที่มักถูกมองข้ามมีดังนี้
1. ค่าแปลเอกสาร
ถ้าสินค้าหรือส่วนผสมมาจากต่างประเทศ เอกสารเทคนิคที่ต้องยื่นให้ อย. ต้องเป็นภาษาไทยหรืออังกฤษ ค่าแปลเอกสารทางวิทยาศาสตร์ หรือกฎหมายราคาสูงกว่าการแปลทั่วไปมาก โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 500-2,000 บาทต่อหน้า ถ้ามีเอกสารหนาก็บวกเพิ่มได้เลย
2. ค่าทดสอบห้องแล็บ
หลายประเภทสินค้าต้องมีผลทดสอบห้องแล็บรับรองก่อนยื่น อย. ค่าทดสอบขึ้นอยู่กับจำนวนพารามิเตอร์ที่ต้องทดสอบ และประเภทสินค้า
ตัวอย่างเช่น
- การทดสอบความปลอดภัยสำหรับเครื่องสำอางอาจใช้งบ 10,000-30,000 บาท
- ส่วนการทดสอบ Stability สำหรับอาหารเสริมอาจอยู่ที่ 5,000-20,000 บาทหรือมากกว่า
3. ค่าจัดเตรียมเอกสารเทคนิค
เอกสารที่ต้องยื่นกับ อย. ไม่ใช่แค่กรอกฟอร์ม แต่ต้องมีเอกสารประกอบทางเทคนิคจำนวนมาก เช่น
- สูตรผลิตภัณฑ์
- ข้อมูลส่วนผสม Safety Assessment
- Specification
ซึ่งต้องมีผู้เชี่ยวชาญช่วยจัดทำ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้รวมกับค่าที่ปรึกษาอยู่ที่ประมาณ 10,000-100,000 บาท ขึ้นอยู่กับความซับซ้อน
ข้อควรระวัง:
ถ้ายื่นเอกสารไม่ครบหรือไม่ถูกต้อง อย. จะปฏิเสธและต้องยื่นใหม่ ซึ่งแปลว่าเสียค่าธรรมเนียมซ้ำ และเสียเวลาเพิ่มอีกหลายเดือน นั่นคือ เหตุผลที่การมีที่ปรึกษาช่วยตรวจสอบเอกสารก่อนยื่นมีมูลค่ามาก
เปรียบเทียบ: ทำเองกับจ้างบริษัทที่ปรึกษา
คำถามที่ได้ยินบ่อยคือ “ทำเองได้ไหม หรือต้องจ้างที่ปรึกษา?” คำตอบขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย แต่นี่คือตารางเปรียบเทียบที่ช่วยตัดสินใจ
| ข้อเปรียบเทียบ | ทำเอง | จ้างที่ปรึกษา |
| ค่าใช้จ่าย | ถูกกว่า (เฉพาะค่าธรรมเนียม) | สูงกว่า (บวกค่าบริการ) |
| ระยะเวลา | นานกว่า (ต้องเรียนรู้เอง) | เร็วกว่า (มีประสบการณ์) |
| โอกาสถูกปฏิเสธ | สูงกว่าสำหรับผู้เริ่มต้น | น้อยกว่า (เตรียมเอกสารถูก) |
| เหมาะกับ | มีทีม Regulatory ในบริษัท | ผู้ประกอบการรายใหม่ หรือต้องการความเร็ว |
งบประมาณรวมที่ควรเตรียม
สรุปงบรวมโดยประมาณสำหรับแต่ละประเภทสินค้า ตัวเลขเหล่านี้เป็นแค่ค่าประมาณไม่ใช่ตัวเลขตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์ จำนวนการทดสอบที่ต้องทำ และว่าจ้างที่ปรึกษาหรือไม่
| ประเภทสินค้า | งบขั้นต่ำ | งบที่ควรเตรียม |
|---|---|---|
| เครื่องสำอาง | 10,000 บาท | 20,000 – 50,000 บาท |
| อาหารเสริม | 20,000 บาท | 50,000 – 150,000 บาท |
| เครื่องมือแพทย์ Class 1-2 | 30,000 บาท | 50,000 – 200,000 บาท |
| เครื่องมือแพทย์ Class 3-4 | 200,000 บาท | 500,000 บาทขึ้นไป |
| ยา (ตำรับใหม่) | 100,000 บาท | 500,000 – 2,000,000 บาท |
ตัวเลขในตารางเป็นงบที่ควรเตรียม รวมค่าธรรมเนียม อย. ค่าทดสอบห้องแล็บ ค่าแปลเอกสาร และค่าบริการที่ปรึกษาแล้ว ถ้าเตรียมไว้ในระดับนี้จะไม่ติดขัดระหว่างกระบวนการ

คำแนะนำในการวางแผนงบ
จากประสบการณ์ดูแลเคสมากกว่า 500 เคสในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา นี่คือแนวทางการวางแผนงบที่ช่วยให้ไม่มีปัญหาระหว่างกระบวนการ
1. แยกงบออกเป็น 3 ก้อน
ก้อนแรกสำหรับค่าธรรมเนียมอย่างเป็นทางการ ก้อนที่สองสำหรับค่าเตรียมเอกสารและทดสอบ และก้อนที่สามเป็นงบสำรองอีก 20-30% สำหรับกรณีต้องแก้ไขหรือทดสอบซ้ำ
2. ปรึกษาก่อนเตรียมเอกสาร
ก่อนเริ่มทดสอบ หรือจัดเตรียมเอกสารใด ๆ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนว่าสินค้าของคุณต้องผ่านการทดสอบอะไรบ้าง เพราะแต่ละสินค้าต่างกัน การรีบทดสอบโดยไม่รู้ว่า อย. ต้องการอะไรอาจทำให้เสียเงินทดสอบซ้ำ
3. วางแผน Timeline ควบคู่กับงบ
งบที่เตรียมต้องพอสำหรับระยะเวลาทั้งหมด ถ้ากระบวนการใช้เวลา 6-12 เดือน ต้องมีเงินหมุนเวียนพอสำหรับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตลอดช่วงเวลานั้น ไม่ใช่แค่ค่าธรรมเนียมครั้งแรก
Tips:
ถ้ามีสินค้าหลายตัวที่ต้องจด อย. พร้อมกัน ควรจัดลำดับความสำคัญ และทยอยยื่นแทนที่จะยื่นทีเดียวหมด เพราะจะช่วยกระจายภาระงบประมาณ และถ้ามีข้อผิดพลาดในสินค้าตัวแรก ยังมีเวลาแก้ไขก่อนยื่นสินค้าตัวถัดไป
สรุป
ค่าใช้จ่ายในการจด อย. ไม่ได้มีแค่ค่าธรรมเนียมราชการ แต่ยังรวมถึงค่าทดสอบห้องแล็บ ค่าแปลเอกสาร ค่าเตรียมเอกสารเทคนิค และค่าบริการที่ปรึกษา ซึ่งในหลายกรณี ค่าใช้จ่ายส่วนนี้อาจสูงกว่าค่าธรรมเนียมของ อย. หลายเท่า โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มอาหารเสริม เครื่องมือแพทย์ และยา
ดังนั้น ก่อนเริ่มกระบวนการ ผู้ประกอบการควรวางแผนงบประมาณให้ครอบคลุมทั้งระบบ ตั้งแต่ค่าธรรมเนียม ค่าเตรียมเอกสาร ไปจนถึงงบสำรองสำหรับการแก้ไขหรือทดสอบเพิ่มเติม เพื่อป้องกันงบบานปลายและลดความล่าช้าระหว่างดำเนินการ
FAQ
Q1: ค่าธรรมเนียมจด อย. จ่ายครั้งเดียวจบไหม หรือต้องจ่ายซ้ำ?
A: ค่าธรรมเนียมขึ้นทะเบียนจ่ายครั้งแรกเมื่อยื่น แต่ทะเบียน อย. ส่วนใหญ่มีอายุจำกัด เช่น อาหารเสริมต้องต่ออายุทุก 3 ปี และมีค่าต่ออายุที่ต้องจ่ายด้วย นอกจากนั้นถ้าต้องการเปลี่ยนแปลงข้อมูล เช่น สูตร หรือฉลาก ก็มีค่าธรรมเนียมแก้ไขเพิ่มเติม
Q2: อาหารเสริมกับเครื่องสำอาง อันไหนค่าใช้จ่ายน้อยกว่ากัน?
A: เครื่องสำอางโดยรวมค่าใช้จ่ายถูกกว่า เพราะใช้ระบบแจ้งข้อมูลแทนการขึ้นทะเบียน และมักไม่ต้องทดสอบห้องแล็บมากเท่าอาหารเสริม อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับประเภทและสูตรของสินค้าด้วย
Q3: ถ้าถูกปฏิเสธ ค่าธรรมเนียมที่จ่ายไปแล้วได้คืนไหม?
A: ค่าธรรมเนียมที่จ่ายให้ อย. โดยทั่วไปจะไม่คืนแม้ถูกปฏิเสธ นั่นคือเหตุผลสำคัญที่ต้องเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนและถูกต้องก่อนยื่น เพื่อลดโอกาสถูกปฏิเสธและต้องเสียค่าธรรมเนียมซ้ำ
Q4: สินค้านำเข้าค่าใช้จ่ายจด อย. ต่างจากสินค้าผลิตในไทยไหม?
A: ค่าธรรมเนียม อย. เหมือนกัน แต่ค่าใช้จ่ายอื่นอาจต่างกัน สินค้านำเข้ามักมีค่าแปลเอกสารเพิ่ม และอาจต้องมีเอกสารรับรองจากประเทศต้นทางที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
Q5: ค่าบริการที่ปรึกษาจด อย. อยู่ที่เท่าไหร่?
A: ค่าบริการที่ปรึกษาขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและความซับซ้อนของเคส โดยทั่วไปอยู่ในช่วง 10,000-100,000 บาทต่อผลิตภัณฑ์ ควรขอใบเสนอราคาโดยละเอียดพร้อมรายการบริการที่ครอบคลุมก่อนตัดสินใจ
ถ้าคุณต้องการทราบค่าใช้จ่ายที่แม่นยำสำหรับผลิตภัณฑ์ของคุณโดยเฉพาะ ทีมงาน C&S Rich1 ยินดีให้คำปรึกษาและประเมินงบเบื้องต้นฟรี ด้วยประสบการณ์ 7 ปีและ 500+ เคส เราช่วยให้คุณวางแผนได้แม่นยำและประหยัดกว่าการลองผิดลองถูกเอง
ดูรายละเอียดบริการเพิ่มเติมได้ที่ บริการจด อย. ครบวงจร
📲 Tel: 064-560-7779
💬 Line: @cs0645607779
📩 Email: csrich188@gmail.com
📚 Facebook: จด อย บริษัท ซีแอนด์เอสริช1 จำกัด