<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>บทความ &#8211; C&amp;S Rish1</title>
	<atom:link href="https://csrich1.com/category/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://csrich1.com</link>
	<description>บริการรับจด อย. และใบอนุญาตประกอบธุรกิจครบวงจร (One Stop Service) ดูแลคุณตั้งแต่เริ่มต้นจนจบกระบวนการ</description>
	<lastBuildDate>Fri, 26 Jun 2026 09:23:19 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/03/FAV.png</url>
	<title>บทความ &#8211; C&amp;S Rish1</title>
	<link>https://csrich1.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>นำเข้าเครื่องมือแพทย์จากต่างประเทศ ต้องจด อย. อย่างไร? คู่มือผู้นำเข้า 2026</title>
		<link>https://csrich1.com/import-medical-device-thailand-fda-guide-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 26 Jun 2026 08:38:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[GDPMD]]></category>
		<category><![CDATA[LOA เครื่องมือแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[จด อย. เครื่องมือแพทย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://csrich1.com/?p=1557</guid>

					<description><![CDATA[การนำเข้าเครื่องมือแพทย์จากต่างประเทศ ต้องขออนุญาตจาก อย. ก่อนนำเข้าและจำหน่าย โดยผู้ประกอบการต้องตรวจสอบประเภทของเครื่องมือแพทย์ เตรียมเอกสารของผู้ผลิตและผลิตภัณฑ์ แล้วจึงยื่นคำขอผ่านระบบของ อย]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>การนำเข้าเครื่องมือแพทย์จากต่างประเทศ ต้องขออนุญาตจาก อย. ก่อนนำเข้าและจำหน่าย โดยผู้ประกอบการต้องตรวจสอบประเภทของเครื่องมือแพทย์ เตรียมเอกสารของผู้ผลิตและผลิตภัณฑ์ แล้วจึงยื่นคำขอผ่านระบบของ อย. เมื่อได้รับอนุญาตจึงสามารถนำเข้าและจำหน่ายได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย</p>



<p>บทความนี้จะพาคุณไปดูเอกสารที่ผู้นำเข้าเครื่องมือแพทย์ต้องเตรียม ขั้นตอนการขอใบอนุญาต GDPMD สำหรับสถานที่นำเข้า เอกสาร CSDT ที่บังคับใช้สำหรับเครื่องมือแพทย์ Class 2-4 และระยะเวลาในการดำเนินการแต่ละขั้น</p>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ทำไมการนำเข้าเครื่องมือแพทย์ต้องเตรียมเอกสารต่างจากสินค้าในประเทศ?</h2>



<p>การนำเข้าเครื่องมือแพทย์ต้องใช้เอกสารเพิ่มเติม เพราะ อย. ต้องตรวจสอบมาตรฐานของผู้ผลิตในต่างประเทศและสิทธิ์ของผู้นำเข้า ก่อนอนุญาตให้นำเข้าจำหน่าย เอกสารสำคัญที่แตกต่าง ได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>Free Sale Certificate</strong> ยืนยันว่าสินค้าจำหน่ายได้ในประเทศต้นทาง</li>



<li><strong>Letter of Authorization (LOA)</strong> ยืนยันสิทธิ์ในการนำเข้า</li>



<li><strong>ISO 13485</strong> รับรองมาตรฐานโรงงานผู้ผลิต</li>
</ul>



<p>ถ้าขาดเอกสารใดเอกสารหนึ่ง อย. จะไม่รับพิจารณา ทำให้ต้องเลื่อนกระบวนการออกไปจนกว่าจะได้เอกสารครบ</p>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">เอกสารหลัก 4 ตัวที่ผู้นำเข้าเครื่องมือแพทย์ต้องเตรียม</h2>



<p>การนำเข้าเครื่องมือแพทย์ต้องเตรียมเอกสารจากผู้ผลิตในต่างประเทศให้ครบก่อนยื่นขอ อย. โดยเอกสารบางรายการอาจใช้เวลาประสานงานหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน จึงควรเริ่มเตรียมล่วงหน้า เอกสารหลักที่ต้องใช้ มีดังนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading">1. Free Sale Certificate (CFS)</h3>



<p>เอกสารยืนยันว่า สินค้านี้ได้รับอนุมัติให้จำหน่ายในประเทศต้นทาง ออกโดยหน่วยงานราชการของประเทศนั้น ๆ เช่น FDA ของสหรัฐอเมริกา NMPA ของจีน หรือ Notified Body ของยุโรป</p>



<p>CFS ต้องระบุ:</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ชื่อสินค้าที่ตรงกับสินค้าที่จะนำเข้าไทย</li>



<li>ผู้ผลิตและที่อยู่</li>



<li>ประเภท Class ของเครื่องมือแพทย์</li>



<li>ออกไม่เกิน 6 เดือน (อย. ไทยรับเฉพาะเอกสารใหม่)</li>
</ul>



<figure class="wp-block-image size-large is-resized"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/positive-doctor-working-laptop-medical-office-portrait-683x1024.jpg" alt="เตรียมเอกสารนำเข้าเครื่องมือแพทย์" class="wp-image-1558" style="aspect-ratio:0.6669966910711029;width:800px;height:auto" srcset="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/positive-doctor-working-laptop-medical-office-portrait-683x1024.jpg 683w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/positive-doctor-working-laptop-medical-office-portrait-200x300.jpg 200w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/positive-doctor-working-laptop-medical-office-portrait-768x1152.jpg 768w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/positive-doctor-working-laptop-medical-office-portrait-1024x1536.jpg 1024w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/positive-doctor-working-laptop-medical-office-portrait-1365x2048.jpg 1365w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/positive-doctor-working-laptop-medical-office-portrait-scaled.jpg 1707w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">2. Letter of Authorization (LOA)</h3>



<p>หนังสือจากผู้ผลิตอนุญาตให้คุณเป็นผู้นำเข้า และจำหน่ายสินค้าในประเทศไทย LOA ต้องระบุชัดเจนว่าคุณมีสิทธิ์ทำอะไรบ้าง (นำเข้าอย่างเดียว, นำเข้าและจำหน่าย, ตัวแทนแต่เพียงผู้เดียว)</p>



<p>LOA ที่ดีควรมี:</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ชื่อบริษัทผู้รับมอบอำนาจ (บริษัทคุณ)</li>



<li>ขอบเขตสิทธิ์</li>



<li>ระยะเวลามีผลบังคับใช้</li>



<li>ลายเซ็นและตราประทับของผู้มีอำนาจในบริษัทผู้ผลิต</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading">3. ISO 13485 ของโรงงานผู้ผลิต</h3>



<p>มาตรฐานสากลด้าน Quality Management System สำหรับเครื่องมือแพทย์ ถ้าโรงงานผู้ผลิตในต่างประเทศไม่มี ISO 13485 จะจด อย. ไทยไม่ได้ในเครื่องมือแพทย์ Class 2 ขึ้นไป</p>



<p>ใบรับรองต้องยังไม่หมดอายุ และครอบคลุมประเภทเครื่องมือแพทย์ที่คุณจะนำเข้า</p>



<h3 class="wp-block-heading">4. เอกสาร CSDT (สำหรับ Class 2-4)</h3>



<p><strong>Common Submission Dossier Template (CSDT)</strong> คือเอกสารทางเทคนิคสำหรับเครื่องมือแพทย์ <strong>Class 2-4</strong> ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลสำคัญ เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ข้อมูลทั่วไปของผลิตภัณฑ์ (General Information)</li>



<li>หลักฐานด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพ (Essential Principles of Safety and Performance)</li>



<li>ผลการศึกษาก่อนใช้งาน และข้อมูลทางคลินิก (Pre-clinical และ Clinical Studies)</li>



<li>การวิเคราะห์ความเสี่ยง (Risk Analysis)</li>



<li>ข้อมูลกระบวนการผลิต (Manufacturing Information)</li>



<li>ข้อมูลฉลากและเอกสารกำกับผลิตภัณฑ์ (Labeling Information)</li>
</ul>



<div style="background-color: #FFF8E1; border-left: 4px solid #FFC107; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">

<p style="font-weight: bold; color: #F57F17; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">จุดสำคัญ:</p>

<p style="margin: 0; color: #333;">

ถ้าสินค้าผ่าน CE Mark จากยุโรปหรือ FDA approval จากสหรัฐอเมริกาแล้ว ข้อมูลทางเทคนิคที่ใช้ในกระบวนการนั้นสามารถนำมาประกอบเอกสาร CSDT ของ อย. ไทยได้ ช่วยลดเวลาในการจัดทำเอกสารใหม่ตั้งแต่ต้น

</p>

</div>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ใบอนุญาตสถานที่นำเข้า (GDPMD) ที่ผู้นำเข้าต้องมีก่อน</h2>



<p>ก่อนยื่นจดทะเบียนเครื่องมือแพทย์ ผู้นำเข้าต้องได้รับ ใบอนุญาตสถานที่นำเข้าเครื่องมือแพทย์ตามมาตรฐาน GDPMD (Good Distribution Practice for Medical Devices) ก่อน เพื่อรับรองว่าสถานที่จัดเก็บและกระจายสินค้าเป็นไปตามข้อกำหนดของ อย.</p>



<p>GDPMD ครอบคลุมหลักสำคัญ ได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>การจัดการคลังสินค้าและการจัดเก็บ</li>



<li>ระบบควบคุมอุณหภูมิและความชื้น (สำหรับสินค้าที่ต้องการ)</li>



<li>ระบบการเรียกคืนสินค้า (Recall System)</li>



<li>การฝึกอบรมพนักงาน</li>



<li>การบันทึกข้อมูลสินค้าและการกระจายสินค้า</li>
</ul>



<p>การขอใบอนุญาตสถานที่นำเข้าใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน รวมการตรวจสถานที่จริงโดยเจ้าหน้าที่ อย. ค่าธรรมเนียมเริ่มต้นที่ประมาณ 20,000 บาท และต้องต่ออายุทุก 5 ปี</p>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ขั้นตอนการนำเข้าเครื่องมือแพทย์ทีละขั้น</h2>



<p>การนำเข้าเครื่องมือแพทย์เพื่อจำหน่ายในไทยมีทั้งหมด 6 ขั้นตอนหลัก โดยควรวางแผนล่วงหน้า เพราะทั้งการเตรียมเอกสารและการขออนุญาต อย. ใช้เวลาประมาณ 6–12 เดือน ขั้นตอนมีดังนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ขั้นที่ 1: ขอใบอนุญาตสถานที่นำเข้า (GDPMD)</strong></h3>



<p>เตรียมสถานที่จัดเก็บให้พร้อม ขอใบอนุญาตจาก อย. ก่อนเริ่มกระบวนการอื่น ใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ <a href="https://csrich1.com/what-is-gdpmd-thailand/">GDPMD คืออะไร? สิ่งที่ต้องรู้ก่อนขออนุญาตสถานที่นำเข้าเครื่องมือแพทย์</a></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ขั้นที่ 2: ประสานงานกับผู้ผลิตเพื่อขอเอกสาร</strong></h3>



<p>ขอเอกสารสำคัญจากผู้ผลิต เช่น Free Sale Certificate, LOA และ ISO 13485 ใช้เวลาประมาณ 1–3 เดือน โดยควรเริ่มเตรียมล่วงหน้า เพื่อลดความล่าช้า และตรวจสอบให้ข้อมูลตรงกับคำขอของ อย.</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ขั้นที่ 3: เตรียมเอกสาร CSDT</strong></h3>



<p>จัดทำเอกสารทางเทคนิคสำหรับ Class 2–4 หากมี CE Mark หรือ FDA approval สามารถใช้ประกอบ เพื่อช่วยลดระยะเวลาในการจัดเตรียม ยื่นขอ และควรตรวจสอบความครบถ้วนก่อนยื่นทุกครั้ง</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ขั้นที่ 4: ยื่นจดทะเบียนกับ อย.</strong></h3>



<p>ยื่นเอกสารผ่านระบบ E-submission พร้อมชำระค่าธรรมเนียม โดยระยะเวลาพิจารณาขึ้นอยู่กับความซับซ้อนและ Class ของเครื่องมือแพทย์ และควรติดตามสถานะอย่างสม่ำเสมอ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ขั้นที่ 5: ตอบกลับ อย. กรณีขอข้อมูลเพิ่ม</strong></h3>



<p>หาก อย. ขอเอกสารหรือข้อมูลเพิ่มเติม ต้องตอบกลับให้ครบถ้วน และรวดเร็ว เพื่อไม่ให้กระบวนการพิจารณาล่าช้า และควรจัดเตรียมเอกสารสำรองไว้ล่วงหน้า</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ขั้นที่ 6: รับใบอนุญาตและนำเข้าสินค้า</strong></h3>



<p>เมื่อได้รับเลขทะเบียนแล้ว สามารถนำเข้าและจำหน่ายได้ทันที โดยต้องแสดงเลขทะเบียนบนฉลากสินค้าให้ถูกต้องตามข้อกำหนด และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขหลังการอนุญาต</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="576" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/asia-businesswoman-entrepreneur-wearing-medical-face-mask-social-distancing-new-normal-situation-virus-prevention-while-using-laptop-back-work-office-lifestyle-after-corona-virus-1024x576.jpg" alt="จัดเตรียมเอกสารใบอนุญาตสถานที่นำเข้า" class="wp-image-1559" srcset="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/asia-businesswoman-entrepreneur-wearing-medical-face-mask-social-distancing-new-normal-situation-virus-prevention-while-using-laptop-back-work-office-lifestyle-after-corona-virus-1024x576.jpg 1024w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/asia-businesswoman-entrepreneur-wearing-medical-face-mask-social-distancing-new-normal-situation-virus-prevention-while-using-laptop-back-work-office-lifestyle-after-corona-virus-300x169.jpg 300w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/asia-businesswoman-entrepreneur-wearing-medical-face-mask-social-distancing-new-normal-situation-virus-prevention-while-using-laptop-back-work-office-lifestyle-after-corona-virus-768x432.jpg 768w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/asia-businesswoman-entrepreneur-wearing-medical-face-mask-social-distancing-new-normal-situation-virus-prevention-while-using-laptop-back-work-office-lifestyle-after-corona-virus-1536x864.jpg 1536w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/asia-businesswoman-entrepreneur-wearing-medical-face-mask-social-distancing-new-normal-situation-virus-prevention-while-using-laptop-back-work-office-lifestyle-after-corona-virus-2048x1152.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<div style="background-color: #FBE9E7; border-left: 4px solid #FF5722; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">

<p style="font-weight: bold; color: #D84315; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">ข้อควรระวัง:</p>

<p style="margin: 0; color: #333;">ห้ามนำเข้าเครื่องมือแพทย์เข้ามาก่อนได้รับใบอนุญาตจาก อย. แม้จะเป็นการนำเข้าตัวอย่างทดสอบ ก็ต้องขออนุญาตล่วงหน้าผ่านระบบเฉพาะ การนำเข้า โดยไม่ได้รับอนุญาตมีโทษทั้งปรับและจำคุก รวมถึงสินค้าอาจถูกยึดและทำลาย</p>

</div>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ปัญหาที่ผู้นำเข้าเครื่องมือแพทย์มักพบ</h2>



<p>จากประสบการณ์ของ C&amp;S Rich1 ในการดูแลเคสนำเข้าเครื่องมือแพทย์มากว่า 7 ปี ปัญหาที่ผู้นำเข้ามักพบและทำให้กระบวนการล่าช้ามีดังนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading">1. ผู้ผลิตในต่างประเทศไม่เข้าใจระบบไทย</h3>



<p>ผู้ผลิตในต่างประเทศบางรายไม่คุ้นเคยกับข้อกำหนดของ อย. ไทย ทำให้ส่งเอกสารผิดรูปแบบ หรือไม่ครบ การมีคนกลางที่อธิบายข้อกำหนดของไทยให้ผู้ผลิตเข้าใจ ช่วยให้ได้เอกสารที่ถูกต้องตั้งแต่แรก</p>



<h3 class="wp-block-heading">2. ISO 13485 ของโรงงานหมดอายุ</h3>



<p>หลายเคสล่าช้า เพราะ ISO 13485 ของโรงงานหมดอายุระหว่างกระบวนการเตรียมเอกสารยื่น ทีมงาน C&amp;S Rich1 จะตรวจสอบวันหมดอายุของเอกสารสำคัญทุกฉบับก่อนเริ่มดำเนินการ พร้อมแจ้งเตือนลูกค้าให้เตรียมต่ออายุล่วงหน้า เพื่อลดความเสี่ยงที่กระบวนการยื่นจะสะดุดหรือเลื่อนออกไป</p>



<h3 class="wp-block-heading">3. การจัด Class ของเครื่องมือแพทย์อาจไม่ตรงกัน</h3>



<p>การจัด Class ของเครื่องมือแพทย์ในต่างประเทศอาจไม่ตรงกับหลักเกณฑ์ของ อย. ไทย เนื่องจากแต่ละประเทศใช้ข้อกำหนดที่แตกต่างกัน เมื่อนำเข้ามาขึ้นทะเบียนในประเทศไทยจึงต้องยึดกฎหมายไทยเป็นหลัก ทีมงาน C&amp;S Rich1 จะตรวจสอบการจัด Class ให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น เพื่อลดปัญหาการแก้ไขเอกสารและความล่าช้าในการยื่นขึ้นทะเบียน</p>



<h3 class="wp-block-heading">4. ฉลากภาษาไทยไม่ครบ</h3>



<p>ฉลากภาษาไทยต้องมีข้อมูลครบถ้วนตามข้อกำหนดของ อย. หากข้อมูลไม่ครบ อาจต้องแก้ไขก่อนยื่นขึ้นทะเบียน ทีมงาน C&amp;S Rich1 จะตรวจสอบ แนะนำ และจัดทำร่างฉลากให้ถูกต้องตามมาตรฐาน เพื่อลดการแก้ไขและช่วยให้การยื่นเป็นไปอย่างราบรื่น</p>



<h3 class="wp-block-heading">5. นำเข้าตัวอย่างทดสอบโดยไม่ขออนุญาต</h3>



<p>หลายผู้นำเข้านำตัวอย่างมาทดสอบก่อนตัดสินใจจดทะเบียน โดยไม่รู้ว่าต้องขออนุญาตล่วงหน้า ทำให้สินค้าถูกยึดที่ด่านศุลกากร</p>



<div style="background-color: #E8F5E9; border-left: 4px solid #4CAF50; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">

<p style="font-weight: bold; color: #2E7D32; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">Tips:</p>

<p style="margin: 0; color: #333;">ก่อนเริ่มประสานงานกับผู้ผลิตในต่างประเทศ ทำ checklist เอกสารทั้งหมดที่ต้องใช้ส่งไปให้ผู้ผลิตในครั้งเดียว พร้อมตัวอย่าง template ของแต่ละเอกสาร จะช่วยลดเวลาในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและได้เอกสารครบเร็วขึ้น</p>

</div>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">สรุป</h2>



<p>การนำเข้าเครื่องมือแพทย์ต้องดำเนินการตามข้อกำหนดของ อย. ตั้งแต่การขอใบอนุญาตสถานที่นำเข้า การเตรียมเอกสารจากผู้ผลิต การจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงการยื่นขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ โดยเอกสาร และขั้นตอนอาจแตกต่างกันตามประเภท รวมถึงระดับความเสี่ยงของเครื่องมือแพทย์</p>



<p>หากเตรียมเอกสารครบถ้วน และตรวจสอบความถูกต้องตั้งแต่ต้น จะช่วยลดปัญหาการแก้ไขเอกสาร ทำให้กระบวนการขึ้นทะเบียนเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น</p>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">FAQ</h2>


<div id="rank-math-faq" class="rank-math-block">
<div class="rank-math-list ">
<div id="faq-question-1782462502289" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q1: ถ้าเครื่องมือแพทย์มี CE Mark แล้ว ลดขั้นตอนได้ไหม?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: ลดเวลาในการเตรียมเอกสาร CSDT ได้ เพราะข้อมูลทางเทคนิคและทางคลินิคที่ทำสำหรับ CE Mark สามารถใช้ประกอบการยื่น อย. ไทยได้ แต่ยังต้องยื่นจดทะเบียนกับ อย. ไทยทุกครั้ง CE Mark ไม่ทดแทนการจด อย. ไทย</p>

</div>
</div>
<div id="faq-question-1782462551043" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q2: ขอใบอนุญาต GDPMD ใช้เวลานานแค่ไหน?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: เฉลี่ย 2-3 เดือน รวมการตรวจสถานที่จริงโดยเจ้าหน้าที่ อย. ถ้าสถานที่ของคุณยังไม่ได้มาตรฐาน GDPMD อาจต้องปรับปรุงก่อนยื่น ทำให้ใช้เวลาเพิ่มอีก 1-2 เดือน</p>

</div>
</div>
<div id="faq-question-1782462568039" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q3: นำตัวอย่างเครื่องมือแพทย์เข้ามาทดสอบก่อนตัดสินใจสั่งซื้อใหญ่ได้ไหม?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: ทำได้ แต่ต้องขออนุญาตล่วงหน้าผ่านระบบของ อย. ห้ามนำเข้าโดยพลการ เพราะสินค้าจะถูกยึดที่ด่านศุลกากร การขออนุญาตนำตัวอย่างใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์</p>

</div>
</div>
<div id="faq-question-1782462583368" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q4: ถ้าผู้ผลิตในต่างประเทศไม่มี Free Sale Certificate ยังขึ้นทะเบียน อย. ได้หรือไม่?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: ได้ ปัจจุบันการขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์บางกรณีไม่จำเป็นต้องใช้ Free Sale Certificate</p>

</div>
</div>
</div>
</div>


<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ถ้าคุณกำลังว<a href="https://csrich1.com/fda-registration-service/">างแผนนำเข้าเครื่องมือแพทย์</a>และไม่แน่ใจว่าต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง ทีมงาน <a href="https://csrich1.com/">C&amp;S Rich1</a> พร้อมประเมินเอกสารและขั้นตอนเฉพาะสำหรับสินค้าของคุณ พร้อมประสานงานกับผู้ผลิตในต่างประเทศแทนคุณได้</p>



<p>ดูบริการเพิ่มเติมได้ที่ <a href="https://www.csrich1.com/fda-registration-service/">บริการรับจด อย.</a></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>📲 Tel: <a href="tel:+66645607779">064-560-7779</a></p>



<p>💬 Line: @cs0645607779</p>



<p>📩 Email: <a href="mailto:csrich188@gmail.com">csrich188@gmail.com</a></p>



<p>📚 Facebook: <a href="https://www.facebook.com/p/%E0%B8%88%E0%B8%94-%E0%B8%AD%E0%B8%A2-%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%97-%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%AA-%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8A1-%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94-100069116491327/?_rdc=1&amp;_rdr#" target="_blank" rel="noopener">จด อย บริษัท ซีแอนด์เอสริช1 จำกัด</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จด อย. อาหาร คืออะไร ต้องทำยังไงบ้าง? คู่มือเริ่มต้นสำหรับผู้ประกอบการ</title>
		<link>https://csrich1.com/fda-food-registration-thailand/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 26 Jun 2026 08:23:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[FDA]]></category>
		<category><![CDATA[จด อย อาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาจด อย อาหาร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://csrich1.com/?p=1552</guid>

					<description><![CDATA[การจด อย. อาหาร คือการขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อให้สามารถผลิตและจำหน่ายอาหารได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>การจด อย. อาหาร คือการขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อให้สามารถผลิตและจำหน่ายอาหารได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ผู้ประกอบการต้องเตรียมเอกสารบริษัท ทดสอบคุณภาพ และยื่นผ่านระบบ E-submission</p>



<p>บทความนี้เป็นคู่มือสำหรับผู้ประกอบการมือใหม่ อธิบายตั้งแต่ “จด อย. อาหาร คืออะไร” ทำไมต้องจด อาหารแบบไหนต้องจด ขั้นตอน เอกสาร และค่าใช้จ่าย เพื่อใช้เป็นแนวทางเริ่มต้นจด อย. ได้อย่างถูกต้อง</p>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">จด อย. อาหาร คืออะไร? ทำไมต้องจด?</h2>



<p>จด อย. อาหาร คือการขอเลขทะเบียนผลิตภัณฑ์อาหารกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก่อนนำสินค้าออกจำหน่ายในประเทศไทย เลขที่ได้เรียกว่า &#8220;เลขสารบบอาหาร&#8221; หรือเรียกสั้น ๆ ว่า &#8220;เลข อย.&#8221; ต้องแสดงบนฉลากผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น เพื่อยืนยันว่าสินค้านั้นผ่านการตรวจสอบจาก อย. แล้ว</p>



<h3 class="wp-block-heading">ทำไมต้องจด อย. อาหาร?</h3>



<p>การจด อย. อาหารเป็นข้อบังคับตามกฎหมาย ผู้ประกอบการที่ผลิตหรือนำเข้าอาหาร เพื่อจำหน่ายในไทยต้องผ่านการตรวจสอบจาก อย. ก่อนเสมอ เหตุผลหลักมี 3 ข้อ คือ</p>



<ol class="wp-block-list">
<li><strong>คุ้มครองผู้บริโภค</strong> อย. ตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์ปลอดภัย ไม่มีสารปนเปื้อนเกินมาตรฐาน และข้อมูลบนฉลากถูกต้อง</li>



<li><strong>สร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์</strong> เลข อย. บนฉลากเป็นสัญญาณว่าผลิตภัณฑ์ผ่านการตรวจสอบมาตรฐาน ทำให้ผู้บริโภคไว้วางใจและมั่นใจในการซื้อ</li>



<li><strong>ข้อบังคับทางกฎหมาย</strong> การจำหน่ายอาหารโดยไม่มีเลข อย. มีโทษทั้งจำคุกและปรับตาม พ.ร.บ. อาหาร</li>
</ol>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/beautiful-doctor-kitchen-with-vegetables-1024x683.jpg" alt="จด อย. อาหาร" class="wp-image-1554" srcset="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/beautiful-doctor-kitchen-with-vegetables-1024x683.jpg 1024w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/beautiful-doctor-kitchen-with-vegetables-300x200.jpg 300w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/beautiful-doctor-kitchen-with-vegetables-768x512.jpg 768w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/beautiful-doctor-kitchen-with-vegetables-1536x1024.jpg 1536w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/beautiful-doctor-kitchen-with-vegetables-2048x1365.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">ถ้าไม่จด อย. อาหาร?</h3>



<p>ผู้ประกอบการที่จำหน่ายอาหาร โดยไม่ได้รับอนุญาตจาก อย. มีโทษตาม พ.ร.บ. อาหาร พ.ศ. 2522 ดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ปรับสูงสุด 30,000 บาท</li>



<li>จำคุกไม่เกิน 3 ปี</li>



<li>ในบางกรณีอาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการ</li>



<li>สินค้าที่จำหน่ายอยู่ในตลาดอาจถูกเรียกคืนทั้งหมด</li>
</ul>



<div style="background-color: #FFF8E1; border-left: 4px solid #FFC107; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">

<p style="font-weight: bold; color: #F57F17; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">จุดสำคัญ:</p>

<p style="margin: 0; color: #333;">

สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังจะจดอาหารเสริม (ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร) ขั้นตอนและเอกสารต่างจากอาหารทั่วไปมาก ใช้ระบบขึ้นทะเบียนเฉพาะที่ซับซ้อนกว่า อ่านรายละเอียดเฉพาะของอาหารเสริมได้ที่ จด อย อาหารเสริม ทำอย่างไร? คู่มือขั้นตอนสำหรับผู้ประกอบการใหม่

</p>

</div>


<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">อาหารแบบไหนต้องจด อย.?</h2>


<p>อย. แบ่งอาหารในไทยตามความเสี่ยงเป็น 4 กลุ่มหลัก การรู้ว่าผลิตภัณฑ์อยู่กลุ่มใดเป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะมีระบบจดทะเบียน เอกสาร และค่าใช้จ่ายต่างกัน โดยแบ่งออกดังนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading">1. อาหารควบคุมเฉพาะ</h3>



<p>อาหารกลุ่มนี้ อย. ควบคุมเข้มงวด ต้องขอเลขสารบบอาหาร (ขึ้นทะเบียน) ก่อนผลิต ตัวอย่าง เช่น นมและผลิตภัณฑ์นม น้ำดื่ม น้ำแร่ น้ำผลไม้ ไอศกรีม วัตถุเจือปนอาหาร และอาหารสำหรับทารก เด็กเล็ก กลุ่มนี้ใช้งบ รวมถึงเวลามากที่สุด เพราะต้องตรวจสอบสถานที่ผลิต และทดสอบความปลอดภัยหลายด้าน เช่น เชื้อโรค สารปนเปื้อน และสารเคมี</p>



<h3 class="wp-block-heading">2. อาหารกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน</h3>



<p>ต้องเป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพที่ อย. กำหนด ตัวอย่าง เช่น น้ำส้มสายชู ซอสในภาชนะปิดสนิท ชา กาแฟ ครีมเทียม ขนมปังกึ่งสำเร็จรูป และข้าวเสริมวิตามิน กลุ่มนี้ใช้ระบบขึ้นทะเบียนเช่นกันแต่เกณฑ์น้อยกว่ากลุ่มควบคุมเฉพาะ</p>



<h3 class="wp-block-heading">3. อาหารที่ต้องมีฉลาก</h3>



<p>อาหารทั่วไปที่บรรจุในภาชนะปิดสนิทพร้อมจำหน่าย ตัวอย่าง เช่น ขนมขบเคี้ยว ลูกอม หมากฝรั่ง เครื่องดื่มที่ไม่อยู่ในกลุ่มควบคุมเฉพาะ ใช้ระบบจดแจ้งซึ่งเร็วและใช้เอกสารน้อยกว่า</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="591" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/3d-collection-packaged-breakfast-food-isolated-white-background-1024x591.jpg" alt="อาหารที่ต้องมีฉลาก" class="wp-image-1555" srcset="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/3d-collection-packaged-breakfast-food-isolated-white-background-1024x591.jpg 1024w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/3d-collection-packaged-breakfast-food-isolated-white-background-300x173.jpg 300w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/3d-collection-packaged-breakfast-food-isolated-white-background-768x443.jpg 768w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/3d-collection-packaged-breakfast-food-isolated-white-background-1536x886.jpg 1536w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/3d-collection-packaged-breakfast-food-isolated-white-background-2048x1182.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">4. อาหารทั่วไป</h3>



<p>อาหารแปรรูปที่ไม่อยู่ในกลุ่ม 1-3 ใช้ระบบจดแจ้ง ซึ่งง่ายและรวดเร็วที่สุด ตัวอย่าง เช่น อาหารสด อาหารแช่เย็น อาหารแช่แข็งบางประเภท</p>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ขั้นตอนการจด อย. อาหาร 5 ขั้น สำหรับมือใหม่</h2>



<p>ขั้นตอนการจด อย. อาหารมี 5 ขั้นตอนหลัก ตั้งแต่เตรียมเอกสารจนได้รับเลขสารบบอาหาร การเข้าใจภาพรวมตั้งแต่ต้นช่วยให้วางแผนเวลาและงบประมาณได้แม่นยำ และลดปัญหาระหว่างดำเนินการ โดยมีรายละเอียดขั้นตอนดังนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading">ขั้นที่ 1: ประเมินประเภทอาหาร</h3>



<p>ตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์ของคุณอยู่ในกลุ่มควบคุมเฉพาะ กำหนดคุณภาพ ฉลาก หรืออาหารทั่วไป ขั้นนี้สำคัญที่สุดเพราะจะกำหนดขั้นตอนและเอกสารทั้งหมด ถ้าไม่แน่ใจ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนเริ่ม เพื่อไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ภายหลัง</p>



<h3 class="wp-block-heading">ขั้นที่ 2: <strong>การเตรียมความพร้อมสถานที่ผลิตอาหารก่อนการขออนุญาต</strong></h3>



<p>การผลิตอาหารจะต้องมีการจัดการสถานที่ผลิตอาหาร และกระบวนการผลิตให้มีความเหมาะสม เพื่อให้อาหารที่ผลิตมีความสะอาด ปลอดภัย และเกิดความมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์อาหารมีคุณภาพและมาตรฐาน โดยสถานที่ผลิตอาหารทั้งที่เข้าข่ายและไม่เข้าข่ายโรงงาน</p>



<h3 class="wp-block-heading">ขั้นที่ 3: ทดสอบความปลอดภัยที่ห้องแล็บ</h3>



<p>ส่งตัวอย่างสินค้าไปตรวจสอบที่ห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง เพื่อยืนยันความปลอดภัยของอาหาร โดยรายการทดสอบและค่าใช้จ่ายจะขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า ซึ่งอาหารควบคุมเฉพาะมักมีข้อกำหนดการทดสอบที่เข้มงวดกว่า</p>



<h3 class="wp-block-heading">ขั้นที่ 4: เตรียมเอกสารและออกแบบฉลาก</h3>



<p>รวบรวมเอกสารบริษัท เอกสารผลิตภัณฑ์ และเอกสารทางเทคนิคให้ครบ พร้อมออกแบบฉลากภาษาไทยตามมาตรฐาน อย. ที่มีข้อมูลครบ เช่น ชื่อผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบ น้ำหนัก/ปริมาตรสุทธิ ผู้ผลิต/นำเข้า วันผลิต/วันหมดอายุ รวมถึงข้อมูลสำคัญอื่น ๆ ที่กฎหมายกำหนด</p>



<h3 class="wp-block-heading">ขั้นที่ 5: ยื่นผ่านระบบ E-submission</h3>



<p>ยื่นเอกสารทั้งหมดผ่านระบบออนไลน์ของ อย. ที่ <a href="http://privus.fda.moph.go.th" target="_blank" rel="noopener">privus.fda.moph.go.th</a> พร้อมชำระค่าธรรมเนียม รอผลการพิจารณา เมื่อ อย. อนุมัติ จะได้รับเลขสารบบอาหารผ่านระบบ จากนั้นจึงสามารถผลิตฉลากจริงและจำหน่ายสินค้าได้อย่างถูกต้อง</p>



<div style="background-color: #E8F5E9; border-left: 4px solid #4CAF50; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">

<p style="font-weight: bold; color: #2E7D32; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">Tips:</p>

<p style="margin: 0; color: #333;">สำหรับผู้ประกอบการมือใหม่ ขั้นตอนที่มักทำให้สับสนที่สุดคือการเลือก &#8220;ประเภทอาหาร&#8221; และ &#8220;ใบอนุญาตสถานที่&#8221; ที่เหมาะสม การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในขั้นแรกช่วยให้ไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ภายหลัง และยังช่วยประเมินงบประมาณที่แท้จริงได้ตั้งแต่ต้น</p>

</div>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">เอกสารที่ต้องเตรียม</h2>



<p>เอกสารที่ต้องเตรียมแบ่งเป็น 3 หมวด คือเอกสารบริษัท เอกสารผลิตภัณฑ์ และเอกสารทางเทคนิคเฉพาะอาหาร ความครบถ้วนของเอกสารตั้งแต่แรกช่วยลดเวลาในการพิจารณาของ อย. ได้มาก ผู้ประกอบการมือใหม่ควรเช็คลิสต์ เหล่านี้ก่อนเริ่มกระบวนการ</p>



<h3 class="wp-block-heading">1. เอกสารบริษัท</h3>



<p>ใช้ยืนยันตัวตนผู้ประกอบการและความถูกต้องของสถานที่ผลิต ได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>หนังสือรับรองบริษัท (ออกไม่เกิน 6 เดือน)</li>



<li>ใบทะเบียนพาณิชย์</li>



<li>ใบอนุญาตประกอบสถานที่ผลิตอาหาร (สบ.5, สบ.6, สบ.7)</li>



<li>แผนผังโรงงานและกระบวนการผลิต</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading">2. เอกสารผลิตภัณฑ์</h3>



<p>เป็นข้อมูลสำคัญที่ใช้ประกอบการพิจารณาสินค้าโดยตรง ได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>สูตรและส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์</li>



<li>ขั้นตอนการผลิตโดยละเอียด</li>



<li>ฉลากภาษาไทยที่ครบตามมาตรฐาน อย.</li>



<li>ภาพถ่ายผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์</li>



<li>ใบรับรองมาตรฐานวัตถุดิบ</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading">3. เอกสารทางเทคนิค</h3>



<p>ใช้ยืนยันความปลอดภัยและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ เอกสารประกอบด้วย</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ผลทดสอบความปลอดภัยจากห้องแล็บ</li>



<li>ผลทดสอบเชลฟ์ไลฟ์ (Shelf Life)</li>



<li>ข้อมูลโภชนาการ (กรณีอ้างสรรพคุณ)</li>



<li>ใบรับรองผู้ผลิตจากต่างประเทศ (กรณีนำเข้า)</li>
</ul>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ค่าใช้จ่ายโดยรวม</h2>



<p>ค่าใช้จ่ายในการจด อย. อาหารจะแตกต่างกันตามประเภทของผลิตภัณฑ์ โดยค่าธรรมเนียมราชการเริ่มต้นประมาณ 200–8,000 บาทต่อผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้สามารถดูภาพรวมค่าใช้จ่ายโดยประมาณได้จากตารางด้านล่าง</p>



<figure class="wp-block-table"><table class="has-fixed-layout"><thead><tr><th><strong>ประเภทอาหาร</strong></th><th><strong>ค่าธรรมเนียม อย. (บาท)</strong></th><th><strong>งบรวมโดยประมาณ (บาท)</strong></th></tr></thead><tbody><tr><td>อาหารควบคุมเฉพาะ</td><td>3,000-8,000</td><td>30,000-80,000</td></tr><tr><td>อาหารกำหนดคุณภาพ</td><td>1,000-5,000</td><td>20,000-50,000</td></tr><tr><td>อาหารที่ต้องมีฉลาก</td><td>500-2,000</td><td>10,000-30,000</td></tr><tr><td>อาหารทั่วไป</td><td>200-1,000</td><td>10,000-20,000</td></tr></tbody></table></figure>



<p>นอกจากค่าธรรมเนียมในตาราง ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นที่ต้องเตรียมไว้ เช่น ค่าทดสอบห้องแล็บ 3,000-15,000 บาทต่อการทดสอบ ค่าออกแบบฉลาก 2,000-10,000 บาท ค่าทดสอบเชลฟ์ไลฟ์ 5,000-20,000 บาท</p>



<p>ดูรายละเอียดค่าใช้จ่ายแยกตามประเภทสินค้าทุกประเภทได้ที่ <a href="https://csrich1.com/fda-registration-cost-2026/">ค่าใช้จ่าย อย 2026 ต้องเตรียมงบเท่าไหร่? สรุปทุกประเภทสินค้า</a> ที่สรุปทั้งอาหาร เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ และยาไว้ในที่เดียว</p>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">สรุป</h2>



<p>การจด อย. อาหารเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนนำสินค้าออกจำหน่าย เพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมายและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ โดยกระบวนการครอบคลุมตั้งแต่การประเมินประเภทอาหาร การเตรียมเอกสาร การทดสอบสินค้า ไปจนถึงการยื่นผ่านระบบ E-Submission ของ Thai FDA</p>



<p>เมื่อดำเนินการครบทุกขั้นตอนและเอกสารถูกต้อง จะได้รับเลขสารบบอาหาร สามารถนำสินค้าออกจำหน่ายได้อย่างถูกกฎหมาย</p>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">FAQ</h2>


<div id="rank-math-faq" class="rank-math-block">
<div class="rank-math-list ">
<div id="faq-question-1782461618810" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q1: จด อย. อาหารต้องทำเองหรือจ้างผู้เชี่ยวชาญ?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: ทำได้ทั้งสองแบบ อาหารทั่วไปยื่นเองได้ แต่ถ้าเป็นอาหารควบคุมเฉพาะ แนะนำให้ผู้เชี่ยวชาญช่วย เพื่อลดโอกาสถูกตีกลับ</p>

</div>
</div>
<div id="faq-question-1782461635428" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q2: ผลิตจากบ้านขายออนไลน์ ต้องจด อย. ไหม?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: ต้องจด อาหารที่ผลิตเพื่อจำหน่ายต้องมีเลข อย. และสถานที่ผลิตต้องผ่านมาตรฐาน เช่น สบ.5 และ Primary GMP แม้จะขายออนไลน์ก็ตาม</p>

</div>
</div>
<div id="faq-question-1782461646243" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q3: ทำอาหาร OEM ขายในแบรนด์ตัวเอง ต้องใช้เอกสารโรงงานไหม?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: ใช้ ถึงแม้คุณไม่ได้ผลิตเอง แม้ไม่ได้ผลิตเอง แต่ต้องใช้เอกสารโรงงาน เช่น ใบอนุญาตสถานที่ผลิตและ GMP เพื่อยื่นขอ อย. ให้ถูกต้อง</p>

</div>
</div>
<div id="faq-question-1782461656276" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q4: นำเข้าอาหารจากต่างประเทศ ต้องเตรียมเพิ่มอะไรบ้าง?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: ต้องมีเอกสารนำเข้าและผลแล็บในไทย เช่น ใบอนุญาตนำเข้า ใบรับรองจากผู้ผลิตต่างประเทศ ผลทดสอบความปลอดภัย และฉลากภาษาไทยให้ถูกต้องตาม อย.</p>

</div>
</div>
<div id="faq-question-1782461665573" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q5: เลข อย. มีอายุไหม ต้องต่ออายุไหม?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: ไม่มีอายุ เลข อย. ใช้ได้ตลอด หากสูตรและฉลากไม่เปลี่ยน แต่ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงต้องแจ้งหรือยื่นแก้ไขใหม่ตามเกณฑ์ อย.</p>

</div>
</div>
</div>
</div>


<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>หากคุณต้องการความมั่นใจใน<a href="https://csrich1.com/fda-registration-service/">การจด อย.</a> ตั้งแต่เริ่มต้น ทีมงาน <a href="https://csrich1.com/">C&amp;S Rich1</a> พร้อมให้คำปรึกษาและประเมินเบื้องต้นฟรี เพื่อช่วยวางแผนขั้นตอน งบประมาณ และไทม์ไลน์ที่เหมาะกับผลิตภัณฑ์ของคุณ</p>



<p>สามารถดูบริการเพิ่มเติมได้ที่ <a href="https://csrich1.com/fda-registration-service/">บริการรับจด อย.</a></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>📲 Tel: <a href="tel:+66645607779">064-560-7779</a></p>



<p>💬 Line: @cs0645607779</p>



<p>📩 Email: <a href="mailto:csrich188@gmail.com">csrich188@gmail.com</a></p>



<p>📚 Facebook: <a href="https://www.facebook.com/p/%E0%B8%88%E0%B8%94-%E0%B8%AD%E0%B8%A2-%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%97-%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%AA-%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8A1-%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94-100069116491327/?_rdc=1&amp;_rdr#" target="_blank" rel="noopener">จด อย บริษัท ซีแอนด์เอสริช1 จำกัด</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เลข สบ. คืออะไร? ใบอนุญาตสถานที่ผลิตอาหารต้องรู้ก่อนจด อย.</title>
		<link>https://csrich1.com/sorbor-food-factory-license/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 26 Jun 2026 08:11:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[อย.สถานที่ผลิตอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[อย.อาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[เลข สบ.]]></category>
		<category><![CDATA[ใบอนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://csrich1.com/?p=1549</guid>

					<description><![CDATA[เลข สบ. คือ เลขที่ใบอนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ออกให้กับสถานที่ผลิตอาหารที่ผ่านการตรวจประเมินตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เลข สบ. คือ เลขที่ใบอนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ออกให้กับสถานที่ผลิตอาหารที่ผ่านการตรวจประเมินตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยเลขนี้เป็นหลักฐานว่าสถานที่ผลิตได้รับอนุญาตให้ผลิตอาหารอย่างถูกต้อง และเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญก่อนดำเนินการ</p>



<p>บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจว่า เลข สบ. คืออะไร ทำไมจึงสำคัญก่อนจด อย. อาหาร พร้อมอธิบายประเภทใบอนุญาต ผู้ที่ต้องขอ ขั้นตอนการยื่นขอ ค่าใช้จ่าย และระยะเวลาดำเนินการ</p>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">เลข สบ. คืออะไร? ทำไมต้องมีก่อนจด อย. อาหาร?</h2>



<p>เลข สบ. คือ เลขที่ปรากฏในใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ผลิตหรือสถานที่นำเข้าอาหาร ออกโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นเอกสารที่รับรองว่าสถานที่ของคุณผ่านมาตรฐานด้านความสะอาด ความปลอดภัย และกระบวนการผลิตตามที่กฎหมายกำหนด</p>



<p>ใบอนุญาตสถานที่เป็นข้อกำหนดเบื้องต้นในการจด อย. อาหาร เพราะ อย. ตรวจสอบ 2 ส่วนคู่กันเสมอ คือ</p>



<ol class="wp-block-list">
<li><strong>สถานที่</strong> ผ่านมาตรฐานหรือไม่ มีระบบสุขลักษณะที่ดีไหม กระบวนการผลิตปลอดภัยหรือเปล่า</li>



<li><strong>ผลิตภัณฑ์</strong> ปลอดภัยต่อผู้บริโภคหรือไม่ ส่วนประกอบถูกต้องตามที่แจ้งไหม ฉลากเป็นไปตามมาตรฐาน</li>
</ol>



<p>ถ้าสถานที่ของคุณไม่มีใบอนุญาต อย. จะไม่พิจารณาออกเลขสารบบอาหารให้ผลิตภัณฑ์ของคุณ ไม่ว่าผลิตภัณฑ์จะปลอดภัยแค่ไหนก็ตาม นั่นคือเหตุผลที่ใบ สบ. ต้องมาก่อนเสมอ</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="attachment:2ff9e7e0-d5f2-4440-9eea-09d8cf6bc3a9:decorating-cakes-conveyor-confectionery-factory.jpg" alt="ทำไมโรงงานอาหารต้องมีใบอนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร"/></figure>



<p>ทำไมโรงงานอาหารต้องมีใบอนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร</p>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ใบอนุญาตสถานที่ผลิตอาหารมีกี่ประเภท?</h2>



<p>สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แบ่งใบอนุญาตด้านอาหารตามลักษณะการดำเนินธุรกิจ ผู้ประกอบการควรเลือกขอให้ตรงกับประเภทกิจการ เพื่อหลีกเลี่ยงการแก้ไขเอกสารหรือยื่นคำขอใหม่ โดยใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอาหารที่พบบ่อย มีดังนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading">1. ใบอนุญาตผลิตอาหาร (อ.2)</h3>



<p>สำหรับผู้ประกอบการที่ผลิตอาหารเอง ไม่ว่าจะเป็นโรงงานขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ ใบอนุญาตนี้ออกให้แก่สถานที่ผลิตที่ผ่านหลักเกณฑ์และมาตรฐานที่ อย. กำหนด เช่น GMP ตามประเภทของผลิตภัณฑ์อาหาร</p>



<p><strong>ตัวอย่างกิจการที่ต้องขอ</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li>โรงงานผลิตเครื่องดื่ม น้ำผลไม้ น้ำดื่ม</li>



<li>โรงงานผลิตขนม ลูกอม ของขบเคี้ยว</li>



<li>โรงงานผลิตซอส น้ำส้มสายชู และเครื่องปรุงรส</li>



<li>โรงงานผลิตอาหารแช่แข็งและอาหารพร้อมรับประทาน</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading">2. ใบอนุญาตนำเข้าอาหาร (อ.7)</h3>



<p>สำหรับผู้ประกอบการที่นำเข้าอาหารจากต่างประเทศ เพื่อจำหน่ายในประเทศไทย ใบอนุญาตนี้ออกให้แก่สถานที่นำเข้า เช่น คลังสินค้า หรือสถานที่เก็บรักษาอาหารที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจ</p>



<p><strong>ตัวอย่างกิจการที่ต้องขอ</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ผู้นำเข้าน้ำผลไม้ และเครื่องดื่มจากต่างประเทศ</li>



<li>ผู้นำเข้าขนมและของขบเคี้ยว</li>



<li>ผู้นำเข้าวัตถุดิบอาหารสำหรับโรงงานหรือร้านอาหาร</li>



<li>ผู้นำเข้าอาหารพร้อมรับประทาน</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading">3. ใบอนุญาตจำหน่ายอาหาร</h3>



<p>สำหรับผู้ประกอบการที่จำหน่ายอาหารบางประเภท ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาตก่อนจำหน่าย โดยเฉพาะอาหารควบคุมเฉพาะหรืออาหารที่มีข้อกำหนดพิเศษ เช่น ผลิตภัณฑ์สำหรับทารกและเด็กเล็ก การได้รับใบอนุญาตช่วยยืนยันว่าสถานที่จำหน่ายมีระบบจัดเก็บและดูแลผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมตามหลักเกณฑ์ของ อย.</p>



<p><strong>ตัวอย่างกิจการที่อาจต้องขอ</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ผู้จำหน่ายนมผงสำหรับทารก และอาหารสำหรับเด็กเล็ก</li>



<li>ผู้จำหน่ายอาหารควบคุมเฉพาะตามที่กฎหมายกำหนด</li>



<li>ผู้กระจายสินค้าอาหารที่ต้องได้รับใบอนุญาตก่อนจำหน่าย</li>
</ul>



<div style="background-color: #FFF8E1; border-left: 4px solid #FFC107; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">

<p style="font-weight: bold; color: #F57F17; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">จุดสำคัญ:</p>

<p style="margin: 0; color: #333;">

ผู้ประกอบการหลายคนเข้าใจผิดว่า จดทะเบียนพาณิชย์แล้ว สามารถผลิตอาหารได้ทันที แต่จริง ๆ แล้ว ทะเบียนพาณิชย์ กับ ใบอนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร เป็นคนละเอกสาร และใช้คนละวัตถุประสงค์

</p>

</div>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ใครต้องขอใบอนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร?</h2>



<p>ผู้ประกอบการที่ผลิตอาหารเพื่อจำหน่าย อาจต้องขอ ใบอนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร หรือ เลขสถานที่ผลิตอาหาร โดยขึ้นอยู่กับประเภทอาหาร ลักษณะการผลิต และขนาดของกิจการ ซึ่งโดยทั่วไปแบ่งได้เป็น 3 กรณี ดังนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading">กรณีที่ 1 กิจการขนาดเล็ก (ครัวเรือน)</h3>



<p>เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่ผลิตอาหารในปริมาณไม่มาก และจำหน่ายภายในประเทศ โดยลักษณะกิจการมักเป็น ได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>บุคคลทั่วไปที่ผลิตอาหารในบ้าน</li>



<li>ขายอาหารผ่านช่องทางออนไลน์หรือตลาดนัด</li>



<li>รายได้ไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด</li>
</ul>



<p>กิจการกลุ่มนี้อาจใช้ใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ (จากเทศบาลหรือ อบต. ในพื้นที่) ร่วมกับมาตรฐาน Primary GMP สำหรับสถานที่ผลิตขนาดเล็ก</p>



<h3 class="wp-block-heading">กรณีที่ 2 กิจการขนาดกลาง (โรงงานขนาดเล็กถึงกลาง)</h3>



<p>เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่ผลิตอาหารในเชิงพาณิชย์ โดยมีโรงงานและเครื่องจักรในการผลิต ซึ่งโดยทั่วไปมีลักษณะ ได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>โรงงานที่มีพนักงานน้อยกว่า 50 คน</li>



<li>ใช้เครื่องจักรกำลังต่ำกว่า 50 แรงม้า</li>



<li>ผลิตอาหารทั่วไป และอาหารกำหนดคุณภาพ</li>
</ul>



<p>ต้องมีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) ตามขนาด ร่วมกับใบอนุญาต อ.2 จาก อย. การวางแผนเรื่องโรงงานต้องคำนึงถึงประเภทของโรงงานด้วย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/decorating-cakes-conveyor-confectionery-factory-1024x683.jpg" alt="ทำไมโรงงานอาหารต้องมีใบอนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร" class="wp-image-1541" srcset="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/decorating-cakes-conveyor-confectionery-factory-1024x683.jpg 1024w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/decorating-cakes-conveyor-confectionery-factory-300x200.jpg 300w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/decorating-cakes-conveyor-confectionery-factory-768x512.jpg 768w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/decorating-cakes-conveyor-confectionery-factory-1536x1024.jpg 1536w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/decorating-cakes-conveyor-confectionery-factory-2048x1366.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">กรณีที่ 3 กิจการขนาดใหญ่ (โรงงานอุตสาหกรรม)</h3>



<p>เหมาะสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตอาหารในปริมาณมาก หรือผลิตอาหารที่อยู่ภายใต้การควบคุมเป็นพิเศษ โดยทั่วไปมีลักษณะ ได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>โรงงานพนักงานมากกว่า 50 คน</li>



<li>เครื่องจักรเกิน 50 แรงม้า</li>



<li>ผลิตอาหารควบคุมเฉพาะ เช่น นม น้ำดื่ม ผลิตภัณฑ์นม</li>
</ul>



<p>ต้องมีใบอนุญาต รง.4 จำพวกที่ 3 ร่วมกับใบ อ.2 และผ่านมาตรฐาน GMP เต็มรูปแบบตามมาตรฐานสากล</p>



<p>ดูรายละเอียดประเภทโรงงาน (จำพวก 1, 2, 3) เพิ่มเติมที่ <a href="https://csrich1.com/factory-type-1-2-3-thailand/">โรงงานจำพวก 1 2 3 คืออะไร? ต่างกันยังไง สรุปเข้าใจง่าย</a> เพื่อวางแผนได้ถูกต้องตั้งแต่ต้น</p>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ขั้นตอนการขอใบอนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร</h2>



<p>การขอใบอนุญาตสถานที่ผลิตอาหารต้องเริ่มจากการเตรียมสถานที่ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ อย. กำหนด เพราะเป็นเงื่อนไขสำคัญในการพิจารณาอนุญาต จากนั้นจึงดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ จนได้รับใบอนุญาต โดยมี 5 ขั้นตอน ดังนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading">ขั้นที่ 1: เตรียมสถานที่ผลิตให้ตรงมาตรฐาน</h3>



<p>ก่อนยื่นขอใบอนุญาต ผู้ประกอบการต้องเตรียมสถานที่ผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ อย. กำหนด โดยโรงงานขนาดเล็กใช้หลักเกณฑ์ Primary GMP ส่วนโรงงานขนาดใหญ่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐาน GMP ซึ่งครอบคลุมองค์ประกอบสำคัญ ดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ผังโรงงานที่แยกส่วนผลิตชัดเจน</li>



<li>ระบบสุขาภิบาลและน้ำใช้สะอาด</li>



<li>ระบบกำจัดของเสียที่เหมาะสม</li>



<li>พื้นและผนังที่ทำความสะอาดง่าย</li>



<li>พื้นที่จัดเก็บวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปแยกออกจากกัน</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading">ขั้นที่ 2: เตรียมเอกสารบริษัทและสถานที่</h3>



<p>เมื่อสถานที่ผลิตพร้อมแล้ว ให้จัดเตรียมเอกสารที่ใช้ประกอบการยื่นคำขอ เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>หนังสือรับรองนิติบุคคล (กรณีเป็นบริษัท)</li>



<li>สำเนาทะเบียนพาณิชย์ (ถ้ามี)</li>



<li>เอกสารสิทธิ์หรือสัญญาเช่าสถานที่</li>



<li>แผนผังสถานที่ผลิตและแผนผังกระบวนการผลิต</li>



<li>หนังสือมอบอำนาจ (กรณีมอบหมายให้ผู้อื่นดำเนินการ)</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading">ขั้นที่ 3: ยื่นคำขอผ่านระบบ E-submission</h3>



<p>ยื่นคำขอพร้อมเอกสารผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของ อย. จากนั้นเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความครบถ้วนของเอกสาร และหากข้อมูลถูกต้อง จะเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณา และตรวจสถานที่</p>



<h3 class="wp-block-heading">ขั้นที่ 4: เจ้าหน้าที่ตรวจสถานที่</h3>



<p>เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบสถานที่ผลิตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งด้านโครงสร้าง สุขลักษณะ และกระบวนการผลิต หากพบข้อบกพร่อง ผู้ประกอบการต้องปรับปรุงให้เป็นไปตามข้อกำหนดก่อน จึงจะได้รับการอนุมัติ</p>



<h3 class="wp-block-heading">ขั้นที่ 5: รับใบอนุญาตและเลข สบ.</h3>



<p>เมื่อผ่านการพิจารณา ผู้ประกอบการจะได้รับ <strong>ใ</strong>บอนุญาตผลิตอาหาร (อ.2) หรือ เลขสถานที่ผลิตอาหาร ตามประเภทของกิจการ ซึ่งสามารถนำไปใช้ดำเนินการขอเลขสารบบอาหาร (เลข อย.) สำหรับผลิตภัณฑ์แต่ละรายการต่อไป</p>



<div style="background-color: #E8F5E9; border-left: 4px solid #4CAF50; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">

<p style="font-weight: bold; color: #2E7D32; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">Tips:</p>

<p style="margin: 0; color: #333;">การเตรียมสถานที่ให้ผ่านมาตรฐานตั้งแต่ครั้งแรกประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายได้อย่างมาก เพราะถ้าไม่ผ่านการตรวจ ต้องปรับปรุงและให้เจ้าหน้าที่ตรวจซ้ำ ซึ่งใช้เวลาเพิ่มอีก 1-3 เดือน และอาจมีค่าธรรมเนียมการตรวจซ้ำ</p>

</div>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ค่าใช้จ่ายและระยะเวลา</h2>



<p>ก่อนเริ่มดำเนินการ ผู้ประกอบการควรวางแผนทั้งงบประมาณและระยะเวลา เนื่องจากนอกจากค่าธรรมเนียมของภาครัฐแล้ว ยังอาจมีค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงสถานที่ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยสามารถแบ่งค่าใช้จ่ายหลักได้ดังนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading">ค่าธรรมเนียมราชการ</h3>



<p>ค่าธรรมเนียมราชการ เป็นค่าใช้จ่ายที่ผู้ประกอบการต้องชำระให้กับหน่วยงานภาครัฐ ในการยื่นคำขอ และรับใบอนุญาต โดยอัตราค่าธรรมเนียมจะแตกต่างกันตามประเภทของใบอนุญาตและลักษณะของกิจการ ดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ใบอนุญาตผลิตอาหาร (อ.2): 3,000-10,000 บาท ขึ้นกับขนาดและประเภทของกิจการ</li>



<li>ใบอนุญาตนำเข้าอาหาร: 20,000 บาท ชำระตามอัตราที่กฎหมายกำหนด</li>



<li>ค่าธรรมเนียมต่ออายุใบอนุญาต: 5,000-10,500 บาท (กรณีที่ใบอนุญาตนั้นมีการกำหนดให้ต้องต่ออายุ)</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading">ค่าปรับปรุงสถานที่</h3>



<p>นอกจากค่าธรรมเนียมราชการแล้ว ผู้ประกอบการอาจต้องเตรียมงบประมาณ สำหรับการปรับปรุงสถานที่ผลิตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ อย. ค่าใช้จ่ายจะแตกต่างกันตามสภาพเดิมของสถานที่ และขอบเขตการปรับปรุง เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ปรับพื้นและผนัง: 50,000-200,000 บาท</li>



<li>ระบบสุขาภิบาล: 30,000-100,000 บาท</li>



<li>ระบบระบายอากาศ: 20,000-50,000 บาท</li>



<li>พื้นที่จัดเก็บวัตถุดิบ: 20,000-100,000 บาท</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading">ค่าบริการที่ปรึกษา (ถ้ามี)</h3>



<p>หากผู้ประกอบการไม่มีประสบการณ์ หรือไม่ต้องการดำเนินการเอง สามารถใช้บริการที่ปรึกษา เพื่อช่วยวางแผน จัดเตรียมเอกสาร และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยค่าบริการโดยทั่วไปอยู่ที่ <strong>15,000-50,000 บาท</strong> ขึ้นอยู่กับขอบเขตงาน และความซับซ้อนของกิจการ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="574" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/food-production-line-workers-hazmat-suits-packing-products-1024x574.jpg" alt="ปรึกษาขอใบอนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร" class="wp-image-1550" srcset="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/food-production-line-workers-hazmat-suits-packing-products-1024x574.jpg 1024w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/food-production-line-workers-hazmat-suits-packing-products-300x168.jpg 300w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/food-production-line-workers-hazmat-suits-packing-products-768x430.jpg 768w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/food-production-line-workers-hazmat-suits-packing-products-1536x861.jpg 1536w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/food-production-line-workers-hazmat-suits-packing-products-2048x1148.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">ระยะเวลาดำเนินการ</h3>



<p>ระยะเวลาการขอใบอนุญาตขึ้นอยู่กับความพร้อมของสถานที่ ความครบถ้วนของเอกสาร และระยะเวลาการพิจารณาของหน่วยงาน โดยทั่วไปสามารถแบ่งตามลักษณะของกิจการได้ ดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>กิจการขนาดเล็ก: 2-3 เดือน</li>



<li>กิจการขนาดกลาง: 3-6 เดือน</li>



<li>กิจการขนาดใหญ่: 6-12 เดือน</li>
</ul>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">สรุป</h2>



<p>เลข สบ. คือเลขใบอนุญาตสถานที่ผลิตอาหารที่ออกโดย อย. ใช้ยืนยันว่าสถานที่ผลิตผ่านมาตรฐานด้านความสะอาดและความปลอดภัย ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญก่อนขอเลข อย. ของผลิตภัณฑ์</p>



<p>ผู้ประกอบการต้องขอใบอนุญาตให้ตรงประเภท เช่น อ.2 สำหรับผลิต อ.7 สำหรับนำเข้า โดยเริ่มจากการเตรียมสถานที่ให้ได้มาตรฐาน GMP หรือ Primary GMP กระบวนการขอประกอบด้วยการเตรียมสถานที่ เอกสาร ยื่นคำขอ ตรวจสถานที่ และรับใบอนุญาต ใช้เวลาประมาณ 2–12 เดือนตามขนาดกิจการ</p>



<p>ดังนั้น การเข้าใจเรื่องเลข สบ. จะช่วยให้วางแผนขอ อย. ได้ถูกต้อง ลดความล่าช้า และเพิ่มโอกาสผ่านตั้งแต่ครั้งแรก</p>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">FAQ</h2>


<div id="rank-math-faq" class="rank-math-block">
<div class="rank-math-list ">
<div id="faq-question-1782460942486" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q1: ผลิตอาหารในบ้านขายออนไลน์ จำเป็นต้องขอใบอนุญาตสถานที่ไหม?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: จำเป็น ถ้าทำเชิงพาณิชย์มีรายได้ ต้องมีใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพจากเทศบาลในพื้นที่ และต้องผ่านมาตรฐาน Primary GMP สถานที่ผลิตควรแยกจากที่อยู่อาศัย และมีระบบสุขลักษณะที่เหมาะสม</p>

</div>
</div>
<div id="faq-question-1782460960420" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q2: ถ้าเช่าโรงงาน OEM ผลิตให้ ต้องขอใบอนุญาตสถานที่เองไหม?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: ไม่ต้อง เพราะใช้ใบอนุญาตของโรงงาน OEM แต่คุณยังคงต้องขอใบอนุญาตนำเข้าหรือจำหน่าย หากเป็นผู้กระจายสินค้าเอง และต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าโรงงาน OEM มีใบอนุญาตที่ถูกต้องครบถ้วน</p>

</div>
</div>
<div id="faq-question-1782460969573" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q3: เลข สบ. กับเลขสารบบอาหารบนฉลาก ใช่ตัวเดียวกันไหม?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: ไม่ใช่ เลข สบ. เป็นเลขในใบอนุญาตสถานที่ ส่วนเลขสารบบอาหารคือเลข 13 หลักที่ปรากฏบนฉลากผลิตภัณฑ์ ทั้ง 2 อย่างต่างกันแต่ทำงานเชื่อมโยงกัน เลขสารบบอาหารจะอ้างอิงเลข สบ. ของสถานที่ผลิต</p>

</div>
</div>
<div id="faq-question-1782460979395" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q4: ใบอนุญาตสถานที่ผลิตอาหารใช้เวลานานแค่ไหน?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: เวลาโดยประมาณ 2-3 เดือน สำหรับกิจการขนาดเล็ก ขนาดกลาง 3-6 เดือน ขนาดใหญ่ 6-12 เดือน รวมระยะเวลาเตรียมสถานที่ก่อนยื่นขอ ผู้ประกอบการที่วางแผนล่วงหน้าจะประหยัดเวลาได้มาก</p>

</div>
</div>
<div id="faq-question-1782460989976" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q5: ถ้าย้ายโรงงานต้องขอใบใหม่ไหม?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: ต้องขอใบใหม่ เพราะใบอนุญาตผูกกับสถานที่ตามที่อยู่ที่ระบุไว้ การย้ายต้องแจ้ง อย. และเริ่มขั้นตอนการประเมินสถานที่ใหม่ทั้งหมด ใบอนุญาตเดิมจะไม่สามารถใช้ได้กับสถานที่ใหม่</p>

</div>
</div>
</div>
</div>


<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ถ้าคุณกำลังเริ่มต้นกิจการอาหารและต้องการคำแนะนำเรื่องใบอนุญาตสถานที่ ทีมงาน <a href="https://csrich1.com/">C&amp;S Rich1</a> มีประสบการณ์ดูแลเคสจด อย. อาหารและขอใบอนุญาตสถานที่มากว่า 7 ปี และดูแลเคสมากกว่า 500 รายการ พร้อมประเมินสถานที่ และเตรียมเอกสารให้ครบตั้งแต่ต้น</p>



<p>สามารถดูรายละเอียดบริการได้ที่ <a href="https://csrich1.com/fda-registration-service/">บริการรับจด อย.</a> หรือ <a href="https://csrich1.com/factory-license-service/">บริการขอใบอนุญาตโรงงาน รง.4</a> สำหรับกิจการขนาดใหญ่</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>📲 Tel: <a href="tel:+66645607779">064-560-7779</a></p>



<p>💬 Line: @cs0645607779</p>



<p>📩 Email: <a href="mailto:csrich188@gmail.com">csrich188@gmail.com</a></p>



<p>📚 Facebook: <a href="https://www.facebook.com/p/%E0%B8%88%E0%B8%94-%E0%B8%AD%E0%B8%A2-%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%97-%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%AA-%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8A1-%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94-100069116491327/?_rdc=1&amp;_rdr#" target="_blank" rel="noopener">จด อย บริษัท ซีแอนด์เอสริช1 จำกัด</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เลือกบริษัทรับจด อย. ยังไงดี? คู่มือเช็คลิสต์ก่อนจ้างฉบับผู้ประกอบการ</title>
		<link>https://csrich1.com/fda-registration-company-checklist/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 26 Jun 2026 07:59:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัทรับจด อย.]]></category>
		<category><![CDATA[หาบริษัทรับจด อย.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://csrich1.com/?p=1543</guid>

					<description><![CDATA[การเลือกบริษัทรับจด อย. ควรพิจารณา 3 เรื่องหลัก ได้แก่ ความเชี่ยวชาญตามประเภทสินค้า ความโปร่งใสด้านราคา ขอบเขตบริการ และการรับผิดชอบหากการยื่นไม่ผ่าน เลือกบริษัทที่มีประสบการณ์ตรงกับสินค้าของคุณ จะช่วยให้การขอ อย. เป็นไปอย่างราบรื่นและคุ้มค่าที่สุด]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>การเลือกบริษัทรับจด อย. ควรพิจารณา 3 เรื่องหลัก ได้แก่ ความเชี่ยวชาญตามประเภทสินค้า ความโปร่งใสด้านราคา ขอบเขตบริการ และการรับผิดชอบหากการยื่นไม่ผ่าน เลือกบริษัทที่มีประสบการณ์ตรงกับสินค้าของคุณ จะช่วยให้การขอ อย. เป็นไปอย่างราบรื่นและคุ้มค่าที่สุด</p>



<p>บทความนี้จะพาคุณไปดู 7 เกณฑ์เลือกบริษัทรับจด อย. ที่ผู้ประกอบการควรพิจารณา คำถามที่ควรถามก่อนเซ็นสัญญา สัญญาณเตือนที่ควรหลีกเลี่ยง รวมถึงช่วงราคาตลาดทั่วไปเพื่อใช้เป็นกรอบเปรียบเทียบ</p>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">บริษัทรับจด อย. ทำหน้าที่อะไรบ้าง?</h2>



<p>ก่อนเลือกบริษัทรับจด อย. ควรตรวจสอบ <strong>ขอบเขตบริการ</strong> ให้ชัดเจน เพราะแต่ละบริษัทให้บริการไม่เหมือนกัน บางแห่งรับเฉพาะยื่นเอกสาร ขณะที่บางแห่งดูแลตั้งแต่ให้คำปรึกษาจนถึงประสานงานกับ อย. โดยทั่วไป บริษัทรับจด อย. จะให้บริการหลัก 5 ขั้นตอน ได้แก่</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>1. ประเมินเบื้องต้น</strong></h3>



<p>บริษัท จะตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์ของคุณอยู่ในกลุ่มใด เช่น อาหาร เครื่องสำอาง หรืออาหารเสริม รวมถึงประเมินว่าต้องขออนุญาตประเภทใด และมีข้อกำหนดหรือการทดสอบเพิ่มเติมหรือไม่ เพื่อวางแผนการยื่นให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>2. เตรียมเอกสาร</strong></h3>



<p>รวบรวม และตรวจสอบเอกสารที่จำเป็น เช่น เอกสารบริษัท สูตรผลิตภัณฑ์ ฉลาก รายละเอียดส่วนประกอบ และข้อมูลผู้ผลิต เพื่อให้เอกสารถูกต้อง ครบถ้วน และลดความเสี่ยงที่การพิจารณาจะล่าช้า</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>3. ยื่นต่อ อย.</strong></h3>



<p>ดำเนินการยื่นคำขอผ่านระบบ E-Submission พร้อมตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ติดตามสถานะ และแจ้งความคืบหน้าให้ลูกค้าเป็นระยะ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>4. ตอบกลับ อย.</strong></h3>



<p>หาก อย. ขอเอกสารหรือข้อมูลเพิ่มเติม บริษัทจะช่วยวิเคราะห์ประเด็น จัดเตรียมเอกสาร และประสานงาน เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็ว</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>5. รับเลขทะเบียน</strong></h3>



<p>เมื่อได้รับการอนุมัติ บริษัทจะส่งเลขสารบบ อาหารหรือเลขจดแจ้ง พร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้อง และแนะนำการนำเลข อย. ไปใช้บนฉลากหรือบรรจุภัณฑ์ให้ถูกต้อง</p>



<p>บางบริษัทมีบริการเพิ่มเติม เช่น การทดสอบห้องแล็บ การออกแบบฉลาก หรือการให้คำปรึกษาเรื่องโฆษณาหลังได้ อย. ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม หรือรวมในแพ็คเกจ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/business-deal-meeting-businesswomen-reviewing-terms-condition-equilibrium-1024x684.jpg" alt="ปรึกษาบริษัทรับจด อย." class="wp-image-1544" srcset="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/business-deal-meeting-businesswomen-reviewing-terms-condition-equilibrium-1024x684.jpg 1024w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/business-deal-meeting-businesswomen-reviewing-terms-condition-equilibrium-300x200.jpg 300w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/business-deal-meeting-businesswomen-reviewing-terms-condition-equilibrium-768x513.jpg 768w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/business-deal-meeting-businesswomen-reviewing-terms-condition-equilibrium-1536x1025.jpg 1536w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/business-deal-meeting-businesswomen-reviewing-terms-condition-equilibrium-2048x1367.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">7 เกณฑ์เลือกบริษัทรับจด อย. ที่ผู้ประกอบการควรพิจารณา</h2>



<p>บริษัทรับจด อย. แต่ละแห่งมีความเชี่ยวชาญ และรูปแบบบริการแตกต่างกัน การเลือกจากราคาเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด ควรพิจารณาจาก 7 ปัจจัยต่อไปนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading">1. ความเชี่ยวชาญตรงกับประเภทสินค้าของคุณ</h3>



<p>การขอ อย. ของอาหาร เครื่องสำอาง อาหารเสริม และเครื่องมือแพทย์ มีข้อกำหนดแตกต่างกัน จึงควรเลือกบริษัทที่มีประสบการณ์กับสินค้าประเภทเดียวกับของคุณ และสามารถยกตัวอย่างผลงานหรือเคสที่เคยดำเนินการได้</p>



<h3 class="wp-block-heading">2. จำนวนเคสและประสบการณ์จริง</h3>



<p>พิจารณาจำนวนเคสที่ดำเนินการจริง ไม่ใช่แค่ปีที่ก่อตั้งบริษัท บริษัทที่เปิดมา 10 ปีแต่ทำเคสนาน ๆ ครั้ง อาจไม่ได้มีประสบการณ์สดใหม่เท่าบริษัทที่เปิดมา 5 ปีแต่ทำเคสสม่ำเสมอ</p>



<p><strong>สิ่งที่ควรถาม:</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ทำเคสไปแล้วทั้งหมดกี่เคส</li>



<li>เคสในประเภทสินค้าของคุณกี่เคส</li>



<li>มีเคสที่ใกล้เคียงกับสินค้าคุณไหม</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading">3. ความโปร่งใสด้านราคา</h3>



<p>ใบเสนอราคาที่ดี ต้องแยกแยะค่าธรรมเนียมราชการ (จ่ายให้ อย.) ออกจากค่าบริการบริษัท และระบุชัดว่ารวมหรือไม่รวมค่าทดสอบห้องแล็บ ค่าแปลเอกสาร ค่าเดินทาง และค่าตอบกลับ อย. หลังยื่น</p>



<p>ถ้าใบเสนอราคาเป็นแค่ &#8220;ราคาเหมา X บาท&#8221; ไม่แยกรายละเอียด มีโอกาสสูงที่จะเกิด &#8220;ค่าเพิ่มเติม&#8221; ระหว่างกระบวนการ ทำให้งบบานปลายเกินไปได้</p>



<h3 class="wp-block-heading">4. ขอบเขตบริการครอบคลุมแค่ไหน</h3>



<p>บางบริษัททำ &#8220;แบบเหมา&#8221; ตั้งแต่ต้นจนได้เลขทะเบียน บางที่ทำเฉพาะการยื่นเอกสาร ถ้า อย. ขอข้อมูลเพิ่มต้องจ่ายเพิ่ม ก่อนเซ็นสัญญาควรชัดเจนว่า ราคาที่จ่ายครอบคลุมถึงไหน</p>



<p><strong>คำถามสำคัญ:</strong> ถ้า อย. ขอแก้เอกสาร 1, 2, 3 รอบ ต้องจ่ายเพิ่มไหม?</p>



<h3 class="wp-block-heading">5. การสื่อสารและการอัปเดตงาน</h3>



<p>ระยะเวลาจด อย. มักยาว 1-12 เดือน ขึ้นกับ Class ของสินค้า ระหว่างนี้ผู้ประกอบการควรรู้สถานะงานเป็นระยะ ลองทดสอบบริษัทตั้งแต่ขั้นเสนอราคา ดูว่าตอบกลับเร็วไหม ตอบครบไหม สื่อสารชัดเจนไหม เพื่อเป็นการประกอบการตัดสินใจเลือกใช้บริการของบริษัทนั้นๆ</p>



<h3 class="wp-block-heading">6. ความรับผิดชอบกรณีไม่ผ่าน อย.</h3>



<p>ไม่มีบริษัทไหนการันตี 100% ว่า อย. จะอนุมัติ แต่บริษัทที่ดีควรมีเงื่อนไขความรับผิดชอบกรณีไม่ผ่านที่ชัดเจน เช่น:</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>แก้ไขเอกสารและยื่นใหม่ฟรีกี่รอบ</li>



<li>ค่าธรรมเนียมที่จ่ายไปคืนได้ส่วนไหนบ้าง</li>



<li>กรณีไม่ผ่านเลย มีแนวทางอย่างไร</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading">7. รีวิวจริงจากลูกค้าเก่า</h3>



<p>ศึกษาความคิดเห็นจากลูกค้าเก่า ผลงานที่ผ่านมา และช่องทางรีวิวต่าง ๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจ โดยควรพิจารณารีวิว ที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับการให้บริการมากกว่าคะแนนเพียงอย่างเดียว</p>



<div style="background-color: #FFF8E1; border-left: 4px solid #FFC107; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">

<p style="font-weight: bold; color: #F57F17; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">จุดสำคัญ:</p>

<p style="margin: 0; color: #333;">

ไม่จำเป็นต้องเลือกบริษัทที่ใหญ่ที่สุด หรือถูกที่สุด สิ่งสำคัญ คือเลือกบริษัทที่จุดแข็ง ตรง กับสินค้า และสถานการณ์ของคุณ

</p>

</div>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">คำถามที่ควรถามก่อนเซ็นสัญญา</h2>



<p>เมื่อเลือกบริษัทรับจด อย. เหลือ 2-3 แห่งแล้ว ควรสอบถามรายละเอียดให้ครบ เพื่อเปรียบเทียบการบริการ ค่าใช้จ่าย และความรับผิดชอบก่อนตัดสินใจ โดยแบ่งเป็น 4 ด้าน ดังนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading">คำถามเกี่ยวกับการดำเนินงาน</h3>



<p>เริ่มต้นด้วยการสอบถามขั้นตอน และระยะเวลาการดำเนินงาน เพื่อประเมินว่าบริษัทมีระบบการทำงานที่ชัดเจนหรือไม่ โดยสิ่งที่ควรถาม เช่น</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>ระยะเวลาดำเนินการของผลิตภัณฑ์ประเภทนี้โดยทั่วไปอยู่ที่เท่าไหร่?</li>



<li>ขั้นตอนการทำงานเป็นอย่างไร และมีใครรับผิดชอบในแต่ละขั้น?</li>



<li>ระหว่างทางจะอัปเดตสถานะให้ทราบบ่อยแค่ไหน?</li>
</ol>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คำถามเกี่ยวกับราคา</strong></h3>



<p>จากนั้น ควรสอบถามรายละเอียดค่าใช้จ่ายให้ครบถ้วน เพื่อป้องกันค่าใช้จ่ายแฝงในภายหลัง โดยสิ่งที่ควรถาม เช่น</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>ค่าใช้จ่ายที่ระบุครอบคลุมถึงไหน อะไรเป็นค่าเพิ่ม?</li>



<li>กรณี อย. ขอแก้เอกสาร ต้องจ่ายเพิ่มไหม?</li>



<li>ค่าทดสอบห้องแล็บ ค่าแปลเอกสาร รวมในราคาหรือแยก?</li>
</ol>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คำถามเกี่ยวกับความรับผิดชอบ</strong></h3>



<p>นอกจากนี้ ควรทำความเข้าใจความรับผิดชอบของบริษัท หากเกิดปัญหาระหว่างการยื่นคำขอ โดยสิ่งที่ควรถาม เช่น</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>กรณี อย. ปฏิเสธ บริษัทรับผิดชอบส่วนไหน?</li>



<li>ถ้ายื่นซ้ำ ต้องจ่ายค่าบริการใหม่ทั้งหมดไหม?</li>



<li>มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรไหม ระบุเงื่อนไขอะไรบ้าง?</li>
</ol>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/two-asian-businesspeople-office-1-1024x683.jpg" alt="คำถามที่ควรถามก่อนเซ็นสัญญา" class="wp-image-1545" srcset="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/two-asian-businesspeople-office-1-1024x683.jpg 1024w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/two-asian-businesspeople-office-1-300x200.jpg 300w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/two-asian-businesspeople-office-1-768x512.jpg 768w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/two-asian-businesspeople-office-1-1536x1024.jpg 1536w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/06/two-asian-businesspeople-office-1-2048x1365.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คำถามเกี่ยวกับหลังบริการ</strong></h3>



<p>สุดท้าย อย่าลืมสอบถามบริการหลังการขาย เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับการดูแลต่อเนื่องหลังได้รับใบอนุญาต โดยสิ่งที่ควรถาม เช่น</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>หลังได้ใบอนุญาตแล้ว ถ้ามีคำถามเรื่องการต่ออายุหรือการแก้ไขทะเบียน บริษัทยังให้คำปรึกษาไหม?</li>



<li>หากต้องการเพิ่มผลิตภัณฑ์หรือเปลี่ยนรายละเอียดบนฉลาก บริษัทสามารถดำเนินการให้ได้หรือไม่?</li>
</ol>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ช่วงราคาตลาดของบริการรับจด อย.</h2>



<p>เพื่อใช้เป็นกรอบเปรียบเทียบราคา นี่คือช่วงราคาตลาดทั่วไปของบริการรับจด อย. ในประเทศไทย ปี 2026 (เป็นกรอบทั่วไปของตลาด ไม่ใช่ราคาเฉพาะของบริษัทใด) ดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>เครื่องสำอาง:</strong> 10,000-50,000 บาทต่อผลิตภัณฑ์</li>



<li><strong>อาหารทั่วไป:</strong> 15,000-50,000 บาทต่อผลิตภัณฑ์</li>



<li><strong>อาหารเสริม:</strong> 50,000-150,000 บาทต่อผลิตภัณฑ์</li>



<li><strong>เครื่องมือแพทย์ Class 1:</strong> 15,000-25,000 บาท</li>



<li><strong>เครื่องมือแพทย์ Class 2:</strong> 50,000-100,000 บาท</li>



<li><strong>เครื่องมือแพทย์ Class 3-4:</strong> 80,000-200,000+ บาท</li>



<li><strong>ยา (ตำรับใหม่):</strong> 100,000-2,000,000 บาท</li>
</ul>



<p>ราคานี้รวมค่าธรรมเนียมราชการ และค่าบริการทั่วไปแล้ว แต่ยังไม่รวมค่าทดสอบห้องแล็บที่อาจสูงกว่าค่าบริการในบางเคส โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องทดสอบหลายพารามิเตอร์</p>



<p>อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องค่าใช้จ่ายได้ที่ <a href="https://csrich1.com/fda-registration-cost-2026/">ค่าใช้จ่าย อย 2026 ต้องเตรียมงบเท่าไหร่?</a></p>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">สรุป</h2>



<p>การเลือกบริษัทรับจด อย. ที่ดีไม่ใช่การหาบริษัทที่ดีที่สุด แต่เป็นการหาบริษัทที่เหมาะที่สุด สำหรับสินค้า และสถานการณ์ของคุณ พิจารณาจาก 7 เกณฑ์หลัก ได้แก่ ความเชี่ยวชาญตรงประเภทสินค้า ประสบการณ์จริง ความโปร่งใสด้านราคา ขอบเขตบริการ การสื่อสาร ความรับผิดชอบกรณีไม่ผ่าน และรีวิวจริงจากลูกค้าเก่า</p>



<p>ก่อนเซ็นสัญญา ควรถามคำถามเฉพาะเจาะจง ควรเลือกบริษัทไว้ 2-3 ราย แล้วเปรียบเทียบใบเสนอราคาที่แยกรายละเอียดชัดเจน หลีกเลี่ยงบริษัทที่ราคาถูกผิดปกติ ไม่มีตัวตนชัดเจน ไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร หรือการันตี 100%</p>



<p>ที่สำคัญ ใช้เวลาในการเลือกอย่างไม่รีบร้อน เพราะการเลือกบริษัทรับจดผิดหนึ่งครั้ง อาจทำให้เสียทั้งเงิน เวลา และโอกาสทางธุรกิจ</p>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">FAQ </h2>


<div id="rank-math-faq" class="rank-math-block">
<div class="rank-math-list ">
<div id="faq-question-1782460509614" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q1: บริษัทรับจด อย. ใช้เวลาดำเนินการนานแค่ไหน?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและความครบถ้วนของเอกสาร โดยทั่วไปใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน</p>

</div>
</div>
<div id="faq-question-1782460523385" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q2: ยังไม่มีโรงงานผลิต จด อย. ได้ไหม?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: ไม่ได้ ต้องมีโรงงานผลิตที่มีคุณสมบัติตามข้อกำหนดก่อนยื่นขอ</p>

</div>
</div>
<div id="faq-question-1782460534563" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q3: การขอจด อย. ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: ใช้ข้อมูลเจ้าของแบรนด์ รายละเอียดสินค้า ฉลาก และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการผลิต สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ <a href="https://csrich1.com/fda-documents-checklist/"><strong>เอกสารจด อย. ต้องเตรียมอะไรบ้าง?</strong></a></p>

</div>
</div>
<div id="faq-question-1782460542506" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q4: ใช้บริษัทจด อย.เดียวกันได้ไหม ถ้ามีสินค้าหลายประเภท?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: ได้ ถ้าบริษัทนั้นเชี่ยวชาญหลายประเภท แต่ควรตรวจสอบเป็นรายประเภทว่าเคยทำมากี่เคส เพราะแต่ละประเภทต้องใช้ทีมที่เชี่ยวชาญต่างกัน</p>

</div>
</div>
<div id="faq-question-1782460551041" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q5: ยื่นจด อย.เองหรือจ้างบริษัทรับจด อย. ดีกว่ากัน?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: การจ้างบริษัทรับจด อย.จะสะดวกกว่า หากไม่ค่อยมีเวลาต่หากมีเวลา ศึกษาข้อกำหนด และสามารถเตรียมเอกสารได้ครบถ้วน ก็สามารถยื่นเองได้</p>

</div>
</div>
</div>
</div>


<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>หากกำลังมองหาบริษัทรับจด อย. ที่มีประสบการณ์ ทีมงาน <a href="https://csrich1.com/">C&amp;S Rich1</a> ดูแลการขอ อย. มากกว่า 7 ปี มีผลงานกว่า 500 เคส พร้อมให้คำปรึกษาเบื้องต้นและประเมินค่าใช้จ่ายฟรี</p>



<p>ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ <a href="https://csrich1.com/fda-registration-service/"><strong>บริการรับจด อย.</strong></a></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>📲 Tel: <a href="tel:+66645607779">064-560-7779</a></p>



<p>💬 Line: @cs0645607779</p>



<p>📩 Email: <a href="mailto:csrich188@gmail.com">csrich188@gmail.com</a></p>



<p>📚 Facebook: <a href="https://www.facebook.com/p/%E0%B8%88%E0%B8%94-%E0%B8%AD%E0%B8%A2-%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%97-%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%AA-%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8A1-%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94-100069116491327/?_rdc=1&amp;_rdr#" target="_blank" rel="noopener">จด อย บริษัท ซีแอนด์เอสริช1 จำกัด</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จด อย. ยา (ยาแผนปัจจุบัน/ยาสมุนไพร/ยาแผนโบราณ)ขั้นตอนที่ต้องรู้</title>
		<link>https://csrich1.com/fda-medicine-registration/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 29 May 2026 08:54:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[จด อย.]]></category>
		<category><![CDATA[เช็คลิสต์เอกสาร อย.]]></category>
		<category><![CDATA[ใบขออนุญาตโฆษณา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://csrich1.com/?p=1504</guid>

					<description><![CDATA[จด อย. ยา แต่ละประเภทต่างกันอย่างไร ขั้นตอน เอกสาร ค่าใช้จ่าย และข้อกำหนด GMP ครบในที่เดียว สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการขึ้นทะเบียนยากับ อย.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ขั้นตอนการจด อย. ยา เริ่มจากการเตรียมความพร้อมของสถานที่ผลิตหรือผู้นำเข้าให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด รวมถึงต้องได้รับใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องและผ่านการรับรองมาตรฐาน GMP ซึ่งเป็นข้อกำหนดด้านการผลิตที่เน้นความสะอาด ความปลอดภัย และการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด</p>



<p>บทความนี้อธิบายขั้นตอนการจด อย. ยา ตั้งแต่ประเภทของยาที่ต้องขึ้นทะเบียน ขั้นตอนดำเนินการ เอกสารที่ต้องใช้ตามแต่ละประเภท ระยะเวลา ค่าใช้จ่าย มาตรฐานโรงงาน GMP รวมถึงข้อควรระวังที่ผู้ประกอบการมักพลาด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลิตหรือนำเข้ายาเพื่อจำหน่ายในประเทศไทย</p>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">จด อย. ยา คืออะไร และต่างจากการจด อย. ผลิตภัณฑ์อื่นอย่างไร?</h2>



<p>การ <strong>จด อย. ยา</strong> คือกระบวนการยื่นขอขึ้นทะเบียนยากับ อย. เพื่อพิสูจน์ว่ายานั้นมีคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยเพียงพอก่อนนำออกจำหน่าย ต่างจากผลิตภัณฑ์อื่นตรงที่ อย. จะตรวจสอบทั้งสูตร วิธีการผลิต ผลการทดสอบทางคลินิกหรือทางห้องปฏิบัติการ รวมถึงข้อมูลความปลอดภัยอย่างละเอียด</p>



<p>สิ่งที่ทำให้การ<strong>จด อย. ยา</strong>แตกต่างจากการจด อย. อาหารเสริมหรือเครื่องสำอางมากที่สุด คือข้อกำหนดเรื่องโรงงานผลิต โรงงานที่ผลิตยาต้องได้รับการรับรอง GMP (Good Manufacturing Practice) ซึ่งเป็นมาตรฐานการผลิตที่เข้มงวดกว่ามาก</p>



<p>นอกจากนี้ยังต้องมีเภสัชกรควบคุมการผลิต และเอกสารทางวิชาการที่แสดงถึงประสิทธิภาพ และความปลอดภัยของยาด้วย</p>



<div style="background-color: #FFF8E1; border-left: 4px solid #FFC107; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">

<p style="font-weight: bold; color: #F57F17; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">จุดสำคัญ:</p>

<p style="margin: 0; color: #333;">

ยาทุกประเภทที่จำหน่ายในไทยต้องผ่านการขึ้นทะเบียนกับ อย. โดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นยาแผนปัจจุบัน ยาสมุนไพร หรือยาแผนโบราณ การจำหน่ายยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนมีโทษปรับสูงสุด 5,000 บาท ต่อชิ้น และโทษจำคุกตามกฎหมาย

</p>

</div>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="525" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/asian-senior-copule-working-homeretired-old-asian-male-his-wife-hand-use-smartphone-discuss-with-client-check-data-information-with-laptop-table-living-room-home-2-1024x525.jpg" alt="ประเภทยาที่ต้องจด อย. และความแตกต่างของแต่ละประเภท" class="wp-image-1509" srcset="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/asian-senior-copule-working-homeretired-old-asian-male-his-wife-hand-use-smartphone-discuss-with-client-check-data-information-with-laptop-table-living-room-home-2-1024x525.jpg 1024w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/asian-senior-copule-working-homeretired-old-asian-male-his-wife-hand-use-smartphone-discuss-with-client-check-data-information-with-laptop-table-living-room-home-2-300x154.jpg 300w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/asian-senior-copule-working-homeretired-old-asian-male-his-wife-hand-use-smartphone-discuss-with-client-check-data-information-with-laptop-table-living-room-home-2-768x394.jpg 768w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/asian-senior-copule-working-homeretired-old-asian-male-his-wife-hand-use-smartphone-discuss-with-client-check-data-information-with-laptop-table-living-room-home-2-1536x788.jpg 1536w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/asian-senior-copule-working-homeretired-old-asian-male-his-wife-hand-use-smartphone-discuss-with-client-check-data-information-with-laptop-table-living-room-home-2-2048x1051.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ประเภทยาที่ต้องจด อย. และความแตกต่างของแต่ละประเภท</h2>



<p>ยาในประเทศไทย แบ่งออกเป็นหลายประเภทตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม แต่ละประเภทมีข้อกำหนด และขั้นตอนการขึ้นทะเบียนที่แตกต่างกัน ผู้ประกอบการต้องระบุให้ชัดเจนก่อนว่าสินค้าของตน เป็นยาประเภทใด เพื่อเตรียมเอกสารให้ถูกต้อง</p>



<h3 class="wp-block-heading">1. ยาแผนปัจจุบัน (ยาเคมีสำเร็จรูป)</h3>



<p>ยาแผนปัจจุบัน คือยาที่ผลิตจากสารเคมีสังเคราะห์ หรือสารกึ่งสังเคราะห์ ครอบคลุมทั้งยาสำเร็จรูปที่ซื้อได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ (OTC &#8211; Over The Counter) เช่น ยาพาราเซตามอล ยาแก้ไอ ยาลดกรด และยาที่ต้องมีใบสั่งแพทย์ (Prescription Drug) เช่น ยาปฏิชีวนะ ยาควบคุมโรคเรื้อรัง</p>



<p>กระบวนการขึ้นทะเบียนยาแผนปัจจุบันใช้เวลานาน และเข้มงวดที่สุด ในบรรดายาทุกประเภท เพราะต้องมีข้อมูลทางคลินิกหรือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ รวมถึงผลการทดสอบความสมมูลทางชีวภาพ (Bioequivalence) สำหรับยาสามัญ</p>



<h3 class="wp-block-heading">2. ยาสมุนไพร</h3>



<p>ยาสมุนไพร คือยาที่ได้จากพืช สัตว์ หรือแร่ธาตุตามธรรมชาติ แบ่งเป็นยาสมุนไพรเดี่ยว (Mono-herbal) และยาสมุนไพรผสม (Multi-herbal) รวมถึงยาสมุนไพรนำเข้าจากต่างประเทศ ที่ต้องขึ้นทะเบียนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด สำหรับยาสมุนไพรนำเข้าโดยเฉพาะ</p>



<p>การขึ้นทะเบียนยาสมุนไพรมีเส้นทางที่หลากหลายกว่า เนื่องจากมีทั้งรูปแบบยาสมุนไพรที่ขึ้นทะเบียนแบบเต็ม และยาสมุนไพรที่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร ซึ่งมีขั้นตอนเฉพาะของตัวเอง</p>



<h3 class="wp-block-heading">3. ยาแผนโบราณ</h3>



<p>ยาแผนโบราณ คือยาที่ใช้ตำรับ และกรรมวิธีของการแพทย์แผนไทย หรือการแพทย์แผนโบราณของต่างประเทศ เช่น ยาจีน ยาอายุรเวท ยาประเภทนี้มีขั้นตอนการขึ้นทะเบียนที่แตกต่างจากยาแผนปัจจุบัน โดย อย. จะพิจารณาตามตำรับที่มีประวัติการใช้มายาวนาน</p>



<p>ยาแผนโบราณหลายตำรับ มีในบัญชียาแผนไทยที่หมอแผนไทยสามารถปรุงให้ผู้ป่วยได้โดยตรง แต่ถ้าจะผลิตเพื่อจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ ยังต้องขึ้นทะเบียน และมีโรงงานผลิตที่ได้มาตรฐาน</p>



<h3 class="wp-block-heading">4. ยาตามใบสั่งแพทย์</h3>



<p>ยาตามใบสั่งแพทย์ต้องมีข้อมูลด้านความปลอดภัย และการใช้ในกลุ่มผู้ป่วยเฉพาะที่ครบถ้วนกว่า รวมถึงข้อมูลด้านการตรวจสอบผลข้างเคียงหลังวางจำหน่าย (Post-Marketing Surveillance)</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/busy-investigator-1024x683.jpg" alt="ขั้นตอนการขึ้นทะเบียนยากับ อย." class="wp-image-1507" srcset="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/busy-investigator-1024x683.jpg 1024w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/busy-investigator-300x200.jpg 300w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/busy-investigator-768x512.jpg 768w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/busy-investigator-1536x1024.jpg 1536w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/busy-investigator-2048x1365.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ขั้นตอนการขึ้นทะเบียนยากับ อย.</h2>



<p>กระบวนการ <strong>จด อย. ยา</strong> มีหลายขั้นตอน และต้องดำเนินการอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น เพราะถ้าเอกสารไม่ครบหรือสูตรยาไม่ผ่านมาตรฐาน จะต้องแก้ไขและยื่นใหม่ ซึ่งทำให้เสียเวลาไปมาก โดยขั้นตอนการขึ้นทะเบียนยากับ อย มีดังนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading">1. กำหนดประเภทยาและเส้นทางการขึ้นทะเบียน</h3>



<p>ขั้นตอนแรก คือระบุให้ชัดว่ายาที่จะขึ้นทะเบียนเป็นประเภทใด เพราะแต่ละประเภทใช้แบบฟอร์มและเอกสารที่ต่างกัน รวมถึงค่าธรรมเนียม และระยะเวลาพิจารณาก็ต่างกันด้วย</p>



<h3 class="wp-block-heading">2. ตรวจสอบคุณสมบัติผู้ขอขึ้นทะเบียน</h3>



<p>ผู้ขอขึ้นทะเบียนยา ต้องเป็นผู้รับอนุญาตผลิตยาหรือนำเข้ายา โดยต้องมีใบอนุญาตผลิต หรือนำเข้ายาก่อน ซึ่งใบอนุญาตเหล่านี้มีข้อกำหนดเรื่องสถานที่และบุคลากรที่เข้มงวด เช่น ต้องมีเภสัชกรประจำ</p>



<h3 class="wp-block-heading">3. เตรียมเอกสารและข้อมูลทางวิชาการ</h3>



<p>นี่คือขั้นตอนที่ใช้เวลามากที่สุด เพราะต้องรวบรวมข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ผลการทดสอบ และเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รายการเอกสารจะแตกต่างกันตามประเภทยา</p>



<h3 class="wp-block-heading">4. ยื่นคำขอผ่านระบบ e-Submission</h3>



<p>อย. ให้ยื่นเอกสารผ่านระบบออนไลน์เป็นหลัก โดยต้องสร้างบัญชีในระบบและอัปโหลดเอกสารตามที่กำหนด มีค่าธรรมเนียมที่ต้องชำระออนไลน์</p>



<h3 class="wp-block-heading">5. รอการตรวจสอบและตอบรับ</h3>



<p>เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเอกสารและอาจมีคำถามหรือขอข้อมูลเพิ่มเติม ผู้ยื่นต้องติดตามสถานะ และตอบกลับภายในเวลาที่กำหนด</p>



<h3 class="wp-block-heading">6. รับเลขทะเบียนยา</h3>



<p>เมื่อผ่านการพิจารณาแล้ว อย. จะออกเลขทะเบียนยาให้ ซึ่งต้องแสดงบนฉลากผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/close-up-patient-with-prescription-1024x683.jpg" alt="เอกสารในการ จด อย. ยา มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนตามประเภทยา" class="wp-image-1510" srcset="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/close-up-patient-with-prescription-1024x683.jpg 1024w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/close-up-patient-with-prescription-300x200.jpg 300w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/close-up-patient-with-prescription-768x513.jpg 768w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/close-up-patient-with-prescription-1536x1025.jpg 1536w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/close-up-patient-with-prescription-2048x1367.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">เอกสารที่ต้องเตรียมแยกตามประเภทยา</h2>



<p>เอกสารในการ <strong>จด อย. ยา</strong> มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนตามประเภทยา ผู้ประกอบการต้องเตรียมให้ตรงประเภทเพื่อไม่ให้ถูกปฏิเสธคำขอ</p>



<h3 class="wp-block-heading">เอกสารทั่วไปที่ทุกประเภทต้องมี</h3>



<p>ไม่ว่าจะเป็นยาแผนปัจจุบัน ยาสมุนไพร หรือยาแผนโบราณ โดยทั่วไปจะต้องเตรียมเอกสารพื้นฐานดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>คำขอขึ้นทะเบียนยาตามแบบฟอร์ม อย. ที่กำหนด</li>



<li>ใบอนุญาตผลิตหรือนำเข้ายาของผู้ยื่นคำขอ</li>



<li>ข้อมูลสูตรส่วนประกอบของยา (Formula)</li>



<li>ข้อมูลวิธีการผลิต (Manufacturing Process)</li>



<li>ผลการทดสอบคุณภาพยา (Quality Control Data)</li>



<li>ข้อมูลฉลากและเอกสารกำกับยา</li>



<li>หนังสือรับรองโรงงานผลิต (GMP Certificate)</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading">เอกสารเฉพาะสำหรับยาแผนปัจจุบัน</h3>



<p>นอกจากเอกสารพื้นฐานแล้ว การจดทะเบียนยาแผนปัจจุบันจะต้องมีเอกสารเชิงวิชาการและข้อมูลการศึกษารองรับเพิ่มเติม ดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ข้อมูลทางเภสัชวิทยา (Pharmacology Data)</li>



<li>ข้อมูลความปลอดภัย (Safety Data) ทั้งจากการทดสอบในสัตว์ทดลองและในมนุษย์</li>



<li>ผลการทดสอบความสมมูลทางชีวภาพ (Bioequivalence Study) สำหรับยาสามัญ</li>



<li>เอกสารทางคลินิก (Clinical Data) สำหรับยาใหม่</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading">เอกสารเฉพาะสำหรับยาสมุนไพร</h3>



<p>การขึ้นทะเบียนยาสมุนไพรจะเน้นข้อมูลด้านวัตถุดิบ แหล่งที่มา และภูมิปัญญาการใช้เป็นหลัก โดยต้องมีเอกสารเพิ่มเติม ดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ข้อมูลพืชสมุนไพรที่ใช้ (Botanical Information) พร้อมการยืนยันชนิดพันธุ์</li>



<li>ผลการทดสอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพ</li>



<li>ข้อมูลประวัติการใช้แบบดั้งเดิม (Traditional Use) ถ้ามี</li>



<li>ผลการทดสอบสารปนเปื้อน เช่น โลหะหนัก ยาฆ่าแมลง</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading">เอกสารเฉพาะสำหรับยาแผนโบราณ</h3>



<p>การขึ้นทะเบียนยาแผนโบราณจะเน้น สูตรตำรับดั้งเดิมและภูมิปัญญาการใช้ เป็นหลัก โดยมีเอกสารสำคัญเพิ่มเติมมีดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ตำรับยาแผนโบราณที่อ้างอิง พร้อมแหล่งที่มา</li>



<li>เอกสารหรือหลักฐานที่แสดงว่าตำรับนั้นมีการใช้มาในอดีต</li>



<li>ข้อมูลส่วนประกอบและวิธีการเตรียมยา</li>
</ul>



<div style="background-color: #E8F5E9; border-left: 4px solid #4CAF50; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">

<p style="font-weight: bold; color: #2E7D32; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">Tips:</p>

<p style="margin: 0; color: #333;">ก่อนเริ่มเตรียมเอกสาร แนะนำให้ขอ Pre-submission Meeting กับ อย. เพื่อหารือเรื่องเส้นทางการขึ้นทะเบียนที่เหมาะสม โดยเฉพาะสำหรับยาใหม่หรือยาสมุนไพรที่มีความซับซ้อน จะช่วยประหยัดเวลาได้มาก</p>

</div>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="667" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/impressed-young-female-doctor-wearing-medical-robe-stethoscope-sitting-desk-with-medical-tools-holding-looking-medical-pills-holding-beaker-isolated-1024x667.jpg" alt="ระยะเวลาในการพิจารณาขึ้นทะเบียนยา" class="wp-image-1511" srcset="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/impressed-young-female-doctor-wearing-medical-robe-stethoscope-sitting-desk-with-medical-tools-holding-looking-medical-pills-holding-beaker-isolated-1024x667.jpg 1024w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/impressed-young-female-doctor-wearing-medical-robe-stethoscope-sitting-desk-with-medical-tools-holding-looking-medical-pills-holding-beaker-isolated-300x195.jpg 300w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/impressed-young-female-doctor-wearing-medical-robe-stethoscope-sitting-desk-with-medical-tools-holding-looking-medical-pills-holding-beaker-isolated-768x500.jpg 768w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/impressed-young-female-doctor-wearing-medical-robe-stethoscope-sitting-desk-with-medical-tools-holding-looking-medical-pills-holding-beaker-isolated-1536x1001.jpg 1536w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/impressed-young-female-doctor-wearing-medical-robe-stethoscope-sitting-desk-with-medical-tools-holding-looking-medical-pills-holding-beaker-isolated-2048x1334.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการจด อย. ยา</h2>



<p>ระยะเวลาในการพิจารณาขึ้นทะเบียนยา มีความแตกต่างกันมาก ตามประเภทยาและความซับซ้อนของข้อมูลที่ยื่น ไม่มีตัวเลขที่ตายตัว แต่โดยทั่วไปอยู่ในช่วงดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ยาแผนปัจจุบัน (ยาใหม่):</strong> 1-3 ปี ขึ้นอยู่กับข้อมูลทางคลินิกที่ต้องใช้</li>



<li><strong>ยาแผนปัจจุบัน (ยาสามัญ):</strong> 6 เดือน &#8211; 1 ปี สำหรับยาที่มีข้อมูลครบถ้วน</li>



<li><strong>ยาสมุนไพร:</strong> 3-12 เดือน ขึ้นอยู่กับประเภทและความสมบูรณ์ของเอกสาร</li>



<li><strong>ยาแผนโบราณ:</strong> 3-6 เดือน สำหรับตำรับที่มีประวัติการใช้ชัดเจน</li>
</ul>



<p>ค่าธรรมเนียมการขึ้นทะเบียนยาแตกต่างกันตามประเภท ตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักหมื่นบาทต่อรายการ นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายในการทดสอบที่ห้องปฏิบัติการ ค่าจัดทำเอกสาร และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกด้วย</p>



<p>ค่าใช้จ่ายรวมโดยประมาณสำหรับผู้ประกอบการ ยาแผนปัจจุบันอาจสูงถึง 300,000 &#8211; 1,000,000 บาทหรือมากกว่า (รวมค่าทดสอบทุกอย่าง) ส่วนยาสมุนไพรและยาแผนโบราณอาจต่ำกว่า แต่ก็ยังมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าผลิตภัณฑ์ประเภทอื่น</p>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ข้อกำหนดโรงงานผลิตยา (GMP) ที่ต้องรู้</h2>



<p>GMP (Good Manufacturing Practice) คือมาตรฐานการผลิตที่ อย. กำหนดให้โรงงานผลิตยาทุกแห่งต้องปฏิบัติตาม โดยครอบคลุมตั้งแต่อาคารสถานที่ เครื่องมือและอุปกรณ์ กระบวนการผลิต บุคลากร ไปจนถึงการควบคุมคุณภาพ</p>



<p>โรงงานที่ไม่ผ่าน GMP จะไม่สามารถยื่นขอขึ้นทะเบียนยาได้ และ อย. จะตรวจสอบโรงงานในระหว่างกระบวนการพิจารณาด้วย สำหรับผู้ประกอบการที่ไม่มีโรงงานเป็นของตัวเอง การใช้โรงงาน OEM ที่ได้รับรอง GMP ถือเป็นทางออกที่นิยม แต่โรงงาน OEM ก็ต้องมีใบอนุญาตผลิตยาที่ถูกต้องด้วย</p>



<p>มาตรฐาน GMP สำหรับยาในไทยแบ่งเป็น PIC/S GMP (Pharmaceutical Inspection Co-operation Scheme) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล และ Thai GMP ที่ใช้สำหรับยาแผนโบราณและยาสมุนไพรบางประเภท โรงงานต้องระบุให้ชัดว่าได้รับรองมาตรฐานใด</p>



<div style="background-color: #FBE9E7; border-left: 4px solid #FF5722; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">

<p style="font-weight: bold; color: #D84315; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">ข้อควรระวัง:</p>

<p style="margin: 0; color: #333;">ถ้าต้องการเปลี่ยนโรงงานผลิตหลังจากขึ้นทะเบียนยาแล้ว ต้องยื่นขอเปลี่ยนแปลงรายการขึ้นทะเบียน (Variation) กับ อย. ก่อนเสมอ การเปลี่ยนโรงงานโดยไม่แจ้งถือเป็นความผิดกฎหมาย และเลขทะเบียนอาจถูกเพิกถอนได้</p>

</div>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ข้อควรระวังสำหรับผู้ประกอบการที่จะจด อย. ยา</h2>



<p>จากประสบการณ์กว่า 7 ปีของ C&amp;S Rich1 ในการให้บริการ<a href="https://csrich1.com/fda-registration-service/">จด อย.</a> มีข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในกระบวนการขึ้นทะเบียนยา ดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>เริ่มผลิตหรือจำหน่ายก่อนได้เลขทะเบียน</strong> &#8211; ผิดกฎหมายทันที แม้จะอยู่ระหว่างรอการพิจารณาก็ตาม ห้ามจำหน่ายก่อนได้รับเลขทะเบียน</li>



<li><strong>เอกสารทางวิทยาศาสตร์ไม่ครบหรือไม่ได้มาตรฐาน</strong> &#8211; เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ถูกปฏิเสธ โดยเฉพาะผลการทดสอบที่ไม่ได้ทำจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง</li>



<li><strong>ฉลากยาไม่ถูกต้อง</strong> &#8211; ฉลากยาต้องแสดงข้อมูลตามที่ อย. กำหนดอย่างครบถ้วน ทั้งชื่อยา ส่วนประกอบ วิธีใช้ คำเตือน วันหมดอายุ และเลขทะเบียน</li>



<li><strong>ไม่ติดตามสถานะการพิจารณา</strong> &#8211; ถ้า อย. ส่งหนังสือขอข้อมูลเพิ่มเติมแล้วไม่ตอบกลับภายในเวลาที่กำหนด คำขออาจถูกยกเลิก</li>



<li><strong>ลืมต่ออายุทะเบียนยา</strong> &#8211; ทะเบียนยามีอายุ 5 ปี ต้องต่ออายุก่อนหมดอายุ ไม่เช่นนั้นยาที่ค้างสต็อกอยู่ก็จะจำหน่ายไม่ได้อีก</li>
</ul>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">สรุป</h2>



<p>การ <strong>จด อย. ยา</strong> เป็นกระบวนการที่ซับซ้อน และใช้เวลานานกว่าผลิตภัณฑ์ประเภทอื่น แต่ถ้าเตรียมตัวดีและมีเอกสารครบถ้วนตั้งแต่ต้น จะช่วยให้กระบวนการราบรื่นขึ้นมาก สิ่งสำคัญ คือต้องระบุประเภทยาให้ถูกต้อง เตรียมโรงงานให้ได้มาตรฐาน GMP และรวบรวมข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ให้ครบก่อนยื่นคำขอ</p>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">FAQ</h2>


<div id="rank-math-faq" class="rank-math-block">
<div class="rank-math-list ">
<div id="faq-question-1780042765905" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q1: ยาสมุนไพรที่ทำเองขายแค่ในตลาดนัดต้องจด อย. ไหม?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: ถ้าเป็นการผลิตเพื่อจำหน่าย ไม่ว่าจะจำหน่ายช่องทางใดก็ต้องขึ้นทะเบียนกับ อย. ทั้งหมด ยกเว้นหมอแผนไทยที่ปรุงยาให้ผู้ป่วยเฉพาะรายเท่านั้นที่ได้รับการยกเว้น</p>

</div>
</div>
<div id="faq-question-1780042783873" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q2: นำเข้ายาจากต่างประเทศมาขายในไทย ต้องขึ้นทะเบียนใหม่ไหม หรือใช้ทะเบียนของประเทศต้นทาง?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: ต้องขึ้นทะเบียนกับ อย. ไทยใหม่ทั้งหมด แม้ยานั้นจะมีทะเบียนจากประเทศต้นทางแล้วก็ตาม โดยต้องแสดงเอกสารจากประเทศต้นทางประกอบด้วย</p>

</div>
</div>
<div id="faq-question-1780042792192" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q3: ใบอนุญาตผลิตยากับทะเบียนยาแตกต่างกันอย่างไร?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: ใบอนุญาตผลิตยาคืออนุญาตให้ &#8220;สถานที่&#8221; ผลิตยาได้ ส่วนทะเบียนยาคืออนุญาตให้ &#8220;ผลิตภัณฑ์&#8221; นั้น ๆ จำหน่ายได้ ต้องมีทั้งสองอย่างจึงจะผลิตและขายได้ถูกกฎหมาย</p>

</div>
</div>
<div id="faq-question-1780042803307" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q4: ยาที่ขึ้นทะเบียนแล้วอยากเปลี่ยนสูตรหรือเปลี่ยนฉลาก ต้องทำอะไรบ้าง?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: ต้องยื่นขอแก้ไขรายการขึ้นทะเบียน (Variation) กับ อย. ก่อนทุกครั้ง ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเองได้ มีทั้ง Major Change และ Minor Change ที่มีขั้นตอนต่างกัน</p>

</div>
</div>
<div id="faq-question-1780042813551" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q5: ยาสมุนไพรกับอาหารเสริมต่างกันอย่างไร เลือกขึ้นทะเบียนแบบไหนดี?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: ขึ้นอยู่กับสรรพคุณที่อ้างและส่วนประกอบ ถ้าอ้างสรรพคุณในการรักษาหรือบำบัดโรคจะเข้าข่ายยา ถ้าอ้างว่าบำรุงสุขภาพโดยทั่วไปจะเข้าข่ายอาหารเสริม ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อระบุประเภทที่ถูกต้อง</p>

</div>
</div>
</div>
</div>


<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ถ้าคุณกำลังวางแผน<a href="https://csrich1.com/fda-registration-service/">จด อย.ยา</a>และต้องการผู้ช่วยที่มีประสบการณ์ด้านนี้โดยตรง ทีม <a href="https://csrich1.com/fda-registration-service/">C&amp;S Rich1 ให้บริการจด อย.</a> ครอบคลุมทั้งยาแผนปัจจุบัน ยาสมุนไพร และยาแผนโบราณ พร้อมให้คำปรึกษาเบื้องต้นฟรี</p>



<p>สามารถดูบริการเพิ่มเติมได้ที่ <a href="https://csrich1.com/fda-registration-service/">บริการรับจด อย.</a></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>📲 Tel: <a href="tel:+66645607779">064-560-7779</a></p>



<p>💬 Line: @cs0645607779</p>



<p>📩 Email: <a href="mailto:csrich188@gmail.com">csrich188@gmail.com</a></p>



<p>📚 Facebook: <a href="https://www.facebook.com/p/%E0%B8%88%E0%B8%94-%E0%B8%AD%E0%B8%A2-%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%97-%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%AA-%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8A1-%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94-100069116491327/?_rdc=1&amp;_rdr#" target="_blank" rel="noopener">จด อย บริษัท ซีแอนด์เอสริช1 จำกัด</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จด อย. OEM/ODM ผลิตแบรนด์ตัวเองต้องรู้อะไรบ้าง?</title>
		<link>https://csrich1.com/fda-oem-odm-registration/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 29 May 2026 08:54:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ยื่นขอ รง. 4]]></category>
		<category><![CDATA[สินค้านำเข้า อย.]]></category>
		<category><![CDATA[เอกสารจดอย.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://csrich1.com/?p=1513</guid>

					<description><![CDATA[จด อย. OEM คือการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ที่คุณว่าจ้างโรงงานอื่นผลิตให้ ในชื่อแบรนด์ของคุณเอง ซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมมากในปัจจุบัน]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>จด อย. OEM</strong> คือการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ที่คุณว่าจ้างโรงงานอื่นผลิตให้ ในชื่อแบรนด์ของคุณเอง ซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารเสริม เครื่องสำอาง และสินค้าสุขภาพ เพราะช่วยให้เจ้าของแบรนด์ไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงานเอง แต่ยังคงสามารถเป็นเจ้าของเลข อย. และวางจำหน่ายได้อย่างถูกกฎหมาย</p>



<p>บทความนี้จะอธิบายทุกสิ่งที่ผู้ประกอบการมือใหม่ที่ต้องการสร้างแบรนด์ผ่านระบบ OEM หรือ ODM ต้องรู้ ครอบคลุมความแตกต่างระหว่าง OEM และ ODM การขึ้นทะเบียนในชื่อใคร เอกสารพิเศษที่ต้องเพิ่ม ระยะเวลา และข้อควรระวังสำคัญ เช่น กรณีที่ต้องเปลี่ยนโรงงาน OEM</p>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">OEM และ ODM คืออะไร และต่างกันอย่างไร?</h2>



<p><strong>OEM (Original Equipment Manufacturer)</strong> และ <strong>ODM (Original Design Manufacturer)</strong> คือสองรูปแบบหลักของการว่าจ้างผลิตสินค้าในชื่อแบรนด์ของตัวเอง แม้หลายคนมักใช้คำนี้แทนกัน แต่จริง ๆ แล้วมีความแตกต่างที่ชัดเจน</p>



<p><strong>OEM</strong> คือการที่เจ้าของแบรนด์เป็นผู้กำหนดสูตร หรือสเปคสินค้าเอง แล้วจ้างโรงงานผลิตตามที่กำหนด เจ้าของแบรนด์เป็นเจ้าของสูตรและดีไซน์ผลิตภัณฑ์ โรงงานแค่ผลิตตามสั่ง เช่น คุณคิดสูตรอาหารเสริมเอง แล้วให้โรงงานผลิตตามสูตร</p>



<p><strong>ODM</strong> คือการที่โรงงานเป็นผู้ออกแบบและคิดสูตรสินค้าไว้แล้ว เจ้าของแบรนด์เลือกจากสินค้าที่โรงงานมีอยู่ แล้วใส่แบรนด์ของตัวเองลงไป เช่น โรงงานมีสูตรวิตามิน C 1000 มก. อยู่แล้ว คุณแค่เลือกแพ็คเกจ ใส่ชื่อแบรนด์ แล้วขาย</p>



<p>ในทางปฏิบัติสำหรับการ <strong>จด อย. OEM</strong> กระบวนการใกล้เคียงกันมาก แต่ถ้าเป็น ODM ที่ใช้สูตรของโรงงาน จะต้องมีเอกสารจากโรงงานยืนยันว่าอนุญาตให้ใช้สูตรนั้นได้</p>



<div style="background-color: #FFF8E1; border-left: 4px solid #FFC107; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">

<p style="font-weight: bold; color: #F57F17; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">จุดสำคัญ:</p>

<p style="margin: 0; color: #333;">

ไม่ว่าจะเป็น OEM หรือ ODM เจ้าของแบรนด์ (ไม่ใช่โรงงาน) คือผู้ที่ต้องยื่นขอขึ้นทะเบียนกับ อย. และถือครองเลข อย. ทะเบียนจะอยู่ในชื่อแบรนด์ของคุณ ไม่ใช่ชื่อโรงงานที่ผลิต

</p>

</div>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/business-executives-using-digital-tablet-1024x683.jpg" alt="นักวิจัยและทีมงานร่วมกันวางแผนการสร้างแบรนด์สินค้าจากวัตถุดิบธรรมชาติ ชี้แจงสิทธิ์ความเป็นเจ้าของในการ จด อย. OEM" class="wp-image-1517" srcset="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/business-executives-using-digital-tablet-1024x683.jpg 1024w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/business-executives-using-digital-tablet-300x200.jpg 300w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/business-executives-using-digital-tablet-768x513.jpg 768w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/business-executives-using-digital-tablet-1536x1025.jpg 1536w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/business-executives-using-digital-tablet-2048x1367.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ผลิต OEM แล้วต้องจด อย. ในชื่อใคร?</h2>



<p>นี่คือคำถามที่ผู้ประกอบการมือใหม่สงสัยมากที่สุด คำตอบที่ชัดเจนคือ <strong>เลข อย. ต้องอยู่ในชื่อของเจ้าของแบรนด์เสมอ</strong> ไม่ใช่ชื่อโรงงานที่รับจ้างผลิต</p>



<p>เหตุผลคือ อย. ต้องการให้มีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจนในการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด ถ้าเกิดปัญหากับสินค้า อย. จะติดต่อเจ้าของทะเบียนโดยตรง ดังนั้นการที่ทะเบียนอยู่ในชื่อคุณหมายความว่าคุณมีหน้าที่รับผิดชอบคุณภาพ และความปลอดภัยของสินค้าทั้งหมดที่ออกจำหน่าย</p>



<p>สิ่งที่โรงงาน OEM ต้องมี คือใบอนุญาตผลิต (สำหรับสินค้าประเภทนั้น ๆ) และมาตรฐานการผลิตที่ อย. กำหนด เช่น GMP หรือ HACCP ส่วนทะเบียนผลิตภัณฑ์เป็นสิทธิ์ของเจ้าของแบรนด์</p>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ขั้นตอนจด อย. สำหรับสินค้า OEM</h2>



<p>กระบวนการ <strong>จด อย. OEM</strong> ไม่ได้ต่างจากการขึ้นทะเบียนทั่วไปมากนัก แต่มีขั้นตอนเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวกับโรงงานที่ว่าจ้าง ซึ่งต้องเตรียมให้พร้อมก่อนยื่นเอกสาร</p>



<h3 class="wp-block-heading">1. เลือกโรงงาน OEM ที่มีใบอนุญาตและมาตรฐานถูกต้อง</h3>



<p>ขั้นตอนแรกและสำคัญที่สุด โรงงานที่คุณเลือกต้องมีคุณสมบัติตรงตามที่ อย. กำหนดสำหรับประเภทสินค้าที่จะผลิต ถ้าโรงงานไม่ผ่านเกณฑ์ คุณจะยื่นขอ อย. ไม่ได้เลย ไม่ว่าเอกสารของแบรนด์จะครบแค่ไหนก็ตาม</p>



<p>ตรวจสอบโรงงานก่อนตัดสินใจว่าจ้าง:</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>มีใบอนุญาตผลิตผลิตภัณฑ์ประเภทที่คุณต้องการ (อาหารเสริม, เครื่องสำอาง, ยา)</li>



<li>ได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP/HACCP ตามที่ อย. กำหนด</li>



<li>มีประสบการณ์ในการผลิตสินค้าชนิดนั้น ๆ มาก่อน</li>



<li>พร้อมให้เอกสารทุกอย่างที่คุณต้องการสำหรับการยื่น อย.</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading">2. เตรียมสูตร ฉลาก และข้อมูลผลิตภัณฑ์</h3>



<p>สำหรับ OEM ที่คุณเป็นผู้กำหนดสูตรเอง ต้องเตรียมสูตรส่วนประกอบที่ครบถ้วนและแม่นยำ รวมถึงปริมาณของสารแต่ละชนิด แหล่งที่มา และเอกสารรับรองความปลอดภัยของส่วนประกอบ</p>



<p>สำหรับ ODM ที่ใช้สูตรโรงงาน คุณต้องขอข้อมูลสูตรจากโรงงานมาให้ครบ เพราะ อย. จะขอดูรายละเอียดส่วนประกอบทั้งหมด</p>



<p>ฉลากผลิตภัณฑ์ต้องออกแบบให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของ อย. ก่อนยื่น เพราะ อย. จะตรวจสอบฉลากว่าข้อมูลครบถ้วน และไม่มีการอ้างสรรพคุณเกินจริง</p>



<h3 class="wp-block-heading">3. ยื่นขอ อย. ในชื่อแบรนด์</h3>



<p>เมื่อเตรียมเอกสารครบแล้ว ยื่นคำขอในชื่อบริษัทหรือชื่อตัวคุณ (แล้วแต่รูปแบบธุรกิจ) โดยระบุโรงงานผู้รับจ้างผลิตในเอกสาร และแนบสัญญาว่าจ้างผลิตประกอบ</p>



<p>ขั้นตอนการยื่นจะต่างกันตามประเภทสินค้า:</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>อาหารเสริม:</strong> ยื่นผ่านระบบ e-Submission ของ อย. รายการอาหาร</li>



<li><strong>เครื่องสำอาง:</strong> ยื่นจดแจ้งเครื่องสำอางผ่านระบบออนไลน์ของ อย.</li>



<li><strong>ยา:</strong> ยื่นขอขึ้นทะเบียนยาซึ่งมีขั้นตอนเพิ่มเติม และใช้เวลานานกว่า สามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขอ อย.ยา ได้ที่ <a href="https://csrich1.com/fda-medicine-registration/">จด อย. ยา ขั้นตอนที่ต้องรู้</a></li>
</ul>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/shareholders-reading-report-research-development-data-1024x683.jpg" alt="ผู้เชี่ยวชาญส่งมอบแผ่นข้อมูลข้างหมวกนิรภัยสีเหลือง เพื่อเตรียมชุดเอกสารพิเศษในการยื่น ขอจด อย. OEM" class="wp-image-1518" srcset="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/shareholders-reading-report-research-development-data-1024x683.jpg 1024w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/shareholders-reading-report-research-development-data-300x200.jpg 300w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/shareholders-reading-report-research-development-data-768x512.jpg 768w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/shareholders-reading-report-research-development-data-1536x1024.jpg 1536w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/shareholders-reading-report-research-development-data-2048x1366.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">เอกสารพิเศษที่ OEM ต้องเพิ่มเติม</h2>



<p>นอกจากเอกสารมาตรฐานที่ต้องใช้ในการขึ้นทะเบียนตามประเภทสินค้า การ <strong>จด อย. OEM</strong> ต้องมีเอกสารเพิ่มเติม 2 รายการสำคัญที่แตกต่างจากการผลิตเอง</p>



<h3 class="wp-block-heading">1. สัญญาว่าจ้างผลิต (Manufacturing Agreement / Contract Manufacturing Agreement)</h3>



<p>สัญญานี้ คือหลักฐานว่าเจ้าของแบรนด์กับโรงงานมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย เนื้อหาในสัญญาต้องระบุอย่างน้อย:</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ชื่อและที่อยู่ของทั้งสองฝ่าย</li>



<li>ผลิตภัณฑ์ที่จ้างผลิต (ชื่อสินค้า ประเภท สูตร)</li>



<li>ระยะเวลาของสัญญา</li>



<li>ข้อตกลงเรื่องคุณภาพและมาตรฐานการผลิต</li>



<li>ข้อตกลงว่าโรงงานอนุญาตให้เจ้าของแบรนด์ใช้ชื่อโรงงานในการขึ้นทะเบียน</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading">2. License Agreement หรือ Authorization Letter (กรณี ODM)</h3>



<p>ถ้าเป็น ODM ที่ใช้สูตรของโรงงาน ต้องมีเอกสารจากโรงงานที่อนุญาตให้เจ้าของแบรนด์นำสูตรนั้นไปขึ้นทะเบียนในชื่อแบรนด์ได้ เอกสารนี้สำคัญมากเพราะถ้าไม่มี อย. จะไม่สามารถยืนยันได้ว่าคุณมีสิทธิ์ใช้สูตรนั้น</p>



<div style="background-color: #E8F5E9; border-left: 4px solid #4CAF50; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">

<p style="font-weight: bold; color: #2E7D32; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">Tips:</p>

<p style="margin: 0; color: #333;">เจรจากับโรงงาน OEM ให้ชัดเจนเรื่องสัญญาก่อนเริ่มกระบวนการ จด อย. เพราะบางโรงงานอาจไม่ยินดีออกเอกสารบางประเภท หรือมีเงื่อนไขพิเศษ การรู้เรื่องนี้ตั้งแต่ต้นจะช่วยให้เลือกโรงงานได้ต้องและประหยัดเวลา</p>

</div>



<h3 class="wp-block-heading">เอกสารรับรองมาตรฐานโรงงาน</h3>



<p>ต้องแนบสำเนาใบรับรองมาตรฐานของโรงงานด้วย เช่น:</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ใบอนุญาตผลิตผลิตภัณฑ์นั้น ๆ (ออกโดย อย.)</li>



<li>ใบรับรอง GMP / HACCP / ISO (แล้วแต่ประเภทสินค้า)</li>



<li>รายงานผลการตรวจสอบโรงงานล่าสุด (ถ้ามี)</li>
</ul>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ระยะเวลา OEM vs ผลิตเอง</h2>



<p>ในแง่ระยะเวลา <strong>จด อย. OEM</strong> กับจด อย. สำหรับการผลิตเองมีความแตกต่างกันพอสมควร เพราะการผลิตเองต้องลงทุนสร้างโรงงาน และได้รับการรับรองมาตรฐานก่อน ซึ่งใช้เวลาและเงินมาก ส่วน OEM สามารถเริ่มกระบวนการขึ้นทะเบียนได้เร็วกว่า เพราะโรงงานมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมแล้ว</p>



<p>โดยประมาณการเปรียบเทียบ:</p>



<p><strong>อาหารเสริม OEM:</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li>เตรียมเอกสารและเลือกโรงงาน: 1-2 เดือน</li>



<li>ขึ้นทะเบียนกับ อย.: 30-60 วันทำการ (ถ้าเอกสารครบ)</li>



<li>รวม: ประมาณ 3-4 เดือน</li>
</ul>



<p><strong>เครื่องสำอาง OEM:</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li>เตรียมเอกสารและเลือกโรงงาน: 1-2 เดือน</li>



<li>จดแจ้งเครื่องสำอาง: 3-7 วันทำการ</li>



<li>รวม: ประมาณ 1-2 เดือน</li>
</ul>



<p><strong>ยา OEM:</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li>เตรียมเอกสาร: 3-6 เดือน</li>



<li>ขึ้นทะเบียนยา: 6 เดือน &#8211; 1 ปีขึ้นไป</li>



<li>รวม: 1-2 ปีขึ้นไป</li>
</ul>



<p>เปรียบกับการสร้างโรงงานเอง ซึ่งใช้เวลาตั้งแต่การออกแบบ ก่อสร้าง ตรวจรับรอง GMP รวมแล้วอาจ 2-5 ปีสำหรับยา OEM จึงเป็นทางเลือกที่ประหยัดเวลาและเงินกว่ามาก</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="681" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/factory-manager-talking-with-quality-control-team-food-factory-food-quality-business-export-customer-factory-manager-with-worker-employee-checking-inventory-stock-wearhouse-1024x681.jpg" alt="เจ้าของโรงงานและผู้ประกอบการร่วมกันตรวจเช็กขวดเครื่องดื่มบนพาเลท ในขั้นตอนวิเคราะห์ประเภทสินค้าเพื่อ จด อย. OEM" class="wp-image-1519" srcset="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/factory-manager-talking-with-quality-control-team-food-factory-food-quality-business-export-customer-factory-manager-with-worker-employee-checking-inventory-stock-wearhouse-1024x681.jpg 1024w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/factory-manager-talking-with-quality-control-team-food-factory-food-quality-business-export-customer-factory-manager-with-worker-employee-checking-inventory-stock-wearhouse-300x200.jpg 300w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/factory-manager-talking-with-quality-control-team-food-factory-food-quality-business-export-customer-factory-manager-with-worker-employee-checking-inventory-stock-wearhouse-768x511.jpg 768w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/factory-manager-talking-with-quality-control-team-food-factory-food-quality-business-export-customer-factory-manager-with-worker-employee-checking-inventory-stock-wearhouse-1536x1022.jpg 1536w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/factory-manager-talking-with-quality-control-team-food-factory-food-quality-business-export-customer-factory-manager-with-worker-employee-checking-inventory-stock-wearhouse-2048x1363.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">สินค้าที่นิยมทำ OEM และข้อกำหนดเฉพาะ</h2>



<p>C&amp;S Rich1 ให้บริการ <strong>จด อย. OEM</strong> ครอบคลุมสินค้าหลัก 3 ประเภทที่ผู้ประกอบการนิยม แต่ละประเภทมีข้อกำหนดเฉพาะที่ต้องทราบ ดังนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading">1. อาหารเสริม OEM</h3>



<p>อาหารเสริมเป็นประเภทสินค้าที่นิยมทำ OEM มากที่สุด เพราะมีโรงงาน OEM หลายแห่งที่ได้รับการรับรองและมีสูตรพร้อม ข้อกำหนดหลัก คือ</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>โรงงานต้องได้รับ GMP/HACCP จาก อย.</li>



<li>ผลิตภัณฑ์ต้องผ่านการวิเคราะห์โภชนาการ (Nutritional Analysis)</li>



<li>ฉลากต้องแสดงข้อมูลโภชนาการและไม่อ้างสรรพคุณรักษาโรค</li>
</ul>



<p>สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บทความ <a href="https://csrich1.com/fda-food-supplement-registration-steps/">จด อย. อาหารเสริม</a></p>



<h3 class="wp-block-heading">2. เครื่องสำอาง OEM</h3>



<p>เครื่องสำอางมีขั้นตอนเร็วที่สุดในบรรดาสินค้าสุขภาพ เพราะใช้ระบบ &#8220;จดแจ้ง&#8221; แทนการ &#8220;ขึ้นทะเบียน&#8221; ซึ่งใช้เวลาเพียง 3-7 วันทำการถ้าเอกสารครบ แต่ก็ต้องมีสัญญาว่าจ้างผลิตและเอกสารโรงงานครบด้วยเช่นกัน</p>



<p>อ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่บทความ <a href="https://csrich1.com/fda-cosmetic-registration/">จด อย. เครื่องสำอาง</a></p>



<h3 class="wp-block-heading">3. ยา OEM</h3>



<p>ยาเป็นประเภทที่ซับซ้อนที่สุด เพราะต้องการเอกสารทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม และโรงงานต้องผ่าน PIC/S GMP ที่เข้มงวดกว่า ราคาว่าจ้างผลิตและค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียนก็สูงกว่า แต่ถ้าสำเร็จแล้วสินค้ายาก็มีมูลค่าสูงตาม</p>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ข้อควรระวัง: กรณีเปลี่ยนโรงงาน OEM ต้องทำอะไร?</h2>



<p>นี่คือ ปัญหาที่ผู้ประกอบการหลายรายประสบหลังจากมีสินค้าวางขายไปแล้ว และต้องการเปลี่ยนไปใช้โรงงาน OEM รายใหม่ด้วยเหตุผลต่าง ๆ เช่น ราคา คุณภาพ หรือโรงงานเดิมปิดตัว</p>



<p><strong>สิ่งสำคัญที่สุด:</strong> ห้ามเปลี่ยนโรงงานโดยไม่แจ้ง อย. ก่อน ถึงแม้ว่าสูตรสินค้าจะไม่เปลี่ยนก็ตาม เพราะ อย. ต้องการทราบว่าผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนไว้กำลังถูกผลิตที่โรงงานใด ขั้นตอนเมื่อต้องการเปลี่ยนโรงงาน OEM มีดังนี้ คือ</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ตรวจสอบโรงงานใหม่</strong> ต้องมีคุณสมบัติครบเหมือนโรงงานเดิม มีใบอนุญาตและมาตรฐานที่ถูกต้อง</li>



<li><strong>ทำสัญญาว่าจ้างผลิตกับโรงงานใหม่</strong> เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการยื่นแก้ไข</li>



<li><strong>ยื่นขอแก้ไขทะเบียน (Variation)</strong> กับ อย. โดยระบุว่าต้องการเปลี่ยนสถานที่ผลิต พร้อมเอกสารโรงงานใหม่</li>



<li><strong>รอการอนุมัติก่อนผลิต</strong> ต้องได้รับอนุมัติจาก อย. ก่อนถึงจะให้โรงงานใหม่เริ่มผลิตได้</li>
</ul>



<div style="background-color: #FBE9E7; border-left: 4px solid #FF5722; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">

<p style="font-weight: bold; color: #D84315; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">ข้อควรระวัง:</p>

<p style="margin: 0; color: #333;">ถ้าสินค้าที่ผลิตจากโรงงานใหม่วางจำหน่ายก่อนที่จะได้รับอนุมัติการเปลี่ยนแปลง ถือว่าผิดกฎหมาย สินค้านั้น ๆ อาจถูกเรียกคืน และเจ้าของแบรนด์อาจถูกดำเนินคดี ควรวางแผนล่วงหน้าและมีสต็อกสินค้าเพียงพอระหว่างรอการอนุมัติ</p>

</div>



<p>นอกจากการเปลี่ยนโรงงานแล้ว ยังมีการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ที่ต้องยื่นขอแก้ไขทะเบียนด้วย เช่น เปลี่ยนสูตร เปลี่ยนขนาดบรรจุ เปลี่ยนฉลาก ทุกการเปลี่ยนแปลงที่กระทบข้อมูลในทะเบียนต้องแจ้ง อย. ก่อนเสมอ</p>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">สรุป</h2>



<p>การ <strong>จด อย. OEM</strong> คือเส้นทางที่ดีสำหรับเจ้าของแบรนด์ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจ โดยไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงานเอง แต่ก็มีความรับผิดชอบที่ต้องรับในฐานะเจ้าของทะเบียน คือต้องเลือกโรงงานที่ดี ทำสัญญาให้ชัดเจน เตรียมเอกสารให้ครบ และติดตามทุกการเปลี่ยนแปลงกับ อย.</p>



<p>ความสำเร็จในการจด อย. OEM คือการเลือกโรงงานที่มีมาตรฐานและพร้อมให้ความร่วมมือในเรื่องเอกสาร รวมถึงการวางแผนระยะเวลาล่วงหน้าเพื่อไม่ให้กระทบแผนการตลาด</p>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">FAQ</h2>


<div id="rank-math-faq" class="rank-math-block">
<div class="rank-math-list ">
<div id="faq-question-1780044316769" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q1: ถ้าโรงงาน OEM ที่ใช้อยู่ปิดกิจการกะทันหัน ต้องทำอย่างไร?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: ต้องหาโรงงานใหม่ที่ผ่านเกณฑ์โดยเร็วที่สุด แล้วยื่นขอแก้ไขทะเบียนกับ อย. ระหว่างนั้นห้ามให้โรงงานใหม่ผลิตสินค้าจนกว่าจะได้รับอนุมัติ ถ้าสต็อกสินค้าเดิม (ที่ผลิตจากโรงงานเก่าก่อนปิด) ยังไม่หมด สามารถจำหน่ายต่อได้จนหมดล็อต</p>

</div>
</div>
<div id="faq-question-1780044328343" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q2: สามารถใช้โรงงาน OEM ต่างประเทศแล้วนำเข้ามาขายในไทยได้ไหม?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: ได้ แต่ต้องผ่านกระบวนการนำเข้าและขึ้นทะเบียนกับ อย. ไทยเช่นกัน โรงงานต่างประเทศต้องมีมาตรฐานที่ อย. ไทยยอมรับ และต้องมีเอกสารรับรองจากหน่วยงานของประเทศนั้นประกอบด้วย</p>

</div>
</div>
<div id="faq-question-1780044336530" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q3: ถ้าต้องการทำสินค้าหลายรายการในโรงงาน OEM เดียวกัน ต้องยื่นแยกหรือยื่นรวมกันได้?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: ต้องยื่นแยกเป็นรายผลิตภัณฑ์ เพราะ อย. พิจารณาทีละรายการ แต่ถ้าเป็นโรงงานเดียวกัน เอกสารของโรงงาน (ใบอนุญาต GMP) ใช้ร่วมกันได้ ต่างกันแค่เอกสารเฉพาะของแต่ละผลิตภัณฑ์</p>

</div>
</div>
<div id="faq-question-1780044345416" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q4: เจ้าของแบรนด์บุคคลธรรมดา (ไม่ได้จดบริษัท) ยื่นจด อย. OEM ได้ไหม?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: ได้สำหรับบางประเภท เช่น อาหารเสริมและเครื่องสำอาง บุคคลธรรมดาสามารถยื่นขอได้ แต่สำหรับยาต้องเป็นนิติบุคคล แนะนำให้ตรวจสอบเงื่อนไขตามประเภทสินค้าก่อน</p>

</div>
</div>
<div id="faq-question-1780044353765" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q5: ถ้าต้องการเพิ่มสรรพคุณที่ระบุบนฉลากหลังจากได้รับ อย. แล้ว ทำได้ไหม?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: ต้องยื่นขอแก้ไขทะเบียนก่อนทุกครั้ง ห้ามเปลี่ยนข้อความบนฉลากโดยไม่ได้รับอนุมัติ เพราะฉลากที่ อย. อนุมัติต้องตรงกับฉลากที่ใช้จริงเสมอ</p>

</div>
</div>
</div>
</div>


<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ถ้าคุณกำลังเริ่มต้นสร้างแบรนด์และต้องการขึ้น <a href="https://csrich1.com/fda-registration-service/"><strong>จด อย. OEM</strong></a> สำหรับอาหารเสริม เครื่องสำอาง หรือยา ทีมงาน <a href="https://csrich1.com/"><strong>C&amp;S Rich1</strong></a> พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลทุกขั้นตอนตั้งแต่เลือกโรงงาน จัดทำเอกสาร จนถึงได้รับเลข อย. ด้วยประสบการณ์กว่า 7 ปีและดูแลมาแล้วกว่า 500 เคส</p>



<p>สามารถดูบริการเพิ่มเติมได้ที่ <a href="https://csrich1.com/fda-registration-service/">บริการรับจด อย.</a></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>📲 Tel: <a href="tel:+66645607779">064-560-7779</a></p>



<p>💬 Line: @cs0645607779</p>



<p>📩 Email: <a href="mailto:csrich188@gmail.com">csrich188@gmail.com</a></p>



<p>📚 Facebook: <a href="https://www.facebook.com/p/%E0%B8%88%E0%B8%94-%E0%B8%AD%E0%B8%A2-%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%97-%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%AA-%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8A1-%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94-100069116491327/?_rdc=1&amp;_rdr#" target="_blank" rel="noopener">จด อย บริษัท ซีแอนด์เอสริช1 จำกัด</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จ้าง Influencer โฆษณาสินค้า อย. ต้องขอใบอนุญาตไหม? คู่มือกฎหมายฉบับเข้าใจง่าย</title>
		<link>https://csrich1.com/influencer-advertising-law-fda/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 29 May 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[จ้าง Influencer]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://csrich1.com/influencer-advertising-law-fda/</guid>

					<description><![CDATA[การจ้าง Influencer ต้องขอใบอนุญาตโฆษณาจาก อย. ก่อนเผยแพร่ทุกครั้ง ในการทำโฆษณาสินค้าในกลุ่มที่ อย. ควบคุม]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การ<strong>จ้าง Influencer</strong> ต้องขอใบอนุญาตโฆษณาจาก อย. ก่อนเผยแพร่ทุกครั้ง ในการทำโฆษณาสินค้าในกลุ่มที่ อย. ควบคุม ได้แก่ อาหารเสริม เครื่องมือแพทย์ และยา ไม่ว่าจะโพสต์ผ่าน TikTok, Facebook, Instagram, YouTube หรือไลฟ์สดก็ตาม เพราะกฎหมายไทยถือว่าโซเชียลมีเดีย คือสื่อโฆษณา ส่วน เครื่องสำอาง ไม่จำเป็นต้องขอใบอนุญาตโฆษณา แต่ห้ามโฆษณาเกินจริง</p>
<p>บทความนี้จะพาคุณไปดูว่าการจ้าง Influencer กฎหมายกำหนดเงื่อนไขอย่างไร ใครคือผู้รับผิดชอบหลัก สินค้ากลุ่มไหนที่เข้าข่ายต้องขออนุญาต ข้อความใดที่ห้ามใช้ โทษที่อาจได้รับ พร้อมขั้นตอนทำแคมเปญให้ถูกกฎหมายตั้งแต่เริ่มวางแผน</p>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">จ้าง Influencer แล้วใครต้องรับผิดชอบ เรื่องใบอนุญาตโฆษณา?</h2>
<p>ความรับผิดชอบหลักในการขอใบอนุญาตโฆษณาตกอยู่ที่ <strong>เจ้าของผลิตภัณฑ์หรือผู้ประกอบการ</strong> ไม่ใช่ตัว Influencer ที่ถูกจ้าง เพราะ อย. ถือว่าเจ้าของสินค้ามีหน้าที่ตรวจสอบ และขออนุญาตเนื้อหาก่อนปล่อยออกสู่สาธารณะ แม้คุณจะจ่ายเงินให้ Influencer ทำคอนเทนต์ คุณก็ยังเป็นผู้รับผิดชอบทางกฎหมายอยู่ดี</p>
<p>แต่นั่นไม่ได้แปลว่า Influencer จะพ้นผิดทั้งหมด หาก Influencer รู้ว่าสินค้าผิดกฎหมาย พูดข้อความที่ต้องห้ามเอง หรือดัดแปลงสคริปต์ที่ได้รับอนุมัติแล้ว ก็มีโอกาสถูกดำเนินคดีร่วมด้วย โดยเฉพาะกรณีที่ทำให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายจริง</p>
<div style="background-color: #fff8e1; border-left: 4px solid #FFC107; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">
<p style="font-weight: bold; color: #f57f17; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">จุดสำคัญ:</p>
<p>ตาม พ.ร.บ. อาหาร, พ.ร.บ. ยา, พ.ร.บ. เครื่องสำอาง และ พ.ร.บ. เครื่องมือแพทย์ การโฆษณาสินค้าเหล่านี้ผ่านทุกช่องทางต้องขออนุญาตจาก อย. ก่อนเผยแพร่ และโซเชียลมีเดียไม่ใช่ข้อยกเว้น</p>
</div>
<p><img decoding="async" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/profile-view-young-woman-sharing-beauty-advice-camera-her-video-blog-home-scaled.jpg" alt="บิวตี้บล็อกเกอร์ถ่ายวิดีโอรีวิวเครื่องสำอางหน้ากล้อง เพื่อแนะนำกรณีการตรวจสอบเกณฑ์ที่ต้องขอ ใบอนุญาตโฆษณา" /></p>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">สินค้าประเภทไหนที่จ้าง Influencer รีวิวแล้วต้องขอใบอนุญาต อย.?</h2>
<p>ไม่ใช่ทุกสินค้าที่ Influencer รีวิวแล้วจะเข้าข่ายต้องขออนุญาต ขึ้นอยู่กับประเภทผลิตภัณฑ์ และเนื้อหาที่พูดเป็นหลัก สินค้าที่ อย. ควบคุมและมักพบปัญหาในการจ้าง Influencer มี 4 กลุ่มใหญ่ ๆ ที่ผู้ประกอบการควรรู้ก่อนวางแผนแคมเปญ เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับและคดีที่อาจตามมา ดังนี้</p>
<h3>1. กลุ่มอาหารและอาหารเสริม</h3>
<p>อาหารเสริมที่มีเลขทะเบียน อย. ทุกตัว ถ้าจะให้ Influencer รีวิวต้องขออนุญาตโฆษณาก่อนเสมอ ห้ามอ้างสรรพคุณรักษาหรือป้องกันโรค เช่น</p>
<ul>
<li>ทานแล้วไขมันลด</li>
<li>ช่วยรักษาเบาหวาน</li>
<li>หายป่วยภายใน 7 วัน</li>
</ul>
<p>เพราะนั่นคือ การกล่าวอ้างเกินกว่าที่กฎหมายอนุญาตสำหรับผลิตภัณฑ์อาหาร แม้แต่อาหารทั่วไปที่ไม่ใช่อาหารเสริม ถ้า Influencer พูดถึงสรรพคุณเกินจริง เช่น ดื่มทุกวันแล้วผิวเด็กลง ก็อาจเข้าข่ายโฆษณาผิดกฎหมายได้เช่นกัน</p>
<h3>2. กลุ่มเครื่องสำอาง</h3>
<p>เครื่องสำอางที่จดแจ้งกับ อย. ก็เข้าข่ายต้องขออนุญาตโฆษณา โดยเฉพาะถ้า Influencer พูดถึงสรรพคุณรักษาสิว ลบฝ้า ชะลอวัย ลดริ้วรอย หรือผลลัพธ์ที่เกินขอบเขตของผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ซึ่งกฎหมายมองว่าเป็นการกล่าวอ้างเกินจริง</p>
<p>กลุ่มนี้มีความซับซ้อนตรงเส้นแบ่งระหว่าง บำรุงผิว กับ รักษาโรคผิวหนัง ที่บางครั้งไม่ชัดเจน Influencer จำนวนมากพูดเกินเส้นโดยไม่รู้ตัว ทำให้ผู้ประกอบการต้องเตรียมสคริปต์ที่ปลอดภัยให้ตั้งแต่แรก</p>
<h3>3. กลุ่มเครื่องมือแพทย์</h3>
<p>สินค้ากลุ่มนี้ เช่น เครื่องวัดความดัน เครื่องวัดน้ำตาล หน้ากากออกซิเจน หรือผ้าอนามัยบางประเภท จัดอยู่ในกลุ่มเครื่องมือแพทย์ที่มีกฎโฆษณาเข้มงวด โดยเฉพาะหากเนื้อหาแสดงสรรพคุณวินิจฉัย รักษา หรือบรรเทาโรค</p>
<p>การจ้าง Influencer รีวิวสินค้ากลุ่มนี้ ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะแม้คำพูดที่ดูปลอดภัยอย่างใช้แล้วสบาย ก็อาจตีความได้ว่าเป็นการอ้างสรรพคุณ ขึ้นอยู่กับบริบทรอบ ๆ</p>
<h3>4. กลุ่มยา</h3>
<p>กลุ่มยามีข้อกำหนดเข้มงวดที่สุด การจ้าง Influencer โฆษณายาทำได้เฉพาะยาที่ไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์เท่านั้น และเนื้อหาทุกชิ้นต้องผ่านการอนุมัติจาก อย. พร้อมแสดงคำเตือนตามที่กฎหมายกำหนด</p>
<p>ยาที่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ห้ามโฆษณาถึงผู้บริโภคทั่วไปเด็ดขาด ไม่ว่าจะผ่านสื่อใดก็ตาม รวมถึงโซเชียลมีเดียและ Influencer ทุกระดับ</p>
<p><img decoding="async" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/asia-businesswoman-social-distancing-new-normal-virus-prevention-looking-camera--scaled.jpg" alt="ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ข้อกฎหมายโฆษณาแฝงบนแท็บเล็ต ชี้จุดต่างของรีวิวที่เข้าข่ายต้องยื่นขอ ใบอนุญาตโฆษณา" /></p>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">รีวิวส่วนตัว กับ โฆษณาแฝง จากการจ้าง Influencer ต่างกันอย่างไร?</h2>
<p>ความแตกต่างหลักอยู่ที่ผลประโยชน์ตอบแทน ถ้า Influencer ได้รับเงิน สินค้าฟรี หรือผลประโยชน์ใด ๆ จากเจ้าของแบรนด์ เนื้อหานั้นถือเป็นโฆษณาทันที ไม่ใช่รีวิวส่วนตัว แม้ผู้รีวิวจะรู้สึกชอบสินค้าจริง ๆ ก็ตาม</p>
<p>ลักษณะของรีวิวส่วนตัวที่ไม่เข้าข่ายโฆษณาต้องมีองค์ประกอบครบดังนี้:</p>
<ul>
<li>ผู้รีวิวซื้อสินค้ามาเองโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน</li>
<li>เนื้อหาเป็นความเห็นส่วนตัวล้วน ๆ ไม่อ้างสรรพคุณเกินจริง</li>
<li>ไม่มีการกระตุ้นให้ซื้อหรือใส่ลิงก์โปรโมชั่น</li>
</ul>
<p>ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่ง โอกาสถูกตีความเป็นโฆษณาแฝงสูงมาก</p>
<p>ปัจจุบัน สคบ. และ อย. ใช้แนวทางที่ยึดเนื้อหามากกว่าเจตนา ดังนั้นแม้คุณจ้าง Influencer แบบแค่ให้ลองใช้ ถ้ามีการตอบแทนเกิดขึ้น เนื้อหาก็เข้าข่ายโฆษณาเต็มรูปแบบ พูดง่าย ๆ คือ ถ้ามีเงินหรือของตอบแทนเกี่ยวข้อง นั่นคือโฆษณา ไม่ใช่รีวิว</p>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">จ้าง Influencer บน Social Media ต้องระวังอะไรบ้าง?</h2>
<p>ใบอนุญาตโฆษณาจาก อย. จะออกให้สำหรับเนื้อหาเฉพาะที่ยื่นขอ ไม่ใช่ออกให้สำหรับ Platform ใด Platform หนึ่ง หมายความว่าข้อความ ภาพ และเสียงที่ได้รับอนุมัติแล้วเท่านั้น ที่ Influencer นำไปเผยแพร่ได้ หาก Influencer พูดด้นสด เพิ่มเติมเนื้อหาเอง หรือดัดแปลงสคริปต์ ถือว่าผิดเงื่อนไขใบอนุญาตทันที ประเด็นที่ต้องระวังในแต่ละ Platform มีดังนี้</p>
<ul>
<li><strong>Facebook และ Instagram</strong> คอนเทนต์รูปแบบ Post, Reel, Story ที่กล่าวถึงสรรพคุณสินค้าในกลุ่ม อย. ควบคุม ต้องผ่านการขออนุญาตก่อน</li>
<li><strong>TikTok</strong> วิดีโอรีวิว, Live สด, หรือ Duet ที่พูดถึงสรรพคุณสินค้า เข้าข่ายต้องขออนุญาตเช่นเดียวกัน</li>
<li><strong>YouTube</strong> วิดีโอรีวิวยาว, Shorts หรือ Live ทุกรูปแบบ ต้องผ่านอนุมัติเนื้อหาก่อนเผยแพร่</li>
<li><strong>X (Twitter) และ Threads</strong> แม้เป็นข้อความสั้น ถ้ามีการกล่าวอ้างสรรพคุณก็ต้องขออนุญาต</li>
</ul>
<p>อย. ตีความว่าทุก Platform คือสื่อโฆษณา ไม่มีพื้นที่ใดที่ได้รับการยกเว้น สามารถดูตัวอย่างเพิ่มเติมได้ที่ <a href="https://csrich1.com/legal-vs-illegal-advertising-examples/" rel="noopener"><strong>ตัวอย่างข้อความโฆษณาผิดกฎหมาย</strong></a> เพื่อให้คำที่ใช้ไม่ผิดกฎหมายโฆษณา</p>
<p><img decoding="async" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/woman-overwhelmed-by-startup-analysis-scaled.jpg" alt="เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อความต้องห้ามในการรีวิวสินค้า เพื่อป้องกันการใช้คำเคลมเกินจริงที่ขัดต่อ ใบอนุญาตโฆษณา" /></p>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ข้อความต้องห้ามที่ Influencer พูดไม่ได้ในโฆษณา</h2>
<p>มีคำพูด และข้อความบางประเภทที่กฎหมายห้ามใช้เด็ดขาดในการโฆษณาสินค้า อย. ไม่ว่าจะผ่านสื่อใด และไม่ว่าจะได้รับใบอนุญาตหรือไม่ก็ตาม Influencer และเจ้าของแบรนด์ต้องรู้รายการนี้ก่อนเริ่มทำคอนเทนต์ทุกชิ้น เพื่อป้องกันค่าปรับและการถูกฟ้องร้องตามมา ประเภทข้อความที่ห้ามใช้ เช่น</p>
<ul>
<li>อ้างว่าสินค้ารักษา บรรเทา หรือป้องกันโรคใด ๆ (สำหรับสินค้าที่ไม่ใช่ยา)</li>
<li>ใช้คำว่า &#8220;หาย&#8221;, &#8220;รักษา&#8221;, &#8220;แก้&#8221;, &#8220;ขจัด&#8221; ในบริบทของโรค</li>
<li>ใช้คำยืนยันเด็ดขาด เช่น &#8220;ได้ผล 100%&#8221;, &#8220;ทุกคนเห็นผล&#8221;, &#8220;การันตี&#8221;</li>
<li>อ้างผลลัพธ์เชิงตัวเลขที่ไม่มีหลักฐาน เช่น &#8220;ลดน้ำหนัก 5 กิโลใน 2 สัปดาห์&#8221;</li>
<li>เปรียบเทียบกับสินค้าคู่แข่งในเชิงทำลายชื่อเสียง</li>
<li>ใช้คำรับรองจากบุคลากรทางการแพทย์โดยไม่ได้รับอนุญาต</li>
</ul>
<div style="background-color: #fbe9e7; border-left: 4px solid #FF5722; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">
<p style="font-weight: bold; color: #d84315; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">ข้อควรระวัง:</p>
<p style="margin: 0; color: #333;">ประโยคอย่าง &#8220;ทานแล้วผอมลง 5 กิโลใน 2 สัปดาห์&#8221; หรือ &#8220;หน้าใสขึ้นชัดเจนใน 7 วัน&#8221; ถือว่าผิดกฎหมาย แม้ Influencer จะพูดในฐานะ &#8220;ประสบการณ์ส่วนตัว&#8221; ก็ตาม เพราะกฎหมายดูที่เนื้อหาและผลกระทบต่อผู้บริโภค ไม่ใช่เจตนาของผู้พูด</p>
</div>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">โทษทางกฎหมายเมื่อจ้าง Influencer โฆษณาผิดกฎหมาย</h2>
<p>โทษแตกต่างกันตามประเภทสินค้าและ พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้อง โดยรวมแบ่งเป็น 2 ฝั่ง คือฝั่งผู้ประกอบการและฝั่ง Influencer ที่ทั้งคู่อาจถูกดำเนินคดีพร้อมกัน ขึ้นอยู่กับลักษณะการกระทำผิดและบทบาทของแต่ละฝ่าย</p>
<h3><strong>ฝั่งผู้ประกอบการ (เจ้าของสินค้า):</strong></h3>
<ul>
<li>โฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับสูงสุด 50,000 บาท และ/หรือจำคุกไม่เกิน 2 ปี</li>
<li>โฆษณาโอ้อวดเกินจริง ปรับสูงสุด 200,000 บาท ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค</li>
<li>อาจถูกเพิกถอนเลขทะเบียน อย. ของผลิตภัณฑ์</li>
</ul>
<h3><strong>ฝั่ง Influencer:</strong></h3>
<ul>
<li>ในฐานะผู้โฆษณาร่วม (ได้รับค่าตอบแทนและรู้ว่าผิด) อาจถูกดำเนินคดีร่วมกับเจ้าของสินค้า</li>
<li>หากเนื้อหาทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดและเกิดความเสียหาย อาจถูกฟ้องทางแพ่งเพิ่มเติม</li>
<li>บัญชีโซเชียลอาจถูก Platform ลบหรือระงับ</li>
</ul>
<p>ทุกวันนี้ อย. และ สคบ. ติดตามโฆษณาบนโซเชียลมีเดียอย่างใกล้ชิด มีระบบ Monitor อัตโนมัติ และจำนวนคดีที่ดำเนินการเพิ่มขึ้นทุกปี การคิดว่าโพสต์เล็ก ๆ ไม่มีใครรู้ ใช้ไม่ได้แล้วในปัจจุบัน</p>
<p><img decoding="async" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/woman-creating-their-own-vision-board-scaled.jpg" alt="อินฟลูเอนเซอร์ฟังบรีฟงานและตรวจเช็กสคริปต์คอนเทนต์ให้ตรงตามข้อกำหนดการอนุมัติ ใบอนุญาตโฆษณา ของ อย." /></p>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">5 ขั้นตอน จ้าง Influencer ให้ถูกกฎหมายตั้งแต่เริ่มต้น</h2>
<p>การทำแคมเปญ Influencer ให้ถูกกฎหมายไม่ได้ยากอย่างที่หลายคนคิด ถ้าวางแผนตั้งแต่ต้นและทำตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ก็ลดความเสี่ยงได้ทันที ทีมงาน C&amp;S Rich1 ที่ดูแลด้านใบอนุญาตโฆษณามากว่า 7 ปี สรุปขั้นตอนสำคัญ 5 ข้อให้ดังนี้</p>
<h3><strong>ขั้นที่ 1: ตรวจสอบว่าสินค้าต้องขออนุญาตโฆษณาหรือไม่</strong></h3>
<p>ดูจากประเภทสินค้าและเนื้อหาที่จะให้ Influencer พูด ถ้าเป็นอาหารเสริม เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ หรือยา ต้องขออนุญาตทุกครั้ง</p>
<h3><strong>ขั้นที่ 2: ยื่นขออนุญาตโฆษณากับ อย. ก่อนทำสคริปต์</strong></h3>
<p>เตรียมเนื้อหาที่จะให้ Influencer พูดเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุข้อความ ภาพ และเสียงให้ครบ แล้วยื่นขออนุมัติจาก อย. ก่อนเริ่มถ่ายทำหรือโพสต์</p>
<h3><strong>ขั้นที่ 3: คุมเนื้อหาของ Influencer ให้ตรงตามที่ได้รับอนุมัติ</strong></h3>
<p>แจ้ง Influencer ชัดเจนให้พูดเฉพาะข้อความที่ผ่านการอนุมัติเท่านั้น ห้ามด้นสด ห้ามเพิ่มสรรพคุณ และห้ามเปลี่ยนคำพูดเอง</p>
<h3><strong>ขั้นที่ 4: เปิดเผยว่าเป็นโฆษณา</strong></h3>
<p>ตามแนวทางของ สคบ. Influencer ต้องระบุชัดว่าเนื้อหาเป็นโฆษณาหรือได้รับการสนับสนุน เช่น ใส่ #โฆษณา, #Sponsored หรือเขียนระบุไว้ในแคปชั่นชัดเจน</p>
<h3><strong>ขั้นที่ 5: เก็บหลักฐานเอกสารให้ครบ</strong></h3>
<p>เก็บเลขอนุญาตโฆษณา, ใบอนุมัติจาก อย., สคริปต์ที่ผ่านการอนุมัติ, และสำเนาคอนเทนต์ที่เผยแพร่ ไว้พร้อมแสดงเมื่อถูกตรวจสอบ</p>
<div style="background-color: #e8f5e9; border-left: 4px solid #4CAF50; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">
<p style="font-weight: bold; color: #2e7d32; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">Tips:</p>
<p style="margin: 0; color: #333;">ยื่นขออนุญาตโฆษณาล่วงหน้าอย่างน้อย 30-60 วันก่อนวันโพสต์ เพราะ อย. ใช้เวลาพิจารณาและอาจขอแก้ไขเนื้อหา ถ้ารีบไปมักเกิดปัญหาแก้ไขไม่ทันและต้องเลื่อนแคมเปญออกไป</p>
</div>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">สรุป</h2>
<p>การจ้าง Influencer ทำโฆษณาสินค้าในกลุ่มที่ อย. ควบคุม ต้องขอใบอนุญาตโฆษณาทุกครั้งก่อนเผยแพร่ ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับโซเชียลมีเดีย แม้จะเป็นเพียงคลิปสั้นบน TikTok, Reel บน Instagram หรือ Story ที่หายไปใน 24 ชั่วโมงก็ตาม</p>
<p>ผู้ประกอบการ คือผู้รับผิดชอบหลักทางกฎหมาย แต่ Influencer ก็ควรรู้กฎเพื่อปกป้องตนเองและงานของตัวเอง การวางแผนแคมเปญให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นไม่ได้ยุ่งยาก แต่ช่วยป้องกันค่าปรับและคดีที่อาจตามมาได้ทั้งหมด</p>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">FAQ</h2>
<section class="decr-faq">
<div class="decr-faq__item">
<p class="decr-faq__question"><strong>Q1: ถ้าจ้าง Influencer แล้วให้พูดแค่ใช้แล้วชอบ ไม่อ้างสรรพคุณ ยังต้องขอใบอนุญาตไหม?</strong></p>
<div class="decr-faq__answer">
<p>A: ถ้าสินค้าอยู่ในกลุ่มที่ อย. ควบคุมและมีการตอบแทน ไม่ว่าจะเป็นเงิน สินค้าฟรี หรือผลประโยชน์อื่น ถือว่าเป็นโฆษณา ต้องขออนุญาตทุกครั้ง แม้เนื้อหาจะดูปลอดภัยก็ตาม</p>
</div>
</div>
<div class="decr-faq__item">
<p class="decr-faq__question"><strong>Q2: เลขอนุญาตโฆษณา อย. ต้องแสดงในโพสต์ของ Influencer ด้วยไหม?</strong></p>
<div class="decr-faq__answer">
<p>A: ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและสื่อ บางกรณีต้องแสดงเลขอนุญาตในเนื้อหา บางกรณีไม่บังคับแต่ต้องเก็บเอกสารไว้พร้อมแสดงเมื่อถูกตรวจสอบ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนเริ่มแคมเปญ</p>
</div>
</div>
<div class="decr-faq__item">
<p class="decr-faq__question"><strong>Q3: ใบอนุญาตโฆษณาที่ได้สำหรับ Facebook ใช้กับ TikTok ได้ไหม?</strong></p>
<div class="decr-faq__answer">
<p>A: ใบอนุญาตโฆษณาจาก อย. ออกให้สำหรับ &#8220;เนื้อหา&#8221; ไม่ใช่ Platform ดังนั้นเนื้อหาที่ผ่านการอนุมัติแล้วใช้ได้หลาย Platform แต่ต้องเป็นข้อความเดียวกัน ห้ามดัดแปลง</p>
</div>
</div>
<div class="decr-faq__item">
<p class="decr-faq__question"><strong>Q4: ถ้า Influencer โพสต์โดยไม่แจ้งว่าเป็นโฆษณา ผิดกฎหมายไหม?</strong></p>
<div class="decr-faq__answer">
<p>A: ผิด ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค การโฆษณาแฝงที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าเป็นรีวิวส่วนตัวทั้งที่ได้รับค่าตอบแทน ถือเป็นการโฆษณาไม่ซื่อสัตย์และมีโทษทางกฎหมาย</p>
</div>
</div>
<div class="decr-faq__item">
<p class="decr-faq__question"><strong>Q5: ขอใบอนุญาตโฆษณาสำหรับแคมเปญ Influencer ใช้เวลานานแค่ไหน?</strong></p>
<div class="decr-faq__answer">
<p>A: เฉลี่ย 15-30 วัน ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและความครบถ้วนของเอกสาร หากเนื้อหามีจุดต้องแก้ไขจะใช้เวลาเพิ่ม ควรวางแผนล่วงหน้าอย่างน้อย 45-60 วันก่อนวันโพสต์จริง</p>
</div>
</div>
</section>
<hr />
<p>ถ้าคุณกำลังวางแผนแคมเปญ Influencer สำหรับสินค้า อย. ทีมงาน <a href="https://csrich1.com/" rel="noopener">C&amp;S Rich1 </a>พร้อมตรวจสอบเนื้อหา ยื่นขอใบอนุญาตโฆษณา และดูแลทุกขั้นตอนให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นจนจบ</p>
<p>สามารถดูบริการเพิ่มเติมได้ที่ <a href="https://csrich1.com/advertising-license-service/" rel="noopener"><strong>รับขอใบอนุญาตโฆษณา ทุกประเภท</strong></a></p>
<hr />
<p>📲 Tel: <a href="tel:+66645607779" rel="noopener">064-560-7779</a></p>
<p>💬 Line: @cs0645607779</p>
<p>📩 Email: <a href="mailto:csrich188@gmail.com" rel="noopener">csrich188@gmail.com</a></p>
<p>📚 Facebook: <a href="https://www.facebook.com/p/%E0%B8%88%E0%B8%94-%E0%B8%AD%E0%B8%A2-%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%97-%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%AA-%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8A1-%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94-100069116491327/?_rdc=1&amp;_rdr=#" rel="noopener" target="_blank">จด อย บริษัท ซีแอนด์เอสริช1 จำกัด</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ค่าใช้จ่าย อย 2026 ต้องเตรียมงบเท่าไหร่? สรุปทุกประเภทสินค้า</title>
		<link>https://csrich1.com/fda-registration-cost-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 29 May 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าใช้จ่าย อย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://csrich1.com/fda-registration-cost-2026/</guid>

					<description><![CDATA[ค่าใช้จ่าย อย แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักที่ต้องเตรียมแยกกัน ได้แก่ ค่าธรรมเนียมอย่างเป็นทางการที่จ่ายให้ อย. โดยตรง กับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ค่าใช้จ่าย อย</strong> แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักที่ต้องเตรียมแยกกัน ได้แก่ ค่าธรรมเนียมอย่างเป็นทางการที่จ่ายให้ อย. โดยตรง กับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ เช่น ค่าทดสอบห้องแล็บ ค่าแปลเอกสาร และค่าบริการที่ปรึกษา โดยรวมแล้วงบที่ต้องเตรียมจริง ๆ มักสูงกว่าค่าธรรมเนียม อย. อย่างเดียว</p>
<p>บทความนี้จะสรุปค่าธรรมเนียม อย. อย่างเป็นทางการแยกตามประเภทสินค้าสำหรับปี 2026 ทั้งอาหารเสริม เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ และยา พร้อมค่าใช้จ่ายอื่นที่มักถูกมองข้าม ตารางเปรียบเทียบทำเองกับจ้างที่ปรึกษา และคำแนะนำในการวางแผนงบให้รอบคอบ</p>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ค่าใช้จ่ายจด อย. แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก</h2>
<p>ก่อนดูตัวเลข ต้องเข้าใจก่อนว่า <strong>ค่าใช้จ่าย อย.</strong> ไม่ได้มีแค่ค่าธรรมเนียมที่จ่ายให้ อย. อย่างเดียว แต่มีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในกระบวนการอีกหลายรายการ ซึ่งถ้าไม่วางแผนไว้ล่วงหน้า งบอาจบานปลายได้ง่าย ซึ่ง 2 ส่วนหลักมีดังนี้</p>
<h3>ส่วนที่ 1 ค่าธรรมเนียมของ อย. (เป็นไปตามประกาศของ อย. ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้)</h3>
<p>ค่าธรรมเนียมส่วนนี้กำหนดโดยรัฐ ไม่สามารถต่อรองได้ ขึ้นอยู่กับประเภทและความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์ ตัวเลขเหล่านี้อ้างอิงจากอัตราที่ประกาศใช้ล่าสุด และอาจมีการปรับเปลี่ยนได้ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข</p>
<h3>ส่วนที่ 2 &#8211; ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ</h3>
<p>ได้แก่ ค่าทดสอบห้องแล็บ ค่าแปลเอกสาร ค่าจัดเตรียมเอกสารเทคนิค และค่าบริการที่ปรึกษา ส่วนนี้ต่างหากที่มักทำให้งบบานเกินคาด เพราะหลายคนไม่ได้วางแผนไว้ตั้งแต่ต้น</p>
<div style="background-color: #fff8e1; border-left: 4px solid #FFC107; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">
<p style="font-weight: bold; color: #f57f17; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">จุดสำคัญ:</p>
<p>จากประสบการณ์ดูแลเคสมากกว่า 500 เคส ค่าธรรมเนียม อย. อย่างเป็นทางการนั้นมักคิดเป็นเพียง 10-30% ของค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมด ส่วนที่เหลือ คือค่าเตรียมเอกสาร ค่าทดสอบ และค่าบริการอื่น ๆ ที่ต้องเตรียมไว้ด้วย</p>
</div>
<p><img decoding="async" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/beautiful-asian-business-young-woman-fell-happy-after-ordering-product-scaled.jpg" alt="ผู้ประกอบการหญิงใช้เครื่องคิดเลขคำนวณต้นทุนข้างกองกล่องพัสดุ เพื่อวางแผนค่าใช้จ่ายตามตารางอัตราการยื่น ขอจด อย." /></p>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ตารางค่าธรรมเนียม อย. แยกตามประเภทสินค้า</h2>
<p>ตารางด้านล่างสรุปค่าธรรมเนียมอย่างเป็นทางการของ อย. แยกตามประเภทสินค้า ข้อมูลนี้อ้างอิงจากประกาศอัตราค่าธรรมเนียมที่บังคับใช้ในปี 2026 ซึ่งอาจมีการปรับปรุงตามประกาศราชกิจจานุเบกษาล่าสุด ดังนี้</p>
<h3>1. อาหารเสริม (ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร)</h3>
<p>ก่อนยื่นขอเลข อย. สำหรับอาหารเสริม ผู้ประกอบการควรเตรียมงบประมาณทั้งในส่วนค่าธรรมเนียมราชการ ค่าตรวจวิเคราะห์ และค่าเตรียมเอกสารต่าง ๆ โดยค่าใช้จ่ายจะต่างกันตามประเภทสินค้า และความซับซ้อนของสูตร ซึ่งสามารถสรุปค่าใช้จ่ายหลักได้ ดังนี้</p>
<table style="width: 100%; border-collapse: collapse;">
<tbody>
<tr>
<td><strong>รายการ</strong></td>
<td><strong>ค่าธรรมเนียม (บาท)</strong></td>
<td><strong>หมายเหตุ</strong></td>
</tr>
<tr>
<td>ค่าธรรมเนียมขึ้นทะเบียนอาหาร (ต่อผลิตภัณฑ์)</td>
<td>200-8,000</td>
<td>ขึ้นอยู่กับประเภทอาหาร</td>
</tr>
<tr>
<td>ค่าตรวจวิเคราะห์ห้องแล็บ (ต่อการทดสอบ)</td>
<td>3,000 &#8211; 15,000</td>
<td>ขึ้นอยู่กับจำนวนที่ส่งตรวจ</td>
</tr>
<tr>
<td>ค่าต่ออายุทะเบียน (ทุก 3 ปี)</td>
<td>5,000 &#8211; 10,000</td>
<td>ต่อก่อนหมดอายุ</td>
</tr>
<tr>
<td>งบรวมโดยประมาณ (ต่อผลิตภัณฑ์)</td>
<td>15,000 &#8211; 50,000+</td>
<td>รวมค่าเตรียมเอกสาร</td>
</tr>
<tr>
<td>ค่าธรรมเนียมสถามที่นำเข้าอาหารเสริม</td>
<td>20,000</td>
<td>ราคาประมาณ เป็นการชำระครั้งเดียว และต่ออายุทุก 3 ปี</td>
</tr>
<tr>
<td>ค่าธรรมเนียมต่ออายุสถานที่นำเข้าอาหารเสริม</td>
<td>10,500</td>
<td>ราคาโดยประมาณประมาณ</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3>2. เครื่องสำอาง</h3>
<p>เครื่องสำอางในไทยใช้ระบบ จดแจ้งเครื่องสำอาง ไม่ใช่การขึ้นทะเบียนแบบยาและอาหารเสริม ทำให้ขั้นตอนรวดเร็วกว่า แต่ผู้ประกอบการยังต้องเตรียมเอกสารสูตร ส่วนประกอบ และข้อมูลความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ให้ครบถ้วน โดยค่าใช้จ่ายหลักมีดังนี้</p>
<table style="width: 100%; border-collapse: collapse;">
<tbody>
<tr>
<td>รายการ</td>
<td>ค่าธรรมเนียม (บาท)</td>
<td>หมายเหตุ</td>
</tr>
<tr>
<td>ค่าคำขอจดแจ้งเครื่องสำอาง (ต่อผลิตภัณฑ์)</td>
<td>100</td>
<td>ผ่านระบบ E-submission</td>
</tr>
<tr>
<td>ค่าธรรมเนียมใบรับจดแจ้ง</td>
<td>900</td>
<td>เป็นอัตราตามที่ อย. กำหนด</td>
</tr>
<tr>
<td>งบรวมโดยประมาณ (ต่อผลิตภัณฑ์)</td>
<td>1,000</td>
<td>รวมค่าเตรียมเอกสาร</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3>3. เครื่องมือแพทย์ (แบ่งตาม Class)</h3>
<p>เครื่องมือแพทย์เป็นกลุ่มที่มีรายละเอียดการขึ้นทะเบียนซับซ้อนที่สุด เพราะแบ่งระดับความเสี่ยงของสินค้าออกเป็น 4 Class ยิ่งความเสี่ยงสูง เอกสาร การทดสอบ และค่าใช้จ่ายก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยสามารถแบ่งค่าใช้จ่ายโดยประมาณได้ดังนี้</p>
<table style="width: 100%; border-collapse: collapse;">
<tbody>
<tr>
<td>Class</td>
<td>ตัวอย่างสินค้า</td>
<td>ค่าธรรมเนียม (บาท)</td>
<td>งบรวม (โดยประมาณ)</td>
</tr>
<tr>
<td>Class 1</td>
<td>ผ้าพันแผล ถุงมือยาง</td>
<td>2,600-3,100</td>
<td>15,000 &#8211; 25,000 บาท</td>
</tr>
<tr>
<td>Class 2</td>
<td>เครื่องวัดความดัน ที่วัดน้ำตาล</td>
<td>11,000</td>
<td>50,000 &#8211; 100,000 บาท</td>
</tr>
<tr>
<td>Class 3</td>
<td>สายสวน อุปกรณ์ฝัง</td>
<td>11,000-21,000</td>
<td>50,000 &#8211; 120,000 บาท</td>
</tr>
<tr>
<td>Class 4</td>
<td>เครื่องกระตุ้นหัวใจ รากฟันเทียม</td>
<td>11,000-21,000</td>
<td>18,000-200,000 บาท</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3>4. ยา</h3>
<p>กลุ่มยาเป็นประเภทที่มีค่าใช้จ่ายและขั้นตอนซับซ้อนที่สุด เพราะต้องใช้เอกสารทางเทคนิค การทดสอบประสิทธิภาพ และข้อมูลความปลอดภัยจำนวนมาก แม้ค่าธรรมเนียมขึ้นทะเบียนตำรับยากับ อย. จะอยู่ราว 5,000-50,000 บาทต่อตำรับ แต่เมื่อรวมค่า Bioequivalence, Stability Test และเอกสาร CTD แล้ว งบรวมจริงมักอยู่ในระดับหลักแสนถึงหลักล้านบาทต่อตำรับ</p>
<p><img decoding="async" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/beautiful-young-woman-working-her-laptop-her-room-scaled.jpg" alt="หญิงสาวนั่งตรวจเช็กรายการข้อมูลบนเอกสารคลิปบอร์ดสีส้ม เพื่อจัดสรรงบประมาณและป้องกันงบบานปลายในขั้นตอนการจัดเตรียมเอกสาร ยื่นจด อย." /></p>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ค่าใช้จ่ายอื่นที่มักถูกมองข้าม</h2>
<p>นี่คือ ส่วนที่ทำให้งบบานปลายที่สุด เพราะผู้ประกอบการมักวางแผนแค่ค่าธรรมเนียม อย. แต่ลืมคิดถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการ รวมเป็นรายการหลักที่ต้องเตรียมงบไว้ด้วย ซึ่งค่าใช้จ่ายอื่นที่มักถูกมองข้ามมีดังนี้</p>
<h3>1. ค่าแปลเอกสาร</h3>
<p>ถ้าสินค้าหรือส่วนผสมมาจากต่างประเทศ เอกสารเทคนิคที่ต้องยื่นให้ อย. ต้องเป็นภาษาไทยหรืออังกฤษ ค่าแปลเอกสารทางวิทยาศาสตร์ หรือกฎหมายราคาสูงกว่าการแปลทั่วไปมาก โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 500-2,000 บาทต่อหน้า ถ้ามีเอกสารหนาก็บวกเพิ่มได้เลย</p>
<h3>2. ค่าทดสอบห้องแล็บ</h3>
<p>หลายประเภทสินค้าต้องมีผลทดสอบห้องแล็บรับรองก่อนยื่น อย. ค่าทดสอบขึ้นอยู่กับจำนวนพารามิเตอร์ที่ต้องทดสอบ และประเภทสินค้า</p>
<p><strong>ตัวอย่างเช่น</strong></p>
<ul>
<li>การทดสอบความปลอดภัยสำหรับเครื่องสำอางอาจใช้งบ 10,000-30,000 บาท</li>
<li>ส่วนการทดสอบ Stability สำหรับอาหารเสริมอาจอยู่ที่ 5,000-20,000 บาทหรือมากกว่า</li>
</ul>
<h3>3. ค่าจัดเตรียมเอกสารเทคนิค</h3>
<p>เอกสารที่ต้องยื่นกับ อย. ไม่ใช่แค่กรอกฟอร์ม แต่ต้องมีเอกสารประกอบทางเทคนิคจำนวนมาก เช่น</p>
<ul>
<li>สูตรผลิตภัณฑ์</li>
<li>ข้อมูลส่วนผสม Safety Assessment</li>
<li>Specification</li>
</ul>
<p>ซึ่งต้องมีผู้เชี่ยวชาญช่วยจัดทำ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้รวมกับค่าที่ปรึกษาอยู่ที่ประมาณ 10,000-100,000 บาท ขึ้นอยู่กับความซับซ้อน</p>
<div style="background-color: #fbe9e7; border-left: 4px solid #FF5722; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">
<p style="font-weight: bold; color: #d84315; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">ข้อควรระวัง:</p>
<p style="margin: 0; color: #333;">ถ้ายื่นเอกสารไม่ครบหรือไม่ถูกต้อง อย. จะปฏิเสธและต้องยื่นใหม่ ซึ่งแปลว่าเสียค่าธรรมเนียมซ้ำ และเสียเวลาเพิ่มอีกหลายเดือน นั่นคือ เหตุผลที่การมีที่ปรึกษาช่วยตรวจสอบเอกสารก่อนยื่นมีมูลค่ามาก</p>
</div>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">เปรียบเทียบ: ทำเองกับจ้างบริษัทที่ปรึกษา</h2>
<p>คำถามที่ได้ยินบ่อยคือ &#8220;ทำเองได้ไหม หรือต้องจ้างที่ปรึกษา?&#8221; คำตอบขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย แต่นี่คือตารางเปรียบเทียบที่ช่วยตัดสินใจ</p>
<table style="width: 100%; border-collapse: collapse;">
<tbody>
<tr>
<td><strong>ข้อเปรียบเทียบ</strong></td>
<td><strong>ทำเอง</strong></td>
<td><strong>จ้างที่ปรึกษา</strong></td>
</tr>
<tr>
<td>ค่าใช้จ่าย</td>
<td>ถูกกว่า (เฉพาะค่าธรรมเนียม)</td>
<td>สูงกว่า (บวกค่าบริการ)</td>
</tr>
<tr>
<td>ระยะเวลา</td>
<td>นานกว่า (ต้องเรียนรู้เอง)</td>
<td>เร็วกว่า (มีประสบการณ์)</td>
</tr>
<tr>
<td>โอกาสถูกปฏิเสธ</td>
<td>สูงกว่าสำหรับผู้เริ่มต้น</td>
<td>น้อยกว่า (เตรียมเอกสารถูก)</td>
</tr>
<tr>
<td>เหมาะกับ</td>
<td>มีทีม Regulatory ในบริษัท</td>
<td>ผู้ประกอบการรายใหม่ หรือต้องการความเร็ว</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">งบประมาณรวมที่ควรเตรียม</h2>
<p>สรุปงบรวมโดยประมาณสำหรับแต่ละประเภทสินค้า ตัวเลขเหล่านี้เป็นแค่ค่าประมาณไม่ใช่ตัวเลขตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์ จำนวนการทดสอบที่ต้องทำ และว่าจ้างที่ปรึกษาหรือไม่</p>
<table style="width: 100%; border-collapse: collapse;">
<thead>
<tr>
<th scope="col">ประเภทสินค้า</th>
<th scope="col">งบขั้นต่ำ</th>
<th scope="col">งบที่ควรเตรียม</th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<td>เครื่องสำอาง</td>
<td>10,000 บาท</td>
<td>20,000 &#8211; 50,000 บาท</td>
</tr>
<tr>
<td>อาหารเสริม</td>
<td>20,000 บาท</td>
<td>50,000 &#8211; 150,000 บาท</td>
</tr>
<tr>
<td>เครื่องมือแพทย์ Class 1-2</td>
<td>30,000 บาท</td>
<td>50,000 &#8211; 200,000 บาท</td>
</tr>
<tr>
<td>เครื่องมือแพทย์ Class 3-4</td>
<td>200,000 บาท</td>
<td>500,000 บาทขึ้นไป</td>
</tr>
<tr>
<td>ยา (ตำรับใหม่)</td>
<td>100,000 บาท</td>
<td>500,000 &#8211; 2,000,000 บาท</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ตัวเลขในตารางเป็นงบที่ควรเตรียม รวมค่าธรรมเนียม อย. ค่าทดสอบห้องแล็บ ค่าแปลเอกสาร และค่าบริการที่ปรึกษาแล้ว ถ้าเตรียมไว้ในระดับนี้จะไม่ติดขัดระหว่างกระบวนการ</p>
<p><img decoding="async" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/attractive-smart-creative-asian-business-women-smart-casual-wear-working-laptop--scaled.jpg" alt="ทีมที่ปรึกษาธุรกิจร่วมกันตรวจสอบกราฟรายงานสรุปบนโต๊ะทำงาน เพื่อให้คำแนะนำแนวทางการวางแผนงบประมาณสำหรับยื่นขอใบสำคัญการ จด อย." /></p>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">คำแนะนำในการวางแผนงบ</h2>
<p>จากประสบการณ์ดูแลเคสมากกว่า 500 เคสในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา นี่คือแนวทางการวางแผนงบที่ช่วยให้ไม่มีปัญหาระหว่างกระบวนการ</p>
<h3><strong>1. แยกงบออกเป็น 3 ก้อน</strong></h3>
<p>ก้อนแรกสำหรับค่าธรรมเนียมอย่างเป็นทางการ ก้อนที่สองสำหรับค่าเตรียมเอกสารและทดสอบ และก้อนที่สามเป็นงบสำรองอีก 20-30% สำหรับกรณีต้องแก้ไขหรือทดสอบซ้ำ</p>
<h3><strong>2. ปรึกษาก่อนเตรียมเอกสาร</strong></h3>
<p>ก่อนเริ่มทดสอบ หรือจัดเตรียมเอกสารใด ๆ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนว่าสินค้าของคุณต้องผ่านการทดสอบอะไรบ้าง เพราะแต่ละสินค้าต่างกัน การรีบทดสอบโดยไม่รู้ว่า อย. ต้องการอะไรอาจทำให้เสียเงินทดสอบซ้ำ</p>
<h3><strong>3. วางแผน Timeline ควบคู่กับงบ</strong></h3>
<p>งบที่เตรียมต้องพอสำหรับระยะเวลาทั้งหมด ถ้ากระบวนการใช้เวลา 6-12 เดือน ต้องมีเงินหมุนเวียนพอสำหรับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตลอดช่วงเวลานั้น ไม่ใช่แค่ค่าธรรมเนียมครั้งแรก</p>
<div style="background-color: #e8f5e9; border-left: 4px solid #4CAF50; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">
<p style="font-weight: bold; color: #2e7d32; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">Tips:</p>
<p style="margin: 0; color: #333;">ถ้ามีสินค้าหลายตัวที่ต้องจด อย. พร้อมกัน ควรจัดลำดับความสำคัญ และทยอยยื่นแทนที่จะยื่นทีเดียวหมด เพราะจะช่วยกระจายภาระงบประมาณ และถ้ามีข้อผิดพลาดในสินค้าตัวแรก ยังมีเวลาแก้ไขก่อนยื่นสินค้าตัวถัดไป</p>
</div>
<hr />
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">สรุป</h2>
<p>ค่าใช้จ่ายในการจด อย. ไม่ได้มีแค่ค่าธรรมเนียมราชการ แต่ยังรวมถึงค่าทดสอบห้องแล็บ ค่าแปลเอกสาร ค่าเตรียมเอกสารเทคนิค และค่าบริการที่ปรึกษา ซึ่งในหลายกรณี ค่าใช้จ่ายส่วนนี้อาจสูงกว่าค่าธรรมเนียมของ อย. หลายเท่า โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มอาหารเสริม เครื่องมือแพทย์ และยา</p>
<p>ดังนั้น ก่อนเริ่มกระบวนการ ผู้ประกอบการควรวางแผนงบประมาณให้ครอบคลุมทั้งระบบ ตั้งแต่ค่าธรรมเนียม ค่าเตรียมเอกสาร ไปจนถึงงบสำรองสำหรับการแก้ไขหรือทดสอบเพิ่มเติม เพื่อป้องกันงบบานปลายและลดความล่าช้าระหว่างดำเนินการ</p>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">FAQ</h2>
<section class="decr-faq">
<div class="decr-faq__item">
<p class="decr-faq__question"><strong>Q1: ค่าธรรมเนียมจด อย. จ่ายครั้งเดียวจบไหม หรือต้องจ่ายซ้ำ?</strong></p>
<div class="decr-faq__answer">
<p>A: ค่าธรรมเนียมขึ้นทะเบียนจ่ายครั้งแรกเมื่อยื่น แต่ทะเบียน อย. ส่วนใหญ่มีอายุจำกัด เช่น อาหารเสริมต้องต่ออายุทุก 3 ปี และมีค่าต่ออายุที่ต้องจ่ายด้วย นอกจากนั้นถ้าต้องการเปลี่ยนแปลงข้อมูล เช่น สูตร หรือฉลาก ก็มีค่าธรรมเนียมแก้ไขเพิ่มเติม</p>
</div>
</div>
<div class="decr-faq__item">
<p class="decr-faq__question"><strong>Q2: อาหารเสริมกับเครื่องสำอาง อันไหนค่าใช้จ่ายน้อยกว่ากัน?</strong></p>
<div class="decr-faq__answer">
<p>A: เครื่องสำอางโดยรวมค่าใช้จ่ายถูกกว่า เพราะใช้ระบบแจ้งข้อมูลแทนการขึ้นทะเบียน และมักไม่ต้องทดสอบห้องแล็บมากเท่าอาหารเสริม อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับประเภทและสูตรของสินค้าด้วย</p>
</div>
</div>
<div class="decr-faq__item">
<p class="decr-faq__question"><strong>Q3: ถ้าถูกปฏิเสธ ค่าธรรมเนียมที่จ่ายไปแล้วได้คืนไหม?</strong></p>
<div class="decr-faq__answer">
<p>A: ค่าธรรมเนียมที่จ่ายให้ อย. โดยทั่วไปจะไม่คืนแม้ถูกปฏิเสธ นั่นคือเหตุผลสำคัญที่ต้องเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนและถูกต้องก่อนยื่น เพื่อลดโอกาสถูกปฏิเสธและต้องเสียค่าธรรมเนียมซ้ำ</p>
</div>
</div>
<div class="decr-faq__item">
<p class="decr-faq__question"><strong>Q4: สินค้านำเข้าค่าใช้จ่ายจด อย. ต่างจากสินค้าผลิตในไทยไหม?</strong></p>
<div class="decr-faq__answer">
<p>A: ค่าธรรมเนียม อย. เหมือนกัน แต่ค่าใช้จ่ายอื่นอาจต่างกัน สินค้านำเข้ามักมีค่าแปลเอกสารเพิ่ม และอาจต้องมีเอกสารรับรองจากประเทศต้นทางที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม</p>
</div>
</div>
<div class="decr-faq__item">
<p class="decr-faq__question"><strong>Q5: ค่าบริการที่ปรึกษาจด อย. อยู่ที่เท่าไหร่?</strong></p>
<div class="decr-faq__answer">
<p>A: ค่าบริการที่ปรึกษาขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและความซับซ้อนของเคส โดยทั่วไปอยู่ในช่วง 10,000-100,000 บาทต่อผลิตภัณฑ์ ควรขอใบเสนอราคาโดยละเอียดพร้อมรายการบริการที่ครอบคลุมก่อนตัดสินใจ</p>
</div>
</div>
</section>
<hr />
<p>ถ้าคุณต้องการทราบค่าใช้จ่ายที่แม่นยำสำหรับผลิตภัณฑ์ของคุณโดยเฉพาะ ทีมงาน <a href="https://csrich1.com/" rel="noopener">C&amp;S Rich1</a> ยินดีให้คำปรึกษาและประเมินงบเบื้องต้นฟรี ด้วยประสบการณ์ 7 ปีและ 500+ เคส เราช่วยให้คุณวางแผนได้แม่นยำและประหยัดกว่าการลองผิดลองถูกเอง</p>
<p>ดูรายละเอียดบริการเพิ่มเติมได้ที่ <a href="https://www.csrich1.com/fda-registration-service/" rel="noopener">บริการจด อย. ครบวงจร</a></p>
<hr />
<p>📲 Tel: <a href="tel:+66645607779" rel="noopener">064-560-7779</a></p>
<p>💬 Line: @cs0645607779</p>
<p>📩 Email: <a href="mailto:csrich188@gmail.com" rel="noopener">csrich188@gmail.com</a></p>
<p>📚 Facebook: <a href="https://www.facebook.com/p/%E0%B8%88%E0%B8%94-%E0%B8%AD%E0%B8%A2-%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%97-%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%AA-%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8A1-%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94-100069116491327/?_rdc=1&amp;_rdr=#" rel="noopener" target="_blank">จด อย บริษัท ซีแอนด์เอสริช1 จำกัด</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ตัวอย่างข้อความโฆษณาผิดกฎหมาย vs โฆษณาถูกกฎหมาย เปรียบเทียบชัด</title>
		<link>https://csrich1.com/legal-vs-illegal-advertising-examples/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 12 May 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ขอใบอนุญาตโรงงาน]]></category>
		<category><![CDATA[โฆษณาผิดกฎหมาย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://csrich1.com/legal-vs-illegal-advertising-examples/</guid>

					<description><![CDATA[ตัวอย่างโฆษณาถูกกฎหมายและโฆษณาผิดกฎหมาย อาหารเสริม เครื่องสำอาง ยา เครื่องมือแพทย์ คำที่ห้ามใช้เด็ดขาด โทษ และวิธีตรวจสอบก่อนลงโฆษณา]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ตัวอย่างโฆษณาผิดกฎหมาย</strong> และโฆษณาถูกกฎหมายมักต่างกันที่รายละเอียดเล็ก ๆ ที่คนมองข้ามง่าย เช่น คำว่า &#8220;ช่วย&#8221; กับ &#8220;รักษา&#8221; หรือ &#8220;บำรุง&#8221; กับ &#8220;แก้&#8221; คำเหล่านี้มีความหมายทางกฎหมายต่างกันมาก และอาจเป็นเส้นแบ่งระหว่างโฆษณาที่ใช้งานได้กับโฆษณาที่โดนปรับ</p>
<p>บทความนี้จะรวบรวมตัวอย่างข้อความโฆษณาจริง ในแต่ละประเภทสินค้า พร้อมตารางเปรียบเทียบว่าแบบไหนถูก แบบไหนผิด คำที่ห้ามใช้เด็ดขาด โทษที่จะได้รับ และวิธีตรวจสอบข้อความโฆษณาของตัวเองก่อนลงจริง</p>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">โฆษณาทั่วไป ทำไมถึงมีโอกาสผิดกฎหมายได้</h2>
<p>กฎหมายไม่ได้ดูแค่ว่า &#8220;ดูปกติหรือเปล่า&#8221; แต่ดูที่ &#8220;ข้อความนั้นอ้างอะไร&#8221; และ &#8220;มีหลักฐานรองรับหรือเปล่า&#8221;</p>
<p>พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 และพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ. 2551 ต่างกำหนดว่าโฆษณาสินค้าในกลุ่มที่ อย. ดูแลต้องได้รับอนุญาตก่อน และข้อความต้องตรงกับที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ถ้าเพิ่มสรรพคุณเองโดยไม่มีหลักฐาน นั่นคือผิดกฎหมายทันที แม้ว่าคู่แข่งจะทำแบบเดียวกันก็ตาม</p>
<p><img decoding="async" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/portrait-beautiful-young-asian-woman-beauty-vlogger-making-make-up-looking-camer-scaled.jpg" alt="ผลิตโฆษณาเกินจริง" /></p>
<p>สาเหตุหลักที่ทำให้โฆษณาผิดกฎหมายโดยที่ผู้ประกอบการไม่รู้ตัว มีอยู่ 3 ข้อ:</p>
<ul>
<li>ใช้คำที่มีนัยยะทางการแพทย์โดยไม่มีหลักฐานรองรับ</li>
<li>อ้างสรรพคุณเกินกว่าที่ได้รับอนุญาตจาก อย.</li>
<li>ไม่ได้ยื่นขอใบอนุญาตโฆษณาก่อนลงโฆษณาเลย</li>
</ul>
<div style="background-color: #fff8e1; border-left: 4px solid #FFC107; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">
<p style="font-weight: bold; color: #f57f17; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">จุดสำคัญ:</p>
<p>โฆษณาสินค้าที่ อย. กำกับดูแลทุกชิ้น ต้องได้รับอนุญาตก่อนลงโฆษณา ไม่ว่าจะเป็นโพสต์ Facebook, รีวิวที่จ้างมา, หรือแม้แต่ป้ายในร้าน ถ้าข้อความยังไม่ได้รับอนุญาต ทุกช่องทางที่ลงถือว่าผิดกฎหมาย</p>
</div>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ตัวอย่างเปรียบเทียบโฆษณาถูกกฎหมาย vs โฆษณาผิดกฎหมาย</h2>
<p>ตัวอย่างต่อไปนี้แสดงให้เห็นชัดว่าข้อความที่ดูคล้ายกันมาก แต่ความแตกต่างเล็กน้อยในการเลือกคำส่งผลต่างกันอย่างสิ้นเชิงในแง่กฎหมาย</p>
<h4>อาหารเสริม</h4>
<p>โฆษณาเกี่ยวกับอาหารเสริมจำเป็นต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดทางกฎหมาย ตารางด้านล่างนี้เป็นตัวอย่างเปรียบเทียบข้อความโฆษณาที่ไม่เหมาะสม และข้อความที่สามารถใช้ได้อย่างถูกต้องตาม</p>
<table style="width: 100%; border-collapse: collapse;">
<thead>
<tr>
<th scope="col"><strong>ข้อความโฆษณาที่ผิดกฎหมาย</strong></th>
<th scope="col"><strong>ข้อความโฆษณาที่ถูกกฎหมาย</strong></th>
<th scope="col"><strong>เหตุผล</strong></th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<td>รักษาโรคเบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือดได้จริง</td>
<td>ช่วยบำรุงร่างกาย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพ</td>
<td>รักษา เป็นนัยยะทางการแพทย์ที่ต้องมีหลักฐานทางคลินิก</td>
</tr>
<tr>
<td>กินแล้วผอม 5 กิโลใน 2 สัปดาห์</td>
<td>ส่วนประกอบที่อาจช่วยสนับสนุนการควบคุมน้ำหนัก</td>
<td>อ้างผลลัพธ์ชัดเจนโดยไม่มีหลักฐานรองรับ</td>
</tr>
<tr>
<td>เพิ่มภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรคได้ 100%</td>
<td>มีวิตามิน C และสังกะสี ซึ่งมีส่วนช่วยในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน</td>
<td>ข้อความแรกอ้างผลป้องกันโรค ข้อความที่สองอิงตามหน้าที่ทางโภชนาการที่มีหลักฐาน</td>
</tr>
<tr>
<td>แก้ปัญหานอนไม่หลับ หลับสนิททันที</td>
<td>มีสารสกัดจากดอกคาโมมายล์ที่ช่วยให้ผ่อนคลาย</td>
<td>&#8220;แก้ปัญหา&#8221; และ &#8220;ทันที&#8221; เป็นการอ้างสรรพคุณเกินจริง</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h4>เครื่องสำอาง</h4>
<p>การโฆษณาเครื่องสำอางต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของกฎหมาย เพื่อไม่ให้มีการกล่าวอ้างสรรพคุณเกินจริง ตารางด้านล่างนี้เป็นตัวอย่างเปรียบเทียบข้อความโฆษณาที่ไม่เหมาะสม และข้อความที่สามารถใช้ได้อย่างถูกต้องตามหลักการโฆษณาเครื่องสำอาง</p>
<table style="width: 100%; border-collapse: collapse;">
<thead>
<tr>
<th scope="col"><strong>ข้อความโฆษณาที่ผิดกฎหมาย</strong></th>
<th scope="col"><strong>ข้อความโฆษณาที่ถูกกฎหมาย</strong></th>
<th scope="col"><strong>เหตุผล</strong></th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<td>รักษาสิวหายถาวร ไม่กลับมาอีก</td>
<td>ช่วยดูแลผิวที่เป็นสิว ลดความมันส่วนเกิน</td>
<td>เครื่องสำอางรักษาโรคไม่ได้ ถ้าอ้างรักษาจะเข้าข่ายยา</td>
</tr>
<tr>
<td>ลบรอยแผลเป็นได้ใน 7 วัน</td>
<td>บำรุงผิวให้ดูเรียบเนียน ลดการมองเห็นของรอยหมองคล้ำ</td>
<td>&#8220;ลบรอยแผลเป็น&#8221; เป็นสรรพคุณเกินกว่าขอบเขตของเครื่องสำอาง</td>
</tr>
<tr>
<td>กระชับผิว แก้หย่อนคล้อย เหมือนยกหน้า</td>
<td>ให้ความรู้สึกผิวกระชับ มีความชุ่มชื้น</td>
<td>&#8220;แก้หย่อนคล้อย&#8221; มีนัยยะทางการแพทย์ที่ต้องใช้ผลิตภัณฑ์เฉพาะ</td>
</tr>
<tr>
<td>ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว</td>
<td>สูตร Oil Control ช่วยควบคุมความมันบนผิวหน้า</td>
<td>&#8220;ฆ่าเชื้อ&#8221; เป็นการอ้างสรรพคุณเชิงยา ต้องมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h4>เครื่องมือแพทย์</h4>
<p>การโฆษณาเครื่องมือแพทย์ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายอย่างเคร่งครัด เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ตารางด้านล่างนี้เป็นตัวอย่างเปรียบเทียบข้อความโฆษณาที่ไม่เหมาะสม และข้อความที่สามารถใช้ได้อย่างถูกต้องตามหลักการโฆษณาเครื่องมือแพทย์</p>
<table style="width: 100%; border-collapse: collapse;">
<thead>
<tr>
<th scope="col"><strong>ข้อความโฆษณาที่ผิดกฎหมาย</strong></th>
<th scope="col"><strong>ข้อความโฆษณาที่ถูกกฎหมาย</strong></th>
<th scope="col"><strong>เหตุผล</strong></th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<td>รักษามะเร็งได้ วิจัยแล้วในญี่ปุ่น</td>
<td>อุปกรณ์ช่วยตรวจวัดสัญญาณชีพ ใช้ในการติดตามสุขภาพ</td>
<td>อ้างรักษาโรคร้ายแรงโดยไม่มีหลักฐานที่ผ่านการตรวจสอบในไทย</td>
</tr>
<tr>
<td>เครื่องนาโน ลดความเจ็บปวดเรื้อรังได้ 100%</td>
<td>อุปกรณ์นวดกล้ามเนื้อ ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด</td>
<td>อ้างผลชัดเจนโดยไม่มีหลักฐานรับรองตามมาตรฐาน อย.</td>
</tr>
<tr>
<td>แทนการผ่าตัด ไม่ต้องพบแพทย์</td>
<td>ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้งาน ใช้เป็นอุปกรณ์เสริม</td>
<td>ห้ามโฆษณาให้ผู้บริโภคหลีกเลี่ยงการพบแพทย์</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h4>ยา</h4>
<p>การโฆษณายาอยู่ภายใต้การควบคุมที่เข้มงวดเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีผลโดยตรงต่อร่างกายและสุขภาพของผู้ใช้ ตารางด้านล่างนี้เป็นตัวอย่างเปรียบเทียบข้อความโฆษณาที่ไม่เหมาะสม และข้อความที่สามารถใช้ได้อย่างถูกต้องตามหลักการโฆษณายา</p>
<table style="width: 100%; border-collapse: collapse;">
<thead>
<tr>
<th scope="col"><strong>ข้อความโฆษณาที่ผิดกฎหมาย</strong></th>
<th scope="col"><strong>ข้อความโฆษณาที่ถูกกฎหมาย</strong></th>
<th scope="col"><strong>เหตุผล</strong></th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<td>หายไข้ใน 1 ชั่วโมง รับประกัน</td>
<td>ใช้บรรเทาอาการไข้ และปวดศีรษะ ตามคำแนะนำของเภสัชกร</td>
<td>รับประกันผลลัพธ์เฉพาะเจาะจงโดยไม่มีหลักฐาน</td>
</tr>
<tr>
<td>ไม่มีผลข้างเคียง ปลอดภัย 100%</td>
<td>ควรอ่านฉลากก่อนใช้ และปรึกษาเภสัชกรหากมีโรคประจำตัว</td>
<td>ยาทุกชนิดมีความเสี่ยง การอ้างว่าปลอดภัย 100% เป็นความเท็จ</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<hr />
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">คำที่ห้ามใช้โดยเด็ดขาดในโฆษณา อย.</h2>
<p>คำเหล่านี้ถ้าปรากฏในโฆษณาสินค้าประเภท อาหารเสริม เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ หรือยา ถือว่าผิดกฎหมายทันทีในเกือบทุกกรณี เว้นแต่จะเป็นยาที่ได้รับอนุญาตเฉพาะ และมีหลักฐานทางคลินิกรองรับ</p>
<p><strong>คำที่อ้างว่า &#8220;รักษา&#8221; หรือ &#8220;แก้ไข&#8221; โรค:</strong></p>
<ul>
<li>รักษา, แก้, หาย, หยุด, ยับยั้ง (ในบริบทของโรคเฉพาะ)</li>
<li>บำบัด, ฟื้นฟู (ในบริบทของโรค)</li>
<li>กำจัด (เชื้อโรค, มะเร็ง, ฯลฯ)</li>
</ul>
<p><strong>คำที่อ้างผลลัพธ์เกินจริงหรือรับประกัน:</strong></p>
<ul>
<li>100%, รับประกัน, แน่นอน, ทันที</li>
<li>ภายใน X วัน / X ชั่วโมง (ถ้าไม่มีหลักฐาน)</li>
<li>ถาวร, ไม่กลับมาอีก</li>
</ul>
<p><strong>คำที่ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นยา (สำหรับเครื่องสำอาง/อาหารเสริม):</strong></p>
<ul>
<li>ฆ่าเชื้อ, ต้านเชื้อแบคทีเรีย (ถ้าไม่มีการรับรอง)</li>
<li>ลดการอักเสบ, แก้อักเสบ (ในบริบททางการแพทย์)</li>
<li>ป้องกันโรค, ต้านมะเร็ง</li>
</ul>
<p><strong>คำที่อ้างอิงผู้เชี่ยวชาญโดยไม่มีหลักฐาน:</strong></p>
<ul>
<li>แพทย์แนะนำ (ถ้าไม่มีหลักฐาน)</li>
<li>วิจัยพิสูจน์แล้ว (ถ้าไม่มีงานวิจัยจริง)</li>
<li>ใช้ในโรงพยาบาล (ถ้าไม่เป็นความจริง)</li>
</ul>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">คำที่ใช้ได้แต่ต้องระวัง</h2>
<p>คำกลุ่มนี้ไม่ได้ห้ามเสมอไป แต่ใช้ผิดบริบท หรือใช้กับสินค้าผิดประเภทก็ผิดได้เช่นกัน ต้องดูว่าสินค้านั้นมีหลักฐานรองรับสรรพคุณนั้นหรือเปล่า และข้อความที่ขอใบอนุญาตไว้ครอบคลุมข้อความนั้นหรือเปล่า เช่น</p>
<ul>
<li><strong>&#8220;ช่วย&#8221;</strong> &#8211; ใช้ได้ถ้าตามด้วยสรรพคุณที่มีหลักฐาน เช่น &#8220;ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น&#8221;</li>
<li><strong>&#8220;บำรุง&#8221;</strong> &#8211; ใช้ได้กับเครื่องสำอางและอาหารเสริม แต่ต้องไม่เกินขอบเขตที่ได้รับอนุญาต</li>
<li><strong>&#8220;ลด&#8221;</strong> &#8211; ใช้ได้ถ้ามีข้อมูลสนับสนุน เช่น &#8220;ลดความมัน&#8221; แต่ไม่ใช่ &#8220;ลดการอักเสบเรื้อรัง&#8221; สำหรับเครื่องสำอาง</li>
<li><strong>&#8220;ส่งเสริม&#8221;</strong> &#8211; ใช้ได้ถ้าไม่อ้างการรักษาโรค เช่น &#8220;ส่งเสริมสุขภาพผิว&#8221;</li>
<li><strong>&#8220;สนับสนุน&#8221;</strong> &#8211; เช่น &#8220;สนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน&#8221; ใช้ได้ถ้ามีหลักฐานทางโภชนาการรองรับ</li>
</ul>
<p>หลักการง่าย ๆ คือ ถ้าข้อความนั้นทำให้ผู้บริโภคเชื่อว่าสินค้าจะ แก้ไขโรค หรือ ทดแทนการรักษาทางการแพทย์ ต้องระวังไว้ก่อนว่าอาจผิดกฎหมาย</p>
<div style="background-color: #fbe9e7; border-left: 4px solid #FF5722; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">
<p style="font-weight: bold; color: #d84315; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">ข้อควรระวัง:</p>
<p>Influencer และ KOL ที่รีวิวสินค้าก็อยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ถ้า Influencer พูดเกินกว่าที่ได้รับอนุญาต ทั้ง Influencer และเจ้าของสินค้าอาจถูกดำเนินคดีได้ ต้องให้ Script ที่ถูกต้องกับ Influencer ทุกคนก่อนลงคอนเทนต์</p>
</div>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">โทษของการใช้ข้อความโฆษณาผิดกฎหมาย</h2>
<p>โทษสำหรับโฆษณาผิดกฎหมายไม่ใช่แค่ค่าปรับเล็กน้อย แต่มีผลกระทบเป็นลูกโซ่ที่ส่งผลต่อธุรกิจระยะยาวด้วย</p>
<p><strong>โทษทางกฎหมาย:</strong></p>
<ul>
<li>ปรับสูงสุด <strong>200,000 บาท</strong> ต่อครั้ง (สำหรับโฆษณายาที่ผิดกฎหมาย)</li>
<li>ปรับสูงสุด <strong>50,000 บาท</strong> ต่อครั้ง (สำหรับโฆษณาอาหารและผลิตภัณฑ์อื่น)</li>
<li>กรณีร้ายแรง อาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี</li>
<li>สั่งระงับการโฆษณา และถอดโฆษณาออกทุกช่องทาง</li>
</ul>
<p><strong>ผลกระทบต่อธุรกิจ:</strong></p>
<ul>
<li>อาจถูกพักหรือเพิกถอนใบอนุญาตผลิต/จำหน่าย</li>
<li>เสียชื่อเสียงแบรนด์ถ้าข่าวออกสู่สาธารณะ</li>
<li>ถ้าเกิดซ้ำหลายครั้ง โทษจะหนักขึ้นเรื่อย ๆ</li>
</ul>
<p><img decoding="async" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/arrangement-with-money-gavel-calculator-contract-scaled.jpg" alt="โทษทางกฎหมายปรับเงิน" /></p>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">วิธีตรวจสอบว่าข้อความโฆษณาของตัวเองปลอดภัยไหม</h2>
<p>ก่อนเผยแพร่โฆษณา ไม่ว่าจะเป็นโพสต์บนโซเชียล เว็บไซต์ หรือข้อความบนแพ็กเกจ ควรตรวจสอบเนื้อหาเบื้องต้นก่อนทุกครั้ง เพราะแม้ข้อความจะดูทั่วไปหรือพบเห็นได้บ่อย ก็อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายได้ โดยสามารถเช็กเบื้องต้นได้ด้วย ขั้นตอนต่อไปนี้</p>
<h4>ขั้นตอนที่ 1 &#8211; ตรวจว่ามีใบอนุญาตโฆษณาหรือยัง</h4>
<p>ใบอนุญาตโฆษณาต้องขอแยกต่างหากจากการจด อย. สินค้าที่ขึ้นทะเบียนแล้วยังไม่ได้มีสิทธิ์โฆษณาทุกข้อความ ต้องยื่นขอ &#8220;ใบอนุญาตโฆษณา&#8221; สำหรับข้อความที่ต้องการใช้ก่อนเสมอ</p>
<h4>ขั้นตอนที่ 2 &#8211; เปรียบเทียบข้อความกับที่ได้รับอนุญาต</h4>
<p>ข้อความที่ได้รับอนุญาตจะระบุไว้ชัดเจนในเอกสารอนุญาต ให้นำข้อความที่จะใช้มาเปรียบเทียบทีละจุด ถ้ามีส่วนที่เพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงจากที่ได้รับอนุญาต ต้องยื่นขออนุญาตใหม่ก่อน</p>
<h4>ขั้นตอนที่ 3 &#8211; ตรวจสอบ &#8220;คำต้องห้าม&#8221;</h4>
<p>ใช้ Checklist ง่าย ๆ ว่าข้อความนั้นมีคำที่อ้างการรักษาโรค รับประกันผลลัพธ์ หรืออ้างผู้เชี่ยวชาญโดยไม่มีหลักฐานหรือเปล่า ถ้ามีแม้แต่คำเดียว ให้แก้ไขก่อนลง</p>
<h4>ขั้นตอนที่ 4 &#8211; ตรวจสอบ Visual ด้วย ไม่ใช่แค่ข้อความ</h4>
<p>รูปภาพและ Infographic ก็อยู่ภายใต้กฎหมายโฆษณาด้วย เช่น รูปที่แสดงให้เห็นว่าสินค้า &#8220;รักษา&#8221; โรค หรือ Before/After ที่แสดงผลเกินจริง ก็ถือว่าผิดกฎหมาย</p>
<div style="background-color: #e8f5e9; border-left: 4px solid #4CAF50; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">
<p style="font-weight: bold; color: #2e7d32; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">Tips:</p>
<p>ถ้าไม่แน่ใจว่าข้อความใดผิดหรือถูก วิธีที่ปลอดภัยที่สุด คือยื่นขอตรวจก่อนลงโฆษณา การขอปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย อย. ล่วงหน้าสักครั้งช่วยประหยัดค่าปรับ และปัญหาที่ตามมาได้มาก</p>
</div>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">สรุป</h2>
<p>เส้นแบ่งระหว่าง <strong>ตัวอย่างโฆษณาผิดกฎหมาย</strong> และถูกกฎหมายอยู่ที่การเลือกใช้คำอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะคำที่มีนัยยะเชิงการรักษาโรค การรับประกันผลลัพธ์ และการอ้างผู้เชี่ยวชาญโดยไม่มีหลักฐาน สิ่งสำคัญคือต้องขอใบอนุญาตโฆษณาก่อนทุกครั้ง และใช้ข้อความตรงตามที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น</p>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">FAQ คำถามที่พบบ่อย</h2>
<p><strong>Q1: ต้องขอใบอนุญาตโฆษณาสำหรับโพสต์ในโซเชียลมีเดียด้วยไหม?</strong></p>
<p>A: ใช่ โพสต์ Facebook, Instagram, TikTok และช่องทางออนไลน์อื่น ๆ ล้วนถือเป็นการโฆษณาตามกฎหมาย ต้องได้รับอนุญาตก่อนลงโพสต์เช่นเดียวกับโฆษณาทางทีวีหรือวิทยุ</p>
<p><strong>Q2: ถ้า Influencer รีวิวสินค้าเกินจริง เจ้าของสินค้าจะ</strong><strong>มีความผิดด้วยไหม?</strong></p>
<p>A: มีโอกาสผิดด้วย ถ้า Influencer ใช้ข้อความ หรืออ้างสรรพคุณที่เกินกว่าที่ได้รับอนุญาต เจ้าของสินค้าสามารถถูกดำเนินคดีได้ด้วย ต้องกำหนดขอบเขตข้อความให้ Influencer ล่วงหน้า</p>
<p><strong>Q3: ข้อความ Before/After ใช้ได้ไหมในโฆษณาเครื่องสำอาง?</strong></p>
<p>A: ใช้ได้ แต่ต้องระมัดระวัง ถ้า Before/After แสดงผลที่เกินขอบเขตของเครื่องสำอาง เช่น ลบแผลเป็น หรือลดริ้วรอยถาวร อาจผิดกฎหมายได้ ต้องตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญก่อน</p>
<p><strong>Q4: ใบอนุญาตโฆษณาที่ขอไว้ใช้กับทุกช่องทางได้เลยไหม?</strong></p>
<p>A: ขึ้นอยู่กับขอบเขตของใบอนุญาตที่ขอไว้ บางกรณีต้องระบุช่องทางโฆษณาด้วย ควรตรวจสอบเอกสารอนุญาตให้ชัดเจนก่อนลงโฆษณาในช่องทางใหม่</p>
<p><strong>Q5: ถ้าโฆษณาผ่าน อย. แล้ว ยังต้องระวังอะไรอีกไหม?</strong></p>
<p>A: ต้องใช้ข้อความตรงตามที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ห้ามเพิ่มหรือดัดแปลงข้อความเอง และต้องต่ออายุใบอนุญาตตามกำหนด ถ้าต้องการเพิ่มข้อความใหม่ต้องยื่นขออนุญาตใหม่ก่อนเสมอ</p>
<p>ถ้าต้องการให้มืออาชีพช่วยดูแลตั้งแต่การขอใบอนุญาตโฆษณา ไปจนถึงตรวจสอบข้อความก่อนลง ทีมงาน <a href="https://csrich1.com/" rel="noopener">C&amp;S Rich1</a> ให้บริการครบวงจรมากกว่า 7 ปี ดูรายละเอียดบริการได้ที่ <a href="https://csrich1.com/advertising-license-service/" rel="noopener">บริการขอใบอนุญาตโฆษณา</a></p>
<hr />
<p>📲 Tel: <a href="tel:+66645607779" rel="noopener">064-560-7779</a></p>
<p>💬 Line: @cs0645607779</p>
<p>📩 Email: <a href="mailto:csrich188@gmail.com" rel="noopener">csrich188@gmail.com</a></p>
<p>📚 Facebook: <a href="https://www.facebook.com/p/%E0%B8%88%E0%B8%94-%E0%B8%AD%E0%B8%A2-%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%97-%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%AA-%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8A1-%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94-100069116491327/?_rdc=1&amp;_rdr=#" rel="noopener" target="_blank">จด อย บริษัท ซีแอนด์เอสริช1 จำกัด</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จด อย อาหารเสริม ทำอย่างไร? คู่มือขั้นตอนสำหรับผู้ประกอบการใหม่</title>
		<link>https://csrich1.com/fda-food-supplement-registration-steps/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 12 May 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[จด อย. อาหารเสริม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://csrich1.com/fda-food-supplement-registration-steps/</guid>

					<description><![CDATA[จด อย. อาหารเสริม ต้องเตรียมเอกสาร ยื่นผ่าน E-submission และรอพิจารณา 30-180 วัน รวมขั้นตอนครบจบ พร้อมช่องทางออนไลน์และค่าใช้จ่ายที่ต้องรู้]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การจด อย. อาหารเสริม เริ่มจากเตรียมสูตรสินค้า และข้อมูลส่วนประกอบ เลือกโรงงานที่มีมาตรฐาน จากนั้นออกแบบฉลากให้ถูกต้องตามกฎหมาย แล้วรวบรวมเอกสารต่าง ๆ เพื่อยื่นขอเลข อย. กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เมื่อผ่านการอนุมัติจึงสามารถวางขายสินค้าได้อย่างถูกต้อง</p>
<p>บทความนี้รวบรวมขั้นตอนการจด อย. อาหารเสริมแบบครบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การจัดประเภทผลิตภัณฑ์ เตรียมเอกสาร ส่งทดสอบแล็บ จนถึงการยื่นคำขอผ่านช่องทางออนไลน์ พร้อมระยะเวลาและค่าใช้จ่ายที่ผู้ประกอบการใหม่ต้องรู้ก่อนเริ่มต้น</p>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">จด อย. อาหารเสริม คืออะไร และกฎหมายบังคับหรือเปล่า?</h2>
<p><strong>ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Food Supplement)</strong> คือ ผลิตภัณฑ์ที่ให้สารอาหารเพิ่มเติมนอกเหนือจากอาหารปกติ เช่น วิตามิน แร่ธาตุ สมุนไพรสกัด หรือกรดอะมิโน ในไทยผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้อยู่ภายใต้การกำกับของ <strong>พ.ร.บ. อาหาร พ.ศ. 2522</strong> และต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก่อนจำหน่าย</p>
<p>กฎหมายบังคับชัดเจนว่าห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายอาหารเสริมที่ยังไม่ผ่านการขึ้นทะเบียน หรือแจ้งรายละเอียดกับ อย. โทษสูงสุด คือจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ยังถูกสั่งยึดและทำลายสินค้าทั้งหมด</p>
<p><img decoding="async" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/alternative-medicine-vitamin-supplements-from-natural-herbs-2-scaled.jpg" alt="ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร" /></p>
<div style="background-color: #FFF8E1; border-left: 4px solid #FFC107; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">
<p style="font-weight: bold; color: #F57F17; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">จุดสำคัญ:</p>
<p style="margin: 0; color: #333;">อาหารเสริมในไทยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ (1) อาหารควบคุมเฉพาะ ซึ่งต้องขอเลข อย. เต็มกระบวนการ และ (2) อาหารทั่วไป ซึ่งแจ้งรายละเอียดแบบ อย.3 ใช้เวลาน้อยกว่า การรู้ว่าผลิตภัณฑ์ของคุณอยู่กลุ่มไหนช่วยประหยัดเวลาได้มาก</p>
</div>
<hr />
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ขั้นตอนการจด อย. อาหารเสริม มีกี่ขั้นและต้องทำอะไรบ้าง?</h2>
<p>กระบวนการ<a href="https://csrich1.com/fda-registration-service/" rel="noopener"><strong>จด อย. อาหารเสริม</strong></a><a href="https://csrich1.com/fda-registration-service/" rel="noopener">มี</a>ทั้งหมด 5 ขั้นตอนหลัก แต่ละขั้นมีรายละเอียดที่ต้องเตรียมต่างกัน ถ้าเข้าใจภาพรวมทั้งหมดก่อน จะวางแผนได้ดีขึ้นและไม่ต้องรีบเร่งในช่วงท้าย ผู้ประกอบการหลายรายที่มาหาเราหลังจากติดขัดในขั้นตอนใดขั้นหนึ่งมักบอกว่า &quot;รู้แบบนี้ตั้งแต่ต้นก็ดี&quot;</p>
<h4>1. จัดประเภทผลิตภัณฑ์ให้ถูกต้องก่อนเริ่ม</h4>
<p>ขั้นตอนนี้สำคัญที่สุดแต่หลายคนข้ามไป อาหารเสริมไม่ได้มีประเภทเดียว อย. แบ่งออกเป็นหลายหมวด เช่น</p>
<ul>
<li> วิตามิน </li>
<li>เกลือแร่ </li>
<li>สมุนไพร </li>
<li>โปรตีน </li>
<li>กรดอะมิโน </li>
<li>โปรไบโอติก </li>
</ul>
<p>แต่ละหมวดมีเงื่อนไขการขออนุญาตที่ต่างกัน และการเข้าข่ายเป็น &quot;ยา&quot; แทนที่จะเป็น &quot;อาหารเสริม&quot; จะทำให้กระบวนการยากขึ้นหลายเท่า</p>
<p>คือ ดูจากส่วนผสมหลัก และสรรพคุณที่ระบุบนฉลาก ถ้าผลิตภัณฑ์อ้างสรรพคุณรักษาโรค หรือบรรเทาอาการ จะถูกพิจารณาเป็น &quot;ยา&quot; ไม่ใช่อาหารเสริม ถ้าไม่แน่ใจ ให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนดำเนินการต่อ เพราะการจัดประเภทผิดตั้งแต่ต้นทำให้ต้องยื่นใหม่ทั้งหมด</p>
<p><img decoding="async" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/young-adult-reviewing-documents-data-remote-work-2-scaled.jpg" alt="เตรียมเอกสารให้ครบตามที่ อย. กำหนด" /></p>
<h4>2. เตรียมเอกสารให้ครบตามที่ อย. กำหนด</h4>
<p>เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประกอบด้วยหลายชุด โดยทั่วไปมีดังนี้:</p>
<ul>
<li><strong>หนังสือรับรองบริษัท</strong> อายุไม่เกิน 6 เดือน</li>
<li><strong>ใบอนุญาตผลิต นำเข้า หรือจัดจำหน่าย</strong> แล้วแต่รูปแบบธุรกิจ</li>
<li><strong>สูตรส่วนผสมครบทุกรายการ</strong> พร้อมปริมาณที่ชัดเจน</li>
<li><strong>ผลการทดสอบจากห้องแล็บที่ได้รับการรับรอง</strong> ได้แก่ ผลวิเคราะห์ทางโภชนาการ ผลทดสอบจุลชีววิทยา และผลทดสอบความปลอดภัย</li>
<li><strong>ตัวอย่างฉลากและบรรจุภัณฑ์</strong> ทั้งภาษาไทยและภาษาต้นทาง (กรณีนำเข้า)</li>
<li><strong>Certificate of Analysis (COA) และ Certificate of Free Sale (CFS)</strong> สำหรับสินค้านำเข้า</li>
</ul>
<h4>3. ส่งตัวอย่างทดสอบในห้องแล็บที่ได้รับรอง</h4>
<p>ก่อนยื่นคำขอ ต้องส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ไปทดสอบในห้องแล็บที่ อย. รับรองก่อน ผลการทดสอบที่ต้องมีสำหรับอาหารเสริม ได้แก่ </p>
<ul>
<li>การวิเคราะห์ทางโภชนาการ (Nutritional Analysis) </li>
<li>การทดสอบจุลชีววิทยา (Microbiological Test) </li>
<li>ความปลอดภัยของส่วนผสม</li>
</ul>
<p>จุดที่หลายคนพลาด คือการส่งทดสอบช้าเกินไป เพราะผลแล็บใช้เวลา 2-8 สัปดาห์ขึ้นอยู่กับประเภทผลิตภัณฑ์ ควรส่งทดสอบตั้งแต่เนิ่น ๆ ในขณะที่กำลังเตรียมเอกสารส่วนอื่นไปพร้อมกัน จะช่วยย่นเวลาโดยรวมได้มาก</p>
<h4>4. ยื่นคำขอผ่านระบบ E-submission ของ อย.</h4>
<p>ปัจจุบัน อย. ให้ยื่นคำขอผ่านระบบออนไลน์เป็นหลักผ่าน <strong>Privus (ระบบ e-Submission)</strong> ที่ <a href="https://privus.fda.moph.go.th/" rel="noopener" target="_blank">privus.fda.moph.go.th</a> ก่อนยื่นต้องลงทะเบียนเป็นผู้ใช้งานระบบก่อน แล้วเลือกประเภทคำขอที่ตรงกับผลิตภัณฑ์</p>
<ul>
<li>ลงทะเบียนบัญชีผู้ใช้งาน → ยืนยันตัวตนด้วยบัตรประชาชน</li>
<li>เลือกประเภทคำขอ (อาหาร → ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร)</li>
<li>กรอกข้อมูลผลิตภัณฑ์และแนบเอกสารทุกรายการ</li>
<li>ชำระค่าธรรมเนียม (ทำออนไลน์ได้)</li>
<li>รอ อย. ตรวจสอบและแจ้งผล</li>
</ul>
<div style="background-color: #E8F5E9; border-left: 4px solid #4CAF50; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">
<p style="font-weight: bold; color: #2E7D32; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">Tips:</p>
<p style="margin: 0; color: #333;">ตรวจสอบให้แน่ใจว่าไฟล์เอกสารทุกรายการอยู่ในรูปแบบ PDF ที่ชัดเจน ขนาดไฟล์ไม่เกินที่ระบบกำหนด และชื่อไฟล์เป็นภาษาอังกฤษ เพราะระบบ Privus มักปฏิเสธไฟล์ที่ชื่อเป็นภาษาไทย หรือมีอักขระพิเศษ</p>
</div>
<p><img decoding="async" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/business-men-talk-2-scaled.jpg" alt="รอการพิจารณาและรับเลข อย." /></p>
<h4>5. รอการพิจารณาและรับเลข อย.</h4>
<p>หลังยื่นครบ เจ้าหน้าที่ อย. จะตรวจสอบเอกสาร และอาจแจ้งให้ส่งข้อมูลเพิ่มเติม ถ้าเอกสารครบ ถูกต้อง จะได้รับเลข อย. ผ่านระบบ E-submission โดยตรง หลังจากนั้นจึงพิมพ์ฉลากจริงที่มีเลข อย. กำกับและเริ่มจำหน่ายได้</p>
<p>ระหว่างรอผลควรติดตามสถานะคำขอในระบบ Privus สม่ำเสมอ เพราะถ้า อย. แจ้งให้ส่งเอกสารเพิ่ม และไม่ตอบภายในเวลาที่กำหนด คำขออาจถูกยกเลิกและต้องยื่นใหม่</p>
<hr />
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ช่องทางออนไลน์ยื่นคำขอ อย. มีช่องทางไหนบ้าง?</h2>
<p>อย. เปิดช่องทางออนไลน์สำหรับผู้ประกอบการไว้หลายระบบ แต่ละระบบรองรับประเภทผลิตภัณฑ์ และคำขอที่ต่างกัน การเลือกระบบให้ถูกตั้งแต่ต้นช่วยลดเวลาที่ต้องเสียไปกับการยื่นผิดช่องทาง</p>
<ul>
<li><strong>Privus (</strong><a href="https://privus.fda.moph.go.th/" rel="noopener" target="_blank"><strong>privus.fda.moph.go.th</strong></a><strong>)</strong> &#8211; ระบบ E-submission หลักสำหรับผลิตภัณฑ์อาหาร ใช้สำหรับขอเลข อย. อาหารเสริม แจ้งรายละเอียดอาหาร และยื่นคำขอต่าง ๆ เกี่ยวกับอาหาร</li>
<li><strong>เว็บไซต์ อย. (</strong><a href="http://fda.moph.go.th/" rel="noopener" target="_blank"><strong>fda.moph.go.th</strong></a><strong>)</strong> &#8211; แหล่งข้อมูลแบบฟอร์ม ประกาศ และระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมถึงลิงก์เข้าระบบต่าง ๆ</li>
<li><strong>Oryor Smart Application</strong> &#8211; แอปพลิเคชันมือถือของ อย. สำหรับตรวจสอบเลข อย. และสถานะผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่ระบบยื่นคำขอ แต่ช่วยในการตรวจสอบข้อมูลระหว่างกระบวนการ</li>
</ul>
<p>สำหรับผู้ประกอบการที่ยื่นครั้งแรก และไม่คุ้นเคยกับระบบ Privus ควรเข้าร่วมอบรมที่ อย. จัดขึ้นเป็นระยะ หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ชำนาญระบบก่อนยื่นจริง เพราะข้อผิดพลาดในการกรอกข้อมูลในระบบอาจทำให้คำขอถูกส่งคืนได้</p>
<hr />
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการจด อย. อาหารเสริม</h2>
<p>ก่อนวางแผนธุรกิจ ต้องเข้าใจก่อนว่า <strong>ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับประเภทผลิตภัณฑ์</strong> ไม่ใช่ตัวเลขเดียวสำหรับทุกกรณี ผู้ประกอบการหลายรายเข้าใจผิดว่าจด อย. ใช้เวลาแค่ไม่กี่สัปดาห์ แล้วพบว่าจริง ๆ ต้องรอนานกว่านั้นมาก</p>
<h4>ระยะเวลาโดยประมาณ</h4>
<p>หากเป็นสูตรทั่วไปและเอกสารถูกต้องตั้งแต่แรก มักอนุมัติได้ค่อนข้างเร็ว แต่ถ้ามีการใช้สารใหม่ สูตรซับซ้อน หรือฉลากไม่ถูกต้อง อาจใช้เวลาตรวจสอบเพิ่มเติมและทำให้ระยะเวลานานขึ้นได้ </p>
<table style="width:100%; border-collapse:collapse;">
<thead>
<tr>
<th scope="col">ประเภทผลิตภัณฑ์</th>
<th scope="col">ระยะเวลาพิจารณา</th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<td>อาหารทั่วไป (แจ้งรายละเอียด)</td>
<td>30-60 วัน</td>
</tr>
<tr>
<td>ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (ขออนุมัติ)</td>
<td>90-180 วัน</td>
</tr>
<tr>
<td>อาหารควบคุมเฉพาะ</td>
<td>3-6 เดือน</td>
</tr>
<tr>
<td>กรณีต้องแก้ไขเอกสาร</td>
<td>บวกเพิ่มทุกรอบที่แก้</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h4>ค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียม</h4>
<p>ค่าใช้จ่ายในการจด อย. อาหารเสริมแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ค่าธรรมเนียมรัฐ และค่าใช้จ่ายเตรียมการ</p>
<ul>
<li><strong>ค่าธรรมเนียมรัฐ:</strong> ประมาณ 500-5,000 บาท ขึ้นอยู่กับประเภทคำขอ</li>
<li><strong>ค่าทดสอบแล็บ:</strong> 5,000-30,000 บาท ขึ้นอยู่กับจำนวนและประเภทการทดสอบ</li>
<li><strong>ค่าที่ปรึกษา (ถ้าใช้):</strong> ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการและความซับซ้อนของสินค้า</li>
</ul>
<div style="background-color: #FBE9E7; border-left: 4px solid #FF5722; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">
<p style="font-weight: bold; color: #D84315; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">ข้อควรระวัง:</p>
<p style="margin: 0; color: #333;">
ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักมองข้ามการเผื่อค่าใช้จ่ายสำหรับการแก้ไขคำขอและการยื่นเอกสารใหม่ในแผนงบประมาณ หากคำขอถูกตีกลับและต้องดำเนินการยื่นซ้ำ อาจมีค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายด้านห้องปฏิบัติการบางส่วนที่ต้องชำระเพิ่มเติมอีกครั้ง
</p>
</div>
<p>สามารถดูรายละเอียดค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้ที่ <a href="https://csrich1.com/fda-registration-guide/" rel="noopener">ค่าใช้จ่ายจด อย. 2026 เตรียมงบเท่าไหร่?</a></p>
<hr />
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">สรุป</h2>
<p>การ<strong>จด อย. อาหารเสริม</strong>ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนเกินไปถ้าเตรียมตัวถูกต้องตั้งแต่แรก ขั้นตอนหลักมี 5 ขั้น เริ่มจากการจัดประเภทผลิตภัณฑ์ให้ถูก เตรียมเอกสารให้ครบ ส่งทดสอบแล็บล่วงหน้า ยื่นผ่านระบบ Privus และติดตามสถานะจนได้เลข อย.</p>
<p>สิ่งที่ทำให้กระบวนการล่าช้าในส่วนใหญ่ คือการเตรียมเอกสารไม่ครบ จัดประเภทผิด หรือทดสอบแล็บช้าเกินไป ถ้าวางแผนให้ดีตั้งแต่ก่อนเริ่มยื่น โอกาสที่จะได้เลข อย. ในรอบแรกโดยไม่ต้องยื่นซ้ำจะสูงขึ้นมาก อ่านเพิ่มเติมเรื่องสาเหตุที่ทำให้จด อย. ไม่ผ่านได้ที่ <a href="https://csrich1.com/blog/fda-registration-rejected-common-problems/" rel="noopener">ทำไมจด อย. ไม่ผ่าน? 6 ปัญหาที่พบบ่อยและวิธีแก้ก่อนยื่น</a></p>
<hr />
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">FAQ</h2>
<section class="decr-faq">
<div class="decr-faq__item">
<p class="decr-faq__question"><strong>Q1: อาหารเสริมทุกประเภทต้องจด อย. หรือเปล่า?</strong></p>
<div class="decr-faq__answer">
<p>A: ใช่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทุกชนิดที่จำหน่ายในไทยต้องได้รับอนุญาตหรือแจ้งรายละเอียดกับ อย. ก่อนวางจำหน่าย แม้จะผลิตเพื่อขายออนไลน์ในปริมาณน้อยก็ตาม ยกเว้นเฉพาะสินค้าที่ผลิตเพื่อบริโภคในครัวเรือนและไม่นำออกจำหน่าย</p>
</div>
</div>
<div class="decr-faq__item">
<p class="decr-faq__question"><strong>Q2: สามารถยื่นจด อย. อาหารเสริมด้วยตัวเองได้ไหม?</strong></p>
<div class="decr-faq__answer">
<p>A: ได้ ผู้ประกอบการยื่นเองผ่านระบบ Privus ได้โดยตรง แต่ต้องเรียนรู้ระบบและข้อกำหนดเอกสารของแต่ละประเภทผลิตภัณฑ์ให้ดีก่อน ถ้าสินค้าซับซ้อนหรือยื่นครั้งแรก การใช้ที่ปรึกษาช่วยลดความเสี่ยงที่จะยื่นผิดและเสียเวลา</p>
</div>
</div>
<div class="decr-faq__item">
<p class="decr-faq__question"><strong>Q3: จด อย. อาหารเสริมนำเข้าต่างจากอาหารเสริมที่ผลิตในไทยอย่างไร?</strong></p>
<div class="decr-faq__answer">
<p>A: กระบวนการหลักเหมือนกัน แต่สินค้านำเข้าต้องมีเอกสารเพิ่มเติมจากประเทศผู้ผลิต ได้แก่ COA, CFS และเอกสารรับรองโรงงาน บางผลิตภัณฑ์ต้องส่งตัวอย่างทดสอบในห้องแล็บไทยเพิ่มเติมด้วย</p>
</div>
</div>
<div class="decr-faq__item">
<p class="decr-faq__question"><strong>Q4: ถ้าเลข อย. อาหารเสริมหมดอายุ ต้องทำอย่างไร?</strong></p>
<div class="decr-faq__answer">
<p>A: เลข อย. ของผลิตภัณฑ์อาหารโดยทั่วไปไม่หมดอายุ แต่ถ้าต้องการเปลี่ยนแปลงสูตร ฉลาก หรือผู้ผลิต ต้องยื่นขอแก้ไขหรือยื่นใหม่ตามประเภทของการเปลี่ยนแปลง ถ้าเป็นใบอนุญาตสถานประกอบการที่หมดอายุ ต้องต่ออายุก่อนจะจำหน่ายต่อได้</p>
</div>
</div>
<div class="decr-faq__item">
<p class="decr-faq__question"><strong>Q5: ขั้นตอนจด อย. อาหารเสริมสำหรับ SME กับบริษัทใหญ่ต่างกันไหม?</strong></p>
<div class="decr-faq__answer">
<p>A: ขั้นตอนและเอกสารเหมือนกัน อย. ไม่มีมาตรฐานที่แตกต่างตามขนาดธุรกิจ แต่บริษัทขนาดเล็กหรือผู้ประกอบการรายใหม่มักเจอปัญหาเอกสารไม่ครบหรือจัดประเภทสินค้าผิดมากกว่า เพราะขาดประสบการณ์กับกระบวนการของ อย.</p>
</div>
</div>
</section>
<hr />
<p>ถ้าคุณกำลังวางแผน<a href="https://csrich1.com/fda-registration-service/" rel="noopener">จด อย. อาหารเสริม </a>และยังไม่แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์เข้าข่ายประเภทไหน หรือเอกสารชุดไหนที่ต้องใช้ ทีมที่ปรึกษา <a href="https://csrich1.com/" rel="noopener">C&amp;S Rich1 </a>ช่วยตรวจสอบความพร้อมก่อนยื่นได้เลย เราดูแลเคสจด อย. อาหารเสริมมาแล้วมากกว่า 500 ราย ทั้งสินค้าผลิตในไทยและนำเข้า</p>
<p>สามารถดูบริการอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ <a href="https://csrich1.com/fda-registration-service/" rel="noopener">บริการรับจด อย.</a></p>
<hr />
<p>📲 Tel: <a href="tel:+66645607779" rel="noopener">064-560-7779</a></p>
<p>💬 Line: @cs0645607779</p>
<p>📩 Email: <a href="mailto:csrich188@gmail.com" rel="noopener">csrich188@gmail.com</a></p>
<p>📚 Facebook: <a href="https://www.facebook.com/p/%E0%B8%88%E0%B8%94-%E0%B8%AD%E0%B8%A2-%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%97-%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%AA-%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8A1-%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94-100069116491327/?_rdc=1&amp;_rdr=#" rel="noopener" target="_blank">จด อย บริษัท ซีแอนด์เอสริช1 จำกัด</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
