เอกสารจด อย. แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักคือ เอกสารของบริษัทหรือผู้ประกอบการ และเอกสารเฉพาะของผลิตภัณฑ์ที่ต้องการขึ้นทะเบียน โดยเอกสารชุดแรกใช้ได้ทุกประเภทสินค้า ส่วนชุดที่สองจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับว่าสินค้านั้นเป็นอาหารเสริม เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ หรือยา
บทความนี้จะรวบรวมรายการเอกสารจด อย. ไว้ครบในที่เดียว ครอบคลุมทุกประเภทสินค้า พร้อมตารางเปรียบเทียบ Tips การเตรียมเอกสาร และข้อผิดพลาดที่พบบ่อยจนทำให้เสียเวลาโดยไม่จำเป็น
เอกสารจด อย. คืออะไร และทำไมต้องเตรียมให้ครบ?เอกสารจด อย. คือชุดเอกสารที่ผู้ประกอบการต้องจัดเตรียม และยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหาร และยา (อย.) เพื่อขอขึ้นทะเบียนสินค้า หรือแจ้งรายละเอียดผลิตภัณฑ์ก่อนที่จะวางจำหน่ายได้อย่างถูกกฎหมาย
เหตุผลที่ต้องเตรียมเอกสารให้ครบตั้งแต่แรกคือ ถ้าเอกสารไม่ครบหรือไม่ถูกต้อง อย. จะส่งเรื่องกลับมาให้แก้ไข ซึ่งหมายความว่าต้องนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง ระยะเวลาที่ต้องรอจะยาวออกไปอีกหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ผลกระทบที่ตามมาคือเปิดตัวสินค้าช้า และต้นทุนโดยรวมสูงขึ้น

จุดสำคัญ:
เอกสารจด อย. แบ่งเป็น 2 กลุ่ม – เอกสารบริษัทที่ใช้ร่วมกันได้ทุกสินค้า และเอกสารผลิตภัณฑ์ที่ต้องเตรียมแยกตามประเภทสินค้า การเตรียมเอกสารให้ครบก่อนยื่นช่วยลดเวลารอได้หลายสัปดาห์
กลุ่มที่ 1 – เอกสารบริษัทและผู้ประกอบการ (ใช้ได้ทุกประเภทสินค้า)
เอกสารชุดนี้เกี่ยวกับตัวตนของบริษัทหรือผู้ขอจด อย. ไม่ว่าสินค้าจะเป็นประเภทอะไร ก็ต้องใช้เอกสารกลุ่มนี้ทั้งหมด สำหรับบริษัทที่มีสินค้าหลายตัว เอกสารชุดนี้เตรียมครั้งเดียวแล้วใช้ซ้ำได้
1. หนังสือรับรองบริษัท (ออกให้ไม่เกิน 6 เดือน)
หนังสือรับรองบริษัทต้องเป็นฉบับที่ออกโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และมีอายุไม่เกิน 6 เดือน นับจากวันที่ยื่นเรื่อง ระบุวัตถุประสงค์ของบริษัทที่ครอบคลุมการผลิตหรือจำหน่ายสินค้าประเภทนั้น ๆ ด้วย ถ้าวัตถุประสงค์ไม่ตรงกับประเภทสินค้าที่ขอจด อย. อาจต้องแก้ไขข้อมูลที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าก่อน
2. สำเนาบัตรประชาชนกรรมการผู้มีอำนาจ
ต้องเป็นสำเนาบัตรประชาชนของกรรมการที่มีอำนาจลงนาม พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง บางกรณีที่มีกรรมการหลายคน อาจต้องแนบสำเนาของกรรมการทุกคนขึ้นอยู่กับรูปแบบอำนาจในหนังสือรับรองบริษัท
3. เอกสารสถานที่ผลิตหรือสถานที่นำเข้า
เอกสารส่วนนี้ใช้ยืนยันว่าผู้ประกอบการมีสิทธิ์ใช้สถานที่ในการผลิตสินค้า หรือใช้เป็นสถานที่นำเข้า/จัดเก็บสินค้าได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยทั่วไปประกอบด้วย
- สำเนาทะเบียนบ้านหรือหลักฐานที่ตั้งสถานที่ผลิต
- ใบอนุญาตผลิต (ถ้ามีอยู่แล้ว) หรือเอกสารแสดงว่าสถานที่ผ่านการตรวจจาก อย.
- สำหรับสินค้านำเข้า ให้แนบหลักฐานที่ตั้งโกดังหรือสถานที่เก็บสินค้าแทน
4. หนังสือมอบอำนาจ (กรณีใช้ตัวแทนยื่นแทน)
ถ้าผู้ประกอบการไม่ได้ยื่นเองโดยตรง ต้องมีหนังสือมอบอำนาจลงนามโดยกรรมการผู้มีอำนาจ พร้อมติดอากรแสตมป์ให้ถูกต้อง และสำเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ

กลุ่มที่ 2 – เอกสารผลิตภัณฑ์ (แตกต่างตามประเภทสินค้า)
นอกจากเอกสารบริษัทแล้ว แต่ละประเภทสินค้ายังต้องการเอกสารเฉพาะของตัวเองอีกชุดหนึ่ง ซึ่งส่วนนี้แหละที่ผู้ประกอบการมักสับสนหรือเตรียมผิดบ่อยที่สุด เพราะข้อกำหนดแตกต่างกันค่อนข้างมากในแต่ละประเภท
อาหารเสริม (Dietary Supplement)
สินค้าประเภทอาหารเสริมต้องแจ้งรายละเอียดผ่านระบบ e-submission ของ อย. โดยเอกสารสำคัญที่ต้องเตรียมมีดังนี้
- สูตรส่วนประกอบ (Formula) ระบุชื่อ ปริมาณ และหน้าที่ของส่วนประกอบทุกตัว รวมถึง Excipient ที่ใช้
- ผลการวิเคราะห์ (Certificate of Analysis – CoA) จากห้องแล็บที่ได้รับการรับรอง ระบุปริมาณสารสำคัญ และผลการตรวจความปลอดภัยพื้นฐาน
- ฉลากสินค้า ที่ออกแบบให้ถูกต้องตามประกาศ อย. เช่น ขนาดตัวอักษร การระบุส่วนประกอบ คำเตือน และรายละเอียดโภชนาการ (ถ้าจำเป็น)
- เอกสารรับรองความปลอดภัยของวัตถุดิบ สำหรับส่วนประกอบที่มีความเสี่ยงหรือยังไม่เป็น Novel Food ที่ อย. อนุมัติ
เครื่องสำอาง (Cosmetics)
เครื่องสำอางในไทยใช้ระบบ แจ้ง ไม่ใช่ ขึ้นทะเบียน แต่เอกสารที่ต้องเตรียมไว้ให้พร้อมมีดังนี้
- สูตรส่วนผสม (Formula / Ingredient List) ตามมาตรฐาน INCI Name และปริมาณแต่ละส่วนประกอบ
- Safety Assessment รายงานการประเมินความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ จัดทำโดยผู้เชี่ยวชาญ (สำหรับสินค้าที่มีความเสี่ยงสูงหรือสินค้านำเข้า)
- ฉลากสินค้า ระบุครบตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งชื่อสินค้า ส่วนประกอบ วิธีใช้ คำเตือน วันหมดอายุ และข้อมูลผู้จำหน่าย
- Certificate of Free Sale (CFS) สำหรับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ออกโดยหน่วยงานรัฐของประเทศผู้ผลิต

เครื่องมือแพทย์ (Medical Device)
เครื่องมือแพทย์มีขั้นตอนซับซ้อนที่สุด และแบ่งเป็นหลาย Class ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของอุปกรณ์ เอกสารหลักที่ต้องเตรียมมีดังนี้
- CE Mark หรือ ISO 13485 ใบรับรองมาตรฐานจากต่างประเทศ (สำหรับสินค้านำเข้า) แสดงว่าผ่านมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล
- Technical File / Technical Documentation เอกสารแสดงรายละเอียดทางเทคนิคของอุปกรณ์ วัสดุที่ใช้ กระบวนการผลิต และผลการทดสอบ
- ใบรับรอง GDPMD (Good Distribution Practice for Medical Devices) สำหรับผู้นำเข้าหรือผู้จัดจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ในไทย ซึ่งต้องได้รับการตรวจและรับรองจาก อย. ก่อน
- IFU (Instructions for Use) คู่มือการใช้งานที่แปลเป็นภาษาไทยแล้ว
- Authorization Letter จากผู้ผลิตต่างประเทศ มอบอำนาจให้ผู้นำเข้าในไทยดำเนินการจด อย. แทน
ยา (Pharmaceutical)
ยาเป็นประเภทที่มีข้อกำหนดเข้มงวดที่สุด และกระบวนการขึ้นทะเบียนใช้เวลานานที่สุด เอกสารที่จำเป็นได้แก่
- ใบรับรอง GMP (Good Manufacturing Practice) แสดงว่าโรงงานผลิตผ่านมาตรฐาน WHO-GMP หรือ PIC/S GMP
- ทะเบียนตำรับยา (Drug Master File – DMF) รายละเอียดสูตรตำรับ กระบวนการผลิต และการควบคุมคุณภาพ
- ผลการทดสอบความคงสภาพ (Stability Study) ระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือนสำหรับ Accelerated Study หรือ 12 เดือนสำหรับ Long-term Study
- ผลการทดสอบทางคลินิก (Clinical Trial Data) สำหรับยาใหม่ที่ยังไม่เคยได้รับการขึ้นทะเบียนที่ไหนในโลก
- Certificate of Pharmaceutical Product (CPP) จากประเทศผู้ผลิต (สำหรับยานำเข้า)
Tips การเตรียมเอกสารจด อย. ให้รวดเร็วและไม่สะดุด
การเตรียมเอกสารให้ถูกต้องตั้งแต่แรกเป็นสิ่งที่ช่วยประหยัดเวลาได้มากที่สุด จากประสบการณ์ดูแลเคสจด อย. มากกว่า 500 เคสของทีม C&S Rich1 ปัญหาที่เจอซ้ำ ๆ มักมาจากจุดเดิม ๆ ทุกครั้ง
1. เช็คอายุเอกสารก่อนยื่นเสมอ
หนังสือรับรองบริษัทที่ใช้ได้ต้องมีอายุไม่เกิน 6 เดือน ถ้าคุณมีเอกสารอยู่แล้วแต่ออกมานานกว่านั้น ต้องขอใหม่จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าก่อน ซึ่งใช้เวลาไม่นาน แต่ถ้าลืมตรวจสอบแล้วยื่นไปเลย อย. จะส่งกลับมาให้แก้ไขและนับระยะเวลาใหม่
2. ฉลากสินค้าต้องผ่านการตรวจก่อนผลิตจริง
หลายคนออกแบบฉลากเสร็จแล้วรีบไปผลิตเลย แต่ถ้าฉลากไม่ผ่านการอนุมัติจาก อย. ก็ต้องแก้ไขและพิมพ์ใหม่ ซึ่งสิ้นเปลืองทั้งเวลา และต้นทุน ควรส่งตรวจฉลากล่วงหน้าก่อนเริ่มผลิตจำนวนมาก
3. CoA ต้องมาจากแล็บที่ได้รับการรับรอง
ผลการวิเคราะห์ที่ใช้ประกอบการยื่น อย. ต้องมาจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 ผลจากแล็บทั่วไปหรือแล็บภายในโรงงานที่ไม่ได้รับรอง อย. จะไม่ยอมรับ
4. เอกสารภาษาต่างประเทศต้องแปลพร้อมรับรอง
CoA, Safety Assessment, CE Mark หรือเอกสารอื่น ๆ ที่ออกมาเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่น ต้องแนบคำแปลภาษาไทยพร้อมรับรองคำแปลถูกต้องโดยนักแปลที่ได้รับการรับรอง
Tips:
เตรียม “โฟลเดอร์เอกสารบริษัท” ไว้ล่วงหน้า รวบรวมหนังสือรับรองบริษัท สำเนาบัตรประชาชนกรรมการ และเอกสารสถานที่ไว้ในที่เดียว พอต้องยื่นสินค้าหลายตัวจะได้ไม่ต้องตามหาใหม่ทุกครั้ง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการเตรียมเอกสารจด อย.
จากการดูแลเคสของลูกค้ามานานหลายปี ข้อผิดพลาดที่ทำให้เสียเวลามักวนซ้ำที่จุดเดิม ๆ ต่อไปนี้คือสิ่งที่ต้องระวังมากที่สุด
1. วัตถุประสงค์บริษัทไม่ครอบคลุมประเภทสินค้า – เช่น บริษัทจดทะเบียนเพื่อ “จำหน่ายสินค้าทั่วไป” แต่ขอจด อย. อาหารเสริม ต้องไปแก้วัตถุประสงค์ก่อน
2. ฉลากไม่เป็นไปตามมาตรฐาน – ขนาดตัวอักษรเล็กเกินไป ไม่มีคำเตือนที่กำหนด หรือไม่ระบุที่อยู่ผู้ผลิตให้ชัดเจน
3. สูตรส่วนประกอบไม่ตรงกับฉลาก – ปริมาณสารสำคัญที่ระบุในสูตรกับที่พิมพ์บนฉลากไม่สอดคล้องกัน
4. ขาดเอกสารจากผู้ผลิตต่างประเทศ – สำหรับสินค้านำเข้า มักลืมขอ Authorization Letter หรือ Free Sale Certificate จากผู้ผลิตซึ่งต้องใช้เวลาในการติดต่อและรับเอกสาร
5. ผลแล็บหมดอายุ – CoA บางฉบับมีอายุที่กำหนดไว้ ต้องตรวจสอบวันหมดอายุของผลวิเคราะห์ก่อนยื่น
ข้อควรระวัง:
อย่าส่งเอกสารที่ยังไม่ครบหรือยังไม่แน่ใจว่าถูกต้อง เพราะถ้า อย. ตีกลับจะต้องรอคิวใหม่ตั้งแต่ต้น ในบางช่วงที่มีผู้ยื่นจำนวนมาก การรอคิวใหม่อาจนานถึงหลายสัปดาห์
สรุป
เอกสารจด อย. แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ เอกสารของบริษัทและเอกสารผลิตภัณฑ์ โดยเอกสารบริษัทใช้ร่วมกันได้ทุกสินค้า เช่น หนังสือรับรองบริษัท บัตรประชาชนกรรมการ และเอกสารสถานที่ผลิตหรือนำเข้า ส่วนเอกสารผลิตภัณฑ์จะแตกต่างตามประเภทสินค้า เช่น อาหารเสริมต้องมีสูตรและผลแล็บ เครื่องสำอางต้องมีสูตรและฉลาก เครื่องมือแพทย์และยาต้องมีเอกสารมาตรฐานและผลการทดสอบเพิ่มเติม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเอกสารจด อย.
Q1: เอกสารจด อย. ต้องเตรียมกี่ชุด?
A: โดยทั่วไป อย. กำหนดให้ยื่นเอกสารต้นฉบับหรือสำเนารับรองถูกต้อง 1 ชุด แต่ควรเก็บสำเนาไว้อีกอย่างน้อย 1 ชุดเผื่อกรณีต้องส่งเพิ่มเติมหรือยื่นแก้ไขในภายหลัง
Q2: ถ้าเป็นบุคคลธรรมดา ไม่ได้จดทะเบียนบริษัท ขอจด อย. ได้ไหม?
A: ได้ สำหรับบางประเภทสินค้า เช่น เครื่องสำอาง บุคคลธรรมดาสามารถแจ้งข้อมูลได้โดยใช้สำเนาบัตรประชาชนแทนหนังสือรับรองบริษัท
Q3: เอกสารภาษาอังกฤษต้องแปลทุกฉบับไหม?
A: เอกสารที่ต้องแปล และรับรองคำแปลมีเฉพาะเอกสารที่ อย. ร้องขอในรูปแบบภาษาไทย เช่น ฉลาก คู่มือการใช้งาน และบางส่วนของ Technical File ส่วนเอกสารทางเทคนิคบางชนิดเช่น CoA มักยอมรับเป็นภาษาอังกฤษได้ แต่ควรตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ก่อน
Q4: ต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการรวบรวมเอกสารจด อย.?
A: เอกสารบริษัท เช่น หนังสือรับรองบริษัทใช้เวลา 1-3 วัน ส่วนเอกสารผลิตภัณฑ์เช่น CoA หรือ Safety Assessment อาจต้องรอ 2-4 สัปดาห์ขึ้นอยู่กับแล็บที่ใช้ สำหรับสินค้านำเข้าการรอเอกสารจากต่างประเทศอาจใช้เวลานานกว่านั้น
Q5: จ้างที่ปรึกษาจด อย. มีข้อดีอย่างไร?
A: ที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์จะช่วยตรวจสอบเอกสารก่อนยื่น ลดโอกาสถูกตีกลับ และแนะนำเส้นทางที่เร็วที่สุดสำหรับสินค้าแต่ละประเภท โดยเฉพาะสินค้าที่มีความซับซ้อนอย่างเครื่องมือแพทย์หรือยา การใช้ที่ปรึกษาช่วยประหยัดเวลาได้มาก
ถ้าคุณกำลังเตรียมเอกสารสำหรับจด อย. และอยากให้มีคนตรวจสอบว่าครบหรือยัง ทีม C&S Rich1 พร้อมให้คำปรึกษาได้ทันที เราดูแลเคสจด อย. มาแล้วกว่า 500 เคสใน 7 ปี อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการรับจด อย. หรือติดต่อเราได้เลย
📲 Tel: 064-560-7779
💬 Line: @cs0645607779
📩 Email: csrich188@gmail.com
📚 Facebook: จด อย บริษัท ซีแอนด์เอสริช1 จำกัด