<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>C&amp;S Rish1</title>
	<atom:link href="https://csrich1.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://csrich1.com</link>
	<description>บริการรับจด อย. และใบอนุญาตประกอบธุรกิจครบวงจร (One Stop Service) ดูแลคุณตั้งแต่เริ่มต้นจนจบกระบวนการ</description>
	<lastBuildDate>Fri, 12 Jun 2026 09:17:34 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/03/FAV.png</url>
	<title>C&amp;S Rish1</title>
	<link>https://csrich1.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>จด อย. ยา (ยาแผนปัจจุบัน/ยาสมุนไพร/ยาแผนโบราณ)ขั้นตอนที่ต้องรู้</title>
		<link>https://csrich1.com/fda-medicine-registration/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[pattarapol@decorear.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 29 May 2026 08:54:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[จด อย.]]></category>
		<category><![CDATA[เช็คลิสต์เอกสาร อย.]]></category>
		<category><![CDATA[ใบขออนุญาตโฆษณา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://csrich1.com/?p=1504</guid>

					<description><![CDATA[จด อย. ยา แต่ละประเภทต่างกันอย่างไร ขั้นตอน เอกสาร ค่าใช้จ่าย และข้อกำหนด GMP ครบในที่เดียว สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการขึ้นทะเบียนยากับ อย.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ขั้นตอนการจด อย. ยา เริ่มจากการเตรียมความพร้อมของสถานที่ผลิตหรือผู้นำเข้าให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด รวมถึงต้องได้รับใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องและผ่านการรับรองมาตรฐาน GMP ซึ่งเป็นข้อกำหนดด้านการผลิตที่เน้นความสะอาด ความปลอดภัย และการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด</p>



<p>บทความนี้อธิบายขั้นตอนการจด อย. ยา ตั้งแต่ประเภทของยาที่ต้องขึ้นทะเบียน ขั้นตอนดำเนินการ เอกสารที่ต้องใช้ตามแต่ละประเภท ระยะเวลา ค่าใช้จ่าย มาตรฐานโรงงาน GMP รวมถึงข้อควรระวังที่ผู้ประกอบการมักพลาด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลิตหรือนำเข้ายาเพื่อจำหน่ายในประเทศไทย</p>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">จด อย. ยา คืออะไร และต่างจากการจด อย. ผลิตภัณฑ์อื่นอย่างไร?</h2>



<p>การ <strong>จด อย. ยา</strong> คือกระบวนการยื่นขอขึ้นทะเบียนยากับ อย. เพื่อพิสูจน์ว่ายานั้นมีคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยเพียงพอก่อนนำออกจำหน่าย ต่างจากผลิตภัณฑ์อื่นตรงที่ อย. จะตรวจสอบทั้งสูตร วิธีการผลิต ผลการทดสอบทางคลินิกหรือทางห้องปฏิบัติการ รวมถึงข้อมูลความปลอดภัยอย่างละเอียด</p>



<p>สิ่งที่ทำให้การ<strong>จด อย. ยา</strong>แตกต่างจากการจด อย. อาหารเสริมหรือเครื่องสำอางมากที่สุด คือข้อกำหนดเรื่องโรงงานผลิต โรงงานที่ผลิตยาต้องได้รับการรับรอง GMP (Good Manufacturing Practice) ซึ่งเป็นมาตรฐานการผลิตที่เข้มงวดกว่ามาก</p>



<p>นอกจากนี้ยังต้องมีเภสัชกรควบคุมการผลิต และเอกสารทางวิชาการที่แสดงถึงประสิทธิภาพ และความปลอดภัยของยาด้วย</p>



<div style="background-color: #FFF8E1; border-left: 4px solid #FFC107; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">

<p style="font-weight: bold; color: #F57F17; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">จุดสำคัญ:</p>

<p style="margin: 0; color: #333;">

ยาทุกประเภทที่จำหน่ายในไทยต้องผ่านการขึ้นทะเบียนกับ อย. โดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นยาแผนปัจจุบัน ยาสมุนไพร หรือยาแผนโบราณ การจำหน่ายยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนมีโทษปรับสูงสุด 5,000 บาท ต่อชิ้น และโทษจำคุกตามกฎหมาย

</p>

</div>



<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="525" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/asian-senior-copule-working-homeretired-old-asian-male-his-wife-hand-use-smartphone-discuss-with-client-check-data-information-with-laptop-table-living-room-home-2-1024x525.jpg" alt="ประเภทยาที่ต้องจด อย. และความแตกต่างของแต่ละประเภท" class="wp-image-1509" srcset="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/asian-senior-copule-working-homeretired-old-asian-male-his-wife-hand-use-smartphone-discuss-with-client-check-data-information-with-laptop-table-living-room-home-2-1024x525.jpg 1024w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/asian-senior-copule-working-homeretired-old-asian-male-his-wife-hand-use-smartphone-discuss-with-client-check-data-information-with-laptop-table-living-room-home-2-300x154.jpg 300w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/asian-senior-copule-working-homeretired-old-asian-male-his-wife-hand-use-smartphone-discuss-with-client-check-data-information-with-laptop-table-living-room-home-2-768x394.jpg 768w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/asian-senior-copule-working-homeretired-old-asian-male-his-wife-hand-use-smartphone-discuss-with-client-check-data-information-with-laptop-table-living-room-home-2-1536x788.jpg 1536w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/asian-senior-copule-working-homeretired-old-asian-male-his-wife-hand-use-smartphone-discuss-with-client-check-data-information-with-laptop-table-living-room-home-2-2048x1051.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ประเภทยาที่ต้องจด อย. และความแตกต่างของแต่ละประเภท</h2>



<p>ยาในประเทศไทย แบ่งออกเป็นหลายประเภทตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม แต่ละประเภทมีข้อกำหนด และขั้นตอนการขึ้นทะเบียนที่แตกต่างกัน ผู้ประกอบการต้องระบุให้ชัดเจนก่อนว่าสินค้าของตน เป็นยาประเภทใด เพื่อเตรียมเอกสารให้ถูกต้อง</p>



<h3 class="wp-block-heading">1. ยาแผนปัจจุบัน (ยาเคมีสำเร็จรูป)</h3>



<p>ยาแผนปัจจุบัน คือยาที่ผลิตจากสารเคมีสังเคราะห์ หรือสารกึ่งสังเคราะห์ ครอบคลุมทั้งยาสำเร็จรูปที่ซื้อได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ (OTC &#8211; Over The Counter) เช่น ยาพาราเซตามอล ยาแก้ไอ ยาลดกรด และยาที่ต้องมีใบสั่งแพทย์ (Prescription Drug) เช่น ยาปฏิชีวนะ ยาควบคุมโรคเรื้อรัง</p>



<p>กระบวนการขึ้นทะเบียนยาแผนปัจจุบันใช้เวลานาน และเข้มงวดที่สุด ในบรรดายาทุกประเภท เพราะต้องมีข้อมูลทางคลินิกหรือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ รวมถึงผลการทดสอบความสมมูลทางชีวภาพ (Bioequivalence) สำหรับยาสามัญ</p>



<h3 class="wp-block-heading">2. ยาสมุนไพร</h3>



<p>ยาสมุนไพร คือยาที่ได้จากพืช สัตว์ หรือแร่ธาตุตามธรรมชาติ แบ่งเป็นยาสมุนไพรเดี่ยว (Mono-herbal) และยาสมุนไพรผสม (Multi-herbal) รวมถึงยาสมุนไพรนำเข้าจากต่างประเทศ ที่ต้องขึ้นทะเบียนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด สำหรับยาสมุนไพรนำเข้าโดยเฉพาะ</p>



<p>การขึ้นทะเบียนยาสมุนไพรมีเส้นทางที่หลากหลายกว่า เนื่องจากมีทั้งรูปแบบยาสมุนไพรที่ขึ้นทะเบียนแบบเต็ม และยาสมุนไพรที่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร ซึ่งมีขั้นตอนเฉพาะของตัวเอง</p>



<h3 class="wp-block-heading">3. ยาแผนโบราณ</h3>



<p>ยาแผนโบราณ คือยาที่ใช้ตำรับ และกรรมวิธีของการแพทย์แผนไทย หรือการแพทย์แผนโบราณของต่างประเทศ เช่น ยาจีน ยาอายุรเวท ยาประเภทนี้มีขั้นตอนการขึ้นทะเบียนที่แตกต่างจากยาแผนปัจจุบัน โดย อย. จะพิจารณาตามตำรับที่มีประวัติการใช้มายาวนาน</p>



<p>ยาแผนโบราณหลายตำรับ มีในบัญชียาแผนไทยที่หมอแผนไทยสามารถปรุงให้ผู้ป่วยได้โดยตรง แต่ถ้าจะผลิตเพื่อจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ ยังต้องขึ้นทะเบียน และมีโรงงานผลิตที่ได้มาตรฐาน</p>



<h3 class="wp-block-heading">4. ยาตามใบสั่งแพทย์</h3>



<p>ยาตามใบสั่งแพทย์ต้องมีข้อมูลด้านความปลอดภัย และการใช้ในกลุ่มผู้ป่วยเฉพาะที่ครบถ้วนกว่า รวมถึงข้อมูลด้านการตรวจสอบผลข้างเคียงหลังวางจำหน่าย (Post-Marketing Surveillance)</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/busy-investigator-1024x683.jpg" alt="ขั้นตอนการขึ้นทะเบียนยากับ อย." class="wp-image-1507" srcset="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/busy-investigator-1024x683.jpg 1024w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/busy-investigator-300x200.jpg 300w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/busy-investigator-768x512.jpg 768w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/busy-investigator-1536x1024.jpg 1536w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/busy-investigator-2048x1365.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ขั้นตอนการขึ้นทะเบียนยากับ อย.</h2>



<p>กระบวนการ <strong>จด อย. ยา</strong> มีหลายขั้นตอน และต้องดำเนินการอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น เพราะถ้าเอกสารไม่ครบหรือสูตรยาไม่ผ่านมาตรฐาน จะต้องแก้ไขและยื่นใหม่ ซึ่งทำให้เสียเวลาไปมาก โดยขั้นตอนการขึ้นทะเบียนยากับ อย มีดังนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading">1. กำหนดประเภทยาและเส้นทางการขึ้นทะเบียน</h3>



<p>ขั้นตอนแรก คือระบุให้ชัดว่ายาที่จะขึ้นทะเบียนเป็นประเภทใด เพราะแต่ละประเภทใช้แบบฟอร์มและเอกสารที่ต่างกัน รวมถึงค่าธรรมเนียม และระยะเวลาพิจารณาก็ต่างกันด้วย</p>



<h3 class="wp-block-heading">2. ตรวจสอบคุณสมบัติผู้ขอขึ้นทะเบียน</h3>



<p>ผู้ขอขึ้นทะเบียนยา ต้องเป็นผู้รับอนุญาตผลิตยาหรือนำเข้ายา โดยต้องมีใบอนุญาตผลิต หรือนำเข้ายาก่อน ซึ่งใบอนุญาตเหล่านี้มีข้อกำหนดเรื่องสถานที่และบุคลากรที่เข้มงวด เช่น ต้องมีเภสัชกรประจำ</p>



<h3 class="wp-block-heading">3. เตรียมเอกสารและข้อมูลทางวิชาการ</h3>



<p>นี่คือขั้นตอนที่ใช้เวลามากที่สุด เพราะต้องรวบรวมข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ผลการทดสอบ และเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รายการเอกสารจะแตกต่างกันตามประเภทยา</p>



<h3 class="wp-block-heading">4. ยื่นคำขอผ่านระบบ e-Submission</h3>



<p>อย. ให้ยื่นเอกสารผ่านระบบออนไลน์เป็นหลัก โดยต้องสร้างบัญชีในระบบและอัปโหลดเอกสารตามที่กำหนด มีค่าธรรมเนียมที่ต้องชำระออนไลน์</p>



<h3 class="wp-block-heading">5. รอการตรวจสอบและตอบรับ</h3>



<p>เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเอกสารและอาจมีคำถามหรือขอข้อมูลเพิ่มเติม ผู้ยื่นต้องติดตามสถานะ และตอบกลับภายในเวลาที่กำหนด</p>



<h3 class="wp-block-heading">6. รับเลขทะเบียนยา</h3>



<p>เมื่อผ่านการพิจารณาแล้ว อย. จะออกเลขทะเบียนยาให้ ซึ่งต้องแสดงบนฉลากผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/close-up-patient-with-prescription-1024x683.jpg" alt="เอกสารในการ จด อย. ยา มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนตามประเภทยา" class="wp-image-1510" srcset="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/close-up-patient-with-prescription-1024x683.jpg 1024w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/close-up-patient-with-prescription-300x200.jpg 300w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/close-up-patient-with-prescription-768x513.jpg 768w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/close-up-patient-with-prescription-1536x1025.jpg 1536w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/close-up-patient-with-prescription-2048x1367.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">เอกสารที่ต้องเตรียมแยกตามประเภทยา</h2>



<p>เอกสารในการ <strong>จด อย. ยา</strong> มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนตามประเภทยา ผู้ประกอบการต้องเตรียมให้ตรงประเภทเพื่อไม่ให้ถูกปฏิเสธคำขอ</p>



<h3 class="wp-block-heading">เอกสารทั่วไปที่ทุกประเภทต้องมี</h3>



<p>ไม่ว่าจะเป็นยาแผนปัจจุบัน ยาสมุนไพร หรือยาแผนโบราณ โดยทั่วไปจะต้องเตรียมเอกสารพื้นฐานดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>คำขอขึ้นทะเบียนยาตามแบบฟอร์ม อย. ที่กำหนด</li>



<li>ใบอนุญาตผลิตหรือนำเข้ายาของผู้ยื่นคำขอ</li>



<li>ข้อมูลสูตรส่วนประกอบของยา (Formula)</li>



<li>ข้อมูลวิธีการผลิต (Manufacturing Process)</li>



<li>ผลการทดสอบคุณภาพยา (Quality Control Data)</li>



<li>ข้อมูลฉลากและเอกสารกำกับยา</li>



<li>หนังสือรับรองโรงงานผลิต (GMP Certificate)</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading">เอกสารเฉพาะสำหรับยาแผนปัจจุบัน</h3>



<p>นอกจากเอกสารพื้นฐานแล้ว การจดทะเบียนยาแผนปัจจุบันจะต้องมีเอกสารเชิงวิชาการและข้อมูลการศึกษารองรับเพิ่มเติม ดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ข้อมูลทางเภสัชวิทยา (Pharmacology Data)</li>



<li>ข้อมูลความปลอดภัย (Safety Data) ทั้งจากการทดสอบในสัตว์ทดลองและในมนุษย์</li>



<li>ผลการทดสอบความสมมูลทางชีวภาพ (Bioequivalence Study) สำหรับยาสามัญ</li>



<li>เอกสารทางคลินิก (Clinical Data) สำหรับยาใหม่</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading">เอกสารเฉพาะสำหรับยาสมุนไพร</h3>



<p>การขึ้นทะเบียนยาสมุนไพรจะเน้นข้อมูลด้านวัตถุดิบ แหล่งที่มา และภูมิปัญญาการใช้เป็นหลัก โดยต้องมีเอกสารเพิ่มเติม ดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ข้อมูลพืชสมุนไพรที่ใช้ (Botanical Information) พร้อมการยืนยันชนิดพันธุ์</li>



<li>ผลการทดสอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพ</li>



<li>ข้อมูลประวัติการใช้แบบดั้งเดิม (Traditional Use) ถ้ามี</li>



<li>ผลการทดสอบสารปนเปื้อน เช่น โลหะหนัก ยาฆ่าแมลง</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading">เอกสารเฉพาะสำหรับยาแผนโบราณ</h3>



<p>การขึ้นทะเบียนยาแผนโบราณจะเน้น สูตรตำรับดั้งเดิมและภูมิปัญญาการใช้ เป็นหลัก โดยมีเอกสารสำคัญเพิ่มเติมมีดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ตำรับยาแผนโบราณที่อ้างอิง พร้อมแหล่งที่มา</li>



<li>เอกสารหรือหลักฐานที่แสดงว่าตำรับนั้นมีการใช้มาในอดีต</li>



<li>ข้อมูลส่วนประกอบและวิธีการเตรียมยา</li>
</ul>



<div style="background-color: #E8F5E9; border-left: 4px solid #4CAF50; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">

<p style="font-weight: bold; color: #2E7D32; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">Tips:</p>

<p style="margin: 0; color: #333;">ก่อนเริ่มเตรียมเอกสาร แนะนำให้ขอ Pre-submission Meeting กับ อย. เพื่อหารือเรื่องเส้นทางการขึ้นทะเบียนที่เหมาะสม โดยเฉพาะสำหรับยาใหม่หรือยาสมุนไพรที่มีความซับซ้อน จะช่วยประหยัดเวลาได้มาก</p>

</div>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="667" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/impressed-young-female-doctor-wearing-medical-robe-stethoscope-sitting-desk-with-medical-tools-holding-looking-medical-pills-holding-beaker-isolated-1024x667.jpg" alt="ระยะเวลาในการพิจารณาขึ้นทะเบียนยา" class="wp-image-1511" srcset="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/impressed-young-female-doctor-wearing-medical-robe-stethoscope-sitting-desk-with-medical-tools-holding-looking-medical-pills-holding-beaker-isolated-1024x667.jpg 1024w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/impressed-young-female-doctor-wearing-medical-robe-stethoscope-sitting-desk-with-medical-tools-holding-looking-medical-pills-holding-beaker-isolated-300x195.jpg 300w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/impressed-young-female-doctor-wearing-medical-robe-stethoscope-sitting-desk-with-medical-tools-holding-looking-medical-pills-holding-beaker-isolated-768x500.jpg 768w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/impressed-young-female-doctor-wearing-medical-robe-stethoscope-sitting-desk-with-medical-tools-holding-looking-medical-pills-holding-beaker-isolated-1536x1001.jpg 1536w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/impressed-young-female-doctor-wearing-medical-robe-stethoscope-sitting-desk-with-medical-tools-holding-looking-medical-pills-holding-beaker-isolated-2048x1334.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการจด อย. ยา</h2>



<p>ระยะเวลาในการพิจารณาขึ้นทะเบียนยา มีความแตกต่างกันมาก ตามประเภทยาและความซับซ้อนของข้อมูลที่ยื่น ไม่มีตัวเลขที่ตายตัว แต่โดยทั่วไปอยู่ในช่วงดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ยาแผนปัจจุบัน (ยาใหม่):</strong> 1-3 ปี ขึ้นอยู่กับข้อมูลทางคลินิกที่ต้องใช้</li>



<li><strong>ยาแผนปัจจุบัน (ยาสามัญ):</strong> 6 เดือน &#8211; 1 ปี สำหรับยาที่มีข้อมูลครบถ้วน</li>



<li><strong>ยาสมุนไพร:</strong> 3-12 เดือน ขึ้นอยู่กับประเภทและความสมบูรณ์ของเอกสาร</li>



<li><strong>ยาแผนโบราณ:</strong> 3-6 เดือน สำหรับตำรับที่มีประวัติการใช้ชัดเจน</li>
</ul>



<p>ค่าธรรมเนียมการขึ้นทะเบียนยาแตกต่างกันตามประเภท ตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักหมื่นบาทต่อรายการ นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายในการทดสอบที่ห้องปฏิบัติการ ค่าจัดทำเอกสาร และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกด้วย</p>



<p>ค่าใช้จ่ายรวมโดยประมาณสำหรับผู้ประกอบการ ยาแผนปัจจุบันอาจสูงถึง 300,000 &#8211; 1,000,000 บาทหรือมากกว่า (รวมค่าทดสอบทุกอย่าง) ส่วนยาสมุนไพรและยาแผนโบราณอาจต่ำกว่า แต่ก็ยังมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าผลิตภัณฑ์ประเภทอื่น</p>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ข้อกำหนดโรงงานผลิตยา (GMP) ที่ต้องรู้</h2>



<p>GMP (Good Manufacturing Practice) คือมาตรฐานการผลิตที่ อย. กำหนดให้โรงงานผลิตยาทุกแห่งต้องปฏิบัติตาม โดยครอบคลุมตั้งแต่อาคารสถานที่ เครื่องมือและอุปกรณ์ กระบวนการผลิต บุคลากร ไปจนถึงการควบคุมคุณภาพ</p>



<p>โรงงานที่ไม่ผ่าน GMP จะไม่สามารถยื่นขอขึ้นทะเบียนยาได้ และ อย. จะตรวจสอบโรงงานในระหว่างกระบวนการพิจารณาด้วย สำหรับผู้ประกอบการที่ไม่มีโรงงานเป็นของตัวเอง การใช้โรงงาน OEM ที่ได้รับรอง GMP ถือเป็นทางออกที่นิยม แต่โรงงาน OEM ก็ต้องมีใบอนุญาตผลิตยาที่ถูกต้องด้วย</p>



<p>มาตรฐาน GMP สำหรับยาในไทยแบ่งเป็น PIC/S GMP (Pharmaceutical Inspection Co-operation Scheme) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล และ Thai GMP ที่ใช้สำหรับยาแผนโบราณและยาสมุนไพรบางประเภท โรงงานต้องระบุให้ชัดว่าได้รับรองมาตรฐานใด</p>



<div style="background-color: #FBE9E7; border-left: 4px solid #FF5722; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">

<p style="font-weight: bold; color: #D84315; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">ข้อควรระวัง:</p>

<p style="margin: 0; color: #333;">ถ้าต้องการเปลี่ยนโรงงานผลิตหลังจากขึ้นทะเบียนยาแล้ว ต้องยื่นขอเปลี่ยนแปลงรายการขึ้นทะเบียน (Variation) กับ อย. ก่อนเสมอ การเปลี่ยนโรงงานโดยไม่แจ้งถือเป็นความผิดกฎหมาย และเลขทะเบียนอาจถูกเพิกถอนได้</p>

</div>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ข้อควรระวังสำหรับผู้ประกอบการที่จะจด อย. ยา</h2>



<p>จากประสบการณ์กว่า 7 ปีของ C&amp;S Rich1 ในการให้บริการ<a href="https://csrich1.com/fda-registration-service/">จด อย.</a> มีข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในกระบวนการขึ้นทะเบียนยา ดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>เริ่มผลิตหรือจำหน่ายก่อนได้เลขทะเบียน</strong> &#8211; ผิดกฎหมายทันที แม้จะอยู่ระหว่างรอการพิจารณาก็ตาม ห้ามจำหน่ายก่อนได้รับเลขทะเบียน</li>



<li><strong>เอกสารทางวิทยาศาสตร์ไม่ครบหรือไม่ได้มาตรฐาน</strong> &#8211; เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ถูกปฏิเสธ โดยเฉพาะผลการทดสอบที่ไม่ได้ทำจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง</li>



<li><strong>ฉลากยาไม่ถูกต้อง</strong> &#8211; ฉลากยาต้องแสดงข้อมูลตามที่ อย. กำหนดอย่างครบถ้วน ทั้งชื่อยา ส่วนประกอบ วิธีใช้ คำเตือน วันหมดอายุ และเลขทะเบียน</li>



<li><strong>ไม่ติดตามสถานะการพิจารณา</strong> &#8211; ถ้า อย. ส่งหนังสือขอข้อมูลเพิ่มเติมแล้วไม่ตอบกลับภายในเวลาที่กำหนด คำขออาจถูกยกเลิก</li>



<li><strong>ลืมต่ออายุทะเบียนยา</strong> &#8211; ทะเบียนยามีอายุ 5 ปี ต้องต่ออายุก่อนหมดอายุ ไม่เช่นนั้นยาที่ค้างสต็อกอยู่ก็จะจำหน่ายไม่ได้อีก</li>
</ul>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">สรุป</h2>



<p>การ <strong>จด อย. ยา</strong> เป็นกระบวนการที่ซับซ้อน และใช้เวลานานกว่าผลิตภัณฑ์ประเภทอื่น แต่ถ้าเตรียมตัวดีและมีเอกสารครบถ้วนตั้งแต่ต้น จะช่วยให้กระบวนการราบรื่นขึ้นมาก สิ่งสำคัญ คือต้องระบุประเภทยาให้ถูกต้อง เตรียมโรงงานให้ได้มาตรฐาน GMP และรวบรวมข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ให้ครบก่อนยื่นคำขอ</p>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">FAQ</h2>


<div id="rank-math-faq" class="rank-math-block">
<div class="rank-math-list ">
<div id="faq-question-1780042765905" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q1: ยาสมุนไพรที่ทำเองขายแค่ในตลาดนัดต้องจด อย. ไหม?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: ถ้าเป็นการผลิตเพื่อจำหน่าย ไม่ว่าจะจำหน่ายช่องทางใดก็ต้องขึ้นทะเบียนกับ อย. ทั้งหมด ยกเว้นหมอแผนไทยที่ปรุงยาให้ผู้ป่วยเฉพาะรายเท่านั้นที่ได้รับการยกเว้น</p>

</div>
</div>
<div id="faq-question-1780042783873" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q2: นำเข้ายาจากต่างประเทศมาขายในไทย ต้องขึ้นทะเบียนใหม่ไหม หรือใช้ทะเบียนของประเทศต้นทาง?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: ต้องขึ้นทะเบียนกับ อย. ไทยใหม่ทั้งหมด แม้ยานั้นจะมีทะเบียนจากประเทศต้นทางแล้วก็ตาม โดยต้องแสดงเอกสารจากประเทศต้นทางประกอบด้วย</p>

</div>
</div>
<div id="faq-question-1780042792192" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q3: ใบอนุญาตผลิตยากับทะเบียนยาแตกต่างกันอย่างไร?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: ใบอนุญาตผลิตยาคืออนุญาตให้ &#8220;สถานที่&#8221; ผลิตยาได้ ส่วนทะเบียนยาคืออนุญาตให้ &#8220;ผลิตภัณฑ์&#8221; นั้น ๆ จำหน่ายได้ ต้องมีทั้งสองอย่างจึงจะผลิตและขายได้ถูกกฎหมาย</p>

</div>
</div>
<div id="faq-question-1780042803307" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q4: ยาที่ขึ้นทะเบียนแล้วอยากเปลี่ยนสูตรหรือเปลี่ยนฉลาก ต้องทำอะไรบ้าง?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: ต้องยื่นขอแก้ไขรายการขึ้นทะเบียน (Variation) กับ อย. ก่อนทุกครั้ง ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเองได้ มีทั้ง Major Change และ Minor Change ที่มีขั้นตอนต่างกัน</p>

</div>
</div>
<div id="faq-question-1780042813551" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q5: ยาสมุนไพรกับอาหารเสริมต่างกันอย่างไร เลือกขึ้นทะเบียนแบบไหนดี?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: ขึ้นอยู่กับสรรพคุณที่อ้างและส่วนประกอบ ถ้าอ้างสรรพคุณในการรักษาหรือบำบัดโรคจะเข้าข่ายยา ถ้าอ้างว่าบำรุงสุขภาพโดยทั่วไปจะเข้าข่ายอาหารเสริม ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อระบุประเภทที่ถูกต้อง</p>

</div>
</div>
</div>
</div>


<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ถ้าคุณกำลังวางแผน<a href="https://csrich1.com/fda-registration-service/">จด อย.ยา</a>และต้องการผู้ช่วยที่มีประสบการณ์ด้านนี้โดยตรง ทีม <a href="https://csrich1.com/fda-registration-service/">C&amp;S Rich1 ให้บริการจด อย.</a> ครอบคลุมทั้งยาแผนปัจจุบัน ยาสมุนไพร และยาแผนโบราณ พร้อมให้คำปรึกษาเบื้องต้นฟรี</p>



<p>สามารถดูบริการเพิ่มเติมได้ที่ <a href="https://csrich1.com/fda-registration-service/">บริการรับจด อย.</a></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>📲 Tel: <a href="tel:+66645607779">064-560-7779</a></p>



<p>💬 Line: @cs0645607779</p>



<p>📩 Email: <a href="mailto:csrich188@gmail.com">csrich188@gmail.com</a></p>



<p>📚 Facebook: <a href="https://www.facebook.com/p/%E0%B8%88%E0%B8%94-%E0%B8%AD%E0%B8%A2-%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%97-%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%AA-%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8A1-%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94-100069116491327/?_rdc=1&amp;_rdr#" target="_blank" rel="noopener">จด อย บริษัท ซีแอนด์เอสริช1 จำกัด</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จด อย. OEM/ODM ผลิตแบรนด์ตัวเองต้องรู้อะไรบ้าง?</title>
		<link>https://csrich1.com/fda-oem-odm-registration/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 29 May 2026 08:54:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ยื่นขอ รง. 4]]></category>
		<category><![CDATA[สินค้านำเข้า อย.]]></category>
		<category><![CDATA[เอกสารจดอย.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://csrich1.com/?p=1513</guid>

					<description><![CDATA[จด อย. OEM คือการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ที่คุณว่าจ้างโรงงานอื่นผลิตให้ ในชื่อแบรนด์ของคุณเอง ซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมมากในปัจจุบัน]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>จด อย. OEM</strong> คือการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ที่คุณว่าจ้างโรงงานอื่นผลิตให้ ในชื่อแบรนด์ของคุณเอง ซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารเสริม เครื่องสำอาง และสินค้าสุขภาพ เพราะช่วยให้เจ้าของแบรนด์ไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงานเอง แต่ยังคงสามารถเป็นเจ้าของเลข อย. และวางจำหน่ายได้อย่างถูกกฎหมาย</p>



<p>บทความนี้จะอธิบายทุกสิ่งที่ผู้ประกอบการมือใหม่ที่ต้องการสร้างแบรนด์ผ่านระบบ OEM หรือ ODM ต้องรู้ ครอบคลุมความแตกต่างระหว่าง OEM และ ODM การขึ้นทะเบียนในชื่อใคร เอกสารพิเศษที่ต้องเพิ่ม ระยะเวลา และข้อควรระวังสำคัญ เช่น กรณีที่ต้องเปลี่ยนโรงงาน OEM</p>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">OEM และ ODM คืออะไร และต่างกันอย่างไร?</h2>



<p><strong>OEM (Original Equipment Manufacturer)</strong> และ <strong>ODM (Original Design Manufacturer)</strong> คือสองรูปแบบหลักของการว่าจ้างผลิตสินค้าในชื่อแบรนด์ของตัวเอง แม้หลายคนมักใช้คำนี้แทนกัน แต่จริง ๆ แล้วมีความแตกต่างที่ชัดเจน</p>



<p><strong>OEM</strong> คือการที่เจ้าของแบรนด์เป็นผู้กำหนดสูตร หรือสเปคสินค้าเอง แล้วจ้างโรงงานผลิตตามที่กำหนด เจ้าของแบรนด์เป็นเจ้าของสูตรและดีไซน์ผลิตภัณฑ์ โรงงานแค่ผลิตตามสั่ง เช่น คุณคิดสูตรอาหารเสริมเอง แล้วให้โรงงานผลิตตามสูตร</p>



<p><strong>ODM</strong> คือการที่โรงงานเป็นผู้ออกแบบและคิดสูตรสินค้าไว้แล้ว เจ้าของแบรนด์เลือกจากสินค้าที่โรงงานมีอยู่ แล้วใส่แบรนด์ของตัวเองลงไป เช่น โรงงานมีสูตรวิตามิน C 1000 มก. อยู่แล้ว คุณแค่เลือกแพ็คเกจ ใส่ชื่อแบรนด์ แล้วขาย</p>



<p>ในทางปฏิบัติสำหรับการ <strong>จด อย. OEM</strong> กระบวนการใกล้เคียงกันมาก แต่ถ้าเป็น ODM ที่ใช้สูตรของโรงงาน จะต้องมีเอกสารจากโรงงานยืนยันว่าอนุญาตให้ใช้สูตรนั้นได้</p>



<div style="background-color: #FFF8E1; border-left: 4px solid #FFC107; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">

<p style="font-weight: bold; color: #F57F17; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">จุดสำคัญ:</p>

<p style="margin: 0; color: #333;">

ไม่ว่าจะเป็น OEM หรือ ODM เจ้าของแบรนด์ (ไม่ใช่โรงงาน) คือผู้ที่ต้องยื่นขอขึ้นทะเบียนกับ อย. และถือครองเลข อย. ทะเบียนจะอยู่ในชื่อแบรนด์ของคุณ ไม่ใช่ชื่อโรงงานที่ผลิต

</p>

</div>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/business-executives-using-digital-tablet-1024x683.jpg" alt="นักวิจัยและทีมงานร่วมกันวางแผนการสร้างแบรนด์สินค้าจากวัตถุดิบธรรมชาติ ชี้แจงสิทธิ์ความเป็นเจ้าของในการ จด อย. OEM" class="wp-image-1517" srcset="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/business-executives-using-digital-tablet-1024x683.jpg 1024w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/business-executives-using-digital-tablet-300x200.jpg 300w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/business-executives-using-digital-tablet-768x513.jpg 768w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/business-executives-using-digital-tablet-1536x1025.jpg 1536w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/business-executives-using-digital-tablet-2048x1367.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ผลิต OEM แล้วต้องจด อย. ในชื่อใคร?</h2>



<p>นี่คือคำถามที่ผู้ประกอบการมือใหม่สงสัยมากที่สุด คำตอบที่ชัดเจนคือ <strong>เลข อย. ต้องอยู่ในชื่อของเจ้าของแบรนด์เสมอ</strong> ไม่ใช่ชื่อโรงงานที่รับจ้างผลิต</p>



<p>เหตุผลคือ อย. ต้องการให้มีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจนในการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด ถ้าเกิดปัญหากับสินค้า อย. จะติดต่อเจ้าของทะเบียนโดยตรง ดังนั้นการที่ทะเบียนอยู่ในชื่อคุณหมายความว่าคุณมีหน้าที่รับผิดชอบคุณภาพ และความปลอดภัยของสินค้าทั้งหมดที่ออกจำหน่าย</p>



<p>สิ่งที่โรงงาน OEM ต้องมี คือใบอนุญาตผลิต (สำหรับสินค้าประเภทนั้น ๆ) และมาตรฐานการผลิตที่ อย. กำหนด เช่น GMP หรือ HACCP ส่วนทะเบียนผลิตภัณฑ์เป็นสิทธิ์ของเจ้าของแบรนด์</p>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ขั้นตอนจด อย. สำหรับสินค้า OEM</h2>



<p>กระบวนการ <strong>จด อย. OEM</strong> ไม่ได้ต่างจากการขึ้นทะเบียนทั่วไปมากนัก แต่มีขั้นตอนเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวกับโรงงานที่ว่าจ้าง ซึ่งต้องเตรียมให้พร้อมก่อนยื่นเอกสาร</p>



<h3 class="wp-block-heading">1. เลือกโรงงาน OEM ที่มีใบอนุญาตและมาตรฐานถูกต้อง</h3>



<p>ขั้นตอนแรกและสำคัญที่สุด โรงงานที่คุณเลือกต้องมีคุณสมบัติตรงตามที่ อย. กำหนดสำหรับประเภทสินค้าที่จะผลิต ถ้าโรงงานไม่ผ่านเกณฑ์ คุณจะยื่นขอ อย. ไม่ได้เลย ไม่ว่าเอกสารของแบรนด์จะครบแค่ไหนก็ตาม</p>



<p>ตรวจสอบโรงงานก่อนตัดสินใจว่าจ้าง:</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>มีใบอนุญาตผลิตผลิตภัณฑ์ประเภทที่คุณต้องการ (อาหารเสริม, เครื่องสำอาง, ยา)</li>



<li>ได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP/HACCP ตามที่ อย. กำหนด</li>



<li>มีประสบการณ์ในการผลิตสินค้าชนิดนั้น ๆ มาก่อน</li>



<li>พร้อมให้เอกสารทุกอย่างที่คุณต้องการสำหรับการยื่น อย.</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading">2. เตรียมสูตร ฉลาก และข้อมูลผลิตภัณฑ์</h3>



<p>สำหรับ OEM ที่คุณเป็นผู้กำหนดสูตรเอง ต้องเตรียมสูตรส่วนประกอบที่ครบถ้วนและแม่นยำ รวมถึงปริมาณของสารแต่ละชนิด แหล่งที่มา และเอกสารรับรองความปลอดภัยของส่วนประกอบ</p>



<p>สำหรับ ODM ที่ใช้สูตรโรงงาน คุณต้องขอข้อมูลสูตรจากโรงงานมาให้ครบ เพราะ อย. จะขอดูรายละเอียดส่วนประกอบทั้งหมด</p>



<p>ฉลากผลิตภัณฑ์ต้องออกแบบให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของ อย. ก่อนยื่น เพราะ อย. จะตรวจสอบฉลากว่าข้อมูลครบถ้วน และไม่มีการอ้างสรรพคุณเกินจริง</p>



<h3 class="wp-block-heading">3. ยื่นขอ อย. ในชื่อแบรนด์</h3>



<p>เมื่อเตรียมเอกสารครบแล้ว ยื่นคำขอในชื่อบริษัทหรือชื่อตัวคุณ (แล้วแต่รูปแบบธุรกิจ) โดยระบุโรงงานผู้รับจ้างผลิตในเอกสาร และแนบสัญญาว่าจ้างผลิตประกอบ</p>



<p>ขั้นตอนการยื่นจะต่างกันตามประเภทสินค้า:</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>อาหารเสริม:</strong> ยื่นผ่านระบบ e-Submission ของ อย. รายการอาหาร</li>



<li><strong>เครื่องสำอาง:</strong> ยื่นจดแจ้งเครื่องสำอางผ่านระบบออนไลน์ของ อย.</li>



<li><strong>ยา:</strong> ยื่นขอขึ้นทะเบียนยาซึ่งมีขั้นตอนเพิ่มเติม และใช้เวลานานกว่า สามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขอ อย.ยา ได้ที่ <a href="https://csrich1.com/fda-medicine-registration/">จด อย. ยา ขั้นตอนที่ต้องรู้</a></li>
</ul>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/shareholders-reading-report-research-development-data-1024x683.jpg" alt="ผู้เชี่ยวชาญส่งมอบแผ่นข้อมูลข้างหมวกนิรภัยสีเหลือง เพื่อเตรียมชุดเอกสารพิเศษในการยื่น ขอจด อย. OEM" class="wp-image-1518" srcset="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/shareholders-reading-report-research-development-data-1024x683.jpg 1024w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/shareholders-reading-report-research-development-data-300x200.jpg 300w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/shareholders-reading-report-research-development-data-768x512.jpg 768w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/shareholders-reading-report-research-development-data-1536x1024.jpg 1536w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/shareholders-reading-report-research-development-data-2048x1366.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">เอกสารพิเศษที่ OEM ต้องเพิ่มเติม</h2>



<p>นอกจากเอกสารมาตรฐานที่ต้องใช้ในการขึ้นทะเบียนตามประเภทสินค้า การ <strong>จด อย. OEM</strong> ต้องมีเอกสารเพิ่มเติม 2 รายการสำคัญที่แตกต่างจากการผลิตเอง</p>



<h3 class="wp-block-heading">1. สัญญาว่าจ้างผลิต (Manufacturing Agreement / Contract Manufacturing Agreement)</h3>



<p>สัญญานี้ คือหลักฐานว่าเจ้าของแบรนด์กับโรงงานมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย เนื้อหาในสัญญาต้องระบุอย่างน้อย:</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ชื่อและที่อยู่ของทั้งสองฝ่าย</li>



<li>ผลิตภัณฑ์ที่จ้างผลิต (ชื่อสินค้า ประเภท สูตร)</li>



<li>ระยะเวลาของสัญญา</li>



<li>ข้อตกลงเรื่องคุณภาพและมาตรฐานการผลิต</li>



<li>ข้อตกลงว่าโรงงานอนุญาตให้เจ้าของแบรนด์ใช้ชื่อโรงงานในการขึ้นทะเบียน</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading">2. License Agreement หรือ Authorization Letter (กรณี ODM)</h3>



<p>ถ้าเป็น ODM ที่ใช้สูตรของโรงงาน ต้องมีเอกสารจากโรงงานที่อนุญาตให้เจ้าของแบรนด์นำสูตรนั้นไปขึ้นทะเบียนในชื่อแบรนด์ได้ เอกสารนี้สำคัญมากเพราะถ้าไม่มี อย. จะไม่สามารถยืนยันได้ว่าคุณมีสิทธิ์ใช้สูตรนั้น</p>



<div style="background-color: #E8F5E9; border-left: 4px solid #4CAF50; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">

<p style="font-weight: bold; color: #2E7D32; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">Tips:</p>

<p style="margin: 0; color: #333;">เจรจากับโรงงาน OEM ให้ชัดเจนเรื่องสัญญาก่อนเริ่มกระบวนการ จด อย. เพราะบางโรงงานอาจไม่ยินดีออกเอกสารบางประเภท หรือมีเงื่อนไขพิเศษ การรู้เรื่องนี้ตั้งแต่ต้นจะช่วยให้เลือกโรงงานได้ต้องและประหยัดเวลา</p>

</div>



<h3 class="wp-block-heading">เอกสารรับรองมาตรฐานโรงงาน</h3>



<p>ต้องแนบสำเนาใบรับรองมาตรฐานของโรงงานด้วย เช่น:</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ใบอนุญาตผลิตผลิตภัณฑ์นั้น ๆ (ออกโดย อย.)</li>



<li>ใบรับรอง GMP / HACCP / ISO (แล้วแต่ประเภทสินค้า)</li>



<li>รายงานผลการตรวจสอบโรงงานล่าสุด (ถ้ามี)</li>
</ul>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ระยะเวลา OEM vs ผลิตเอง</h2>



<p>ในแง่ระยะเวลา <strong>จด อย. OEM</strong> กับจด อย. สำหรับการผลิตเองมีความแตกต่างกันพอสมควร เพราะการผลิตเองต้องลงทุนสร้างโรงงาน และได้รับการรับรองมาตรฐานก่อน ซึ่งใช้เวลาและเงินมาก ส่วน OEM สามารถเริ่มกระบวนการขึ้นทะเบียนได้เร็วกว่า เพราะโรงงานมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมแล้ว</p>



<p>โดยประมาณการเปรียบเทียบ:</p>



<p><strong>อาหารเสริม OEM:</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li>เตรียมเอกสารและเลือกโรงงาน: 1-2 เดือน</li>



<li>ขึ้นทะเบียนกับ อย.: 30-60 วันทำการ (ถ้าเอกสารครบ)</li>



<li>รวม: ประมาณ 3-4 เดือน</li>
</ul>



<p><strong>เครื่องสำอาง OEM:</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li>เตรียมเอกสารและเลือกโรงงาน: 1-2 เดือน</li>



<li>จดแจ้งเครื่องสำอาง: 3-7 วันทำการ</li>



<li>รวม: ประมาณ 1-2 เดือน</li>
</ul>



<p><strong>ยา OEM:</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li>เตรียมเอกสาร: 3-6 เดือน</li>



<li>ขึ้นทะเบียนยา: 6 เดือน &#8211; 1 ปีขึ้นไป</li>



<li>รวม: 1-2 ปีขึ้นไป</li>
</ul>



<p>เปรียบกับการสร้างโรงงานเอง ซึ่งใช้เวลาตั้งแต่การออกแบบ ก่อสร้าง ตรวจรับรอง GMP รวมแล้วอาจ 2-5 ปีสำหรับยา OEM จึงเป็นทางเลือกที่ประหยัดเวลาและเงินกว่ามาก</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="681" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/factory-manager-talking-with-quality-control-team-food-factory-food-quality-business-export-customer-factory-manager-with-worker-employee-checking-inventory-stock-wearhouse-1024x681.jpg" alt="เจ้าของโรงงานและผู้ประกอบการร่วมกันตรวจเช็กขวดเครื่องดื่มบนพาเลท ในขั้นตอนวิเคราะห์ประเภทสินค้าเพื่อ จด อย. OEM" class="wp-image-1519" srcset="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/factory-manager-talking-with-quality-control-team-food-factory-food-quality-business-export-customer-factory-manager-with-worker-employee-checking-inventory-stock-wearhouse-1024x681.jpg 1024w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/factory-manager-talking-with-quality-control-team-food-factory-food-quality-business-export-customer-factory-manager-with-worker-employee-checking-inventory-stock-wearhouse-300x200.jpg 300w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/factory-manager-talking-with-quality-control-team-food-factory-food-quality-business-export-customer-factory-manager-with-worker-employee-checking-inventory-stock-wearhouse-768x511.jpg 768w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/factory-manager-talking-with-quality-control-team-food-factory-food-quality-business-export-customer-factory-manager-with-worker-employee-checking-inventory-stock-wearhouse-1536x1022.jpg 1536w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/factory-manager-talking-with-quality-control-team-food-factory-food-quality-business-export-customer-factory-manager-with-worker-employee-checking-inventory-stock-wearhouse-2048x1363.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">สินค้าที่นิยมทำ OEM และข้อกำหนดเฉพาะ</h2>



<p>C&amp;S Rich1 ให้บริการ <strong>จด อย. OEM</strong> ครอบคลุมสินค้าหลัก 3 ประเภทที่ผู้ประกอบการนิยม แต่ละประเภทมีข้อกำหนดเฉพาะที่ต้องทราบ ดังนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading">1. อาหารเสริม OEM</h3>



<p>อาหารเสริมเป็นประเภทสินค้าที่นิยมทำ OEM มากที่สุด เพราะมีโรงงาน OEM หลายแห่งที่ได้รับการรับรองและมีสูตรพร้อม ข้อกำหนดหลัก คือ</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>โรงงานต้องได้รับ GMP/HACCP จาก อย.</li>



<li>ผลิตภัณฑ์ต้องผ่านการวิเคราะห์โภชนาการ (Nutritional Analysis)</li>



<li>ฉลากต้องแสดงข้อมูลโภชนาการและไม่อ้างสรรพคุณรักษาโรค</li>
</ul>



<p>สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บทความ <a href="https://csrich1.com/fda-food-supplement-registration-steps/">จด อย. อาหารเสริม</a></p>



<h3 class="wp-block-heading">2. เครื่องสำอาง OEM</h3>



<p>เครื่องสำอางมีขั้นตอนเร็วที่สุดในบรรดาสินค้าสุขภาพ เพราะใช้ระบบ &#8220;จดแจ้ง&#8221; แทนการ &#8220;ขึ้นทะเบียน&#8221; ซึ่งใช้เวลาเพียง 3-7 วันทำการถ้าเอกสารครบ แต่ก็ต้องมีสัญญาว่าจ้างผลิตและเอกสารโรงงานครบด้วยเช่นกัน</p>



<p>อ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่บทความ <a href="https://csrich1.com/fda-cosmetic-registration/">จด อย. เครื่องสำอาง</a></p>



<h3 class="wp-block-heading">3. ยา OEM</h3>



<p>ยาเป็นประเภทที่ซับซ้อนที่สุด เพราะต้องการเอกสารทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม และโรงงานต้องผ่าน PIC/S GMP ที่เข้มงวดกว่า ราคาว่าจ้างผลิตและค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียนก็สูงกว่า แต่ถ้าสำเร็จแล้วสินค้ายาก็มีมูลค่าสูงตาม</p>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ข้อควรระวัง: กรณีเปลี่ยนโรงงาน OEM ต้องทำอะไร?</h2>



<p>นี่คือ ปัญหาที่ผู้ประกอบการหลายรายประสบหลังจากมีสินค้าวางขายไปแล้ว และต้องการเปลี่ยนไปใช้โรงงาน OEM รายใหม่ด้วยเหตุผลต่าง ๆ เช่น ราคา คุณภาพ หรือโรงงานเดิมปิดตัว</p>



<p><strong>สิ่งสำคัญที่สุด:</strong> ห้ามเปลี่ยนโรงงานโดยไม่แจ้ง อย. ก่อน ถึงแม้ว่าสูตรสินค้าจะไม่เปลี่ยนก็ตาม เพราะ อย. ต้องการทราบว่าผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนไว้กำลังถูกผลิตที่โรงงานใด ขั้นตอนเมื่อต้องการเปลี่ยนโรงงาน OEM มีดังนี้ คือ</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ตรวจสอบโรงงานใหม่</strong> ต้องมีคุณสมบัติครบเหมือนโรงงานเดิม มีใบอนุญาตและมาตรฐานที่ถูกต้อง</li>



<li><strong>ทำสัญญาว่าจ้างผลิตกับโรงงานใหม่</strong> เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการยื่นแก้ไข</li>



<li><strong>ยื่นขอแก้ไขทะเบียน (Variation)</strong> กับ อย. โดยระบุว่าต้องการเปลี่ยนสถานที่ผลิต พร้อมเอกสารโรงงานใหม่</li>



<li><strong>รอการอนุมัติก่อนผลิต</strong> ต้องได้รับอนุมัติจาก อย. ก่อนถึงจะให้โรงงานใหม่เริ่มผลิตได้</li>
</ul>



<div style="background-color: #FBE9E7; border-left: 4px solid #FF5722; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">

<p style="font-weight: bold; color: #D84315; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">ข้อควรระวัง:</p>

<p style="margin: 0; color: #333;">ถ้าสินค้าที่ผลิตจากโรงงานใหม่วางจำหน่ายก่อนที่จะได้รับอนุมัติการเปลี่ยนแปลง ถือว่าผิดกฎหมาย สินค้านั้น ๆ อาจถูกเรียกคืน และเจ้าของแบรนด์อาจถูกดำเนินคดี ควรวางแผนล่วงหน้าและมีสต็อกสินค้าเพียงพอระหว่างรอการอนุมัติ</p>

</div>



<p>นอกจากการเปลี่ยนโรงงานแล้ว ยังมีการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ที่ต้องยื่นขอแก้ไขทะเบียนด้วย เช่น เปลี่ยนสูตร เปลี่ยนขนาดบรรจุ เปลี่ยนฉลาก ทุกการเปลี่ยนแปลงที่กระทบข้อมูลในทะเบียนต้องแจ้ง อย. ก่อนเสมอ</p>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">สรุป</h2>



<p>การ <strong>จด อย. OEM</strong> คือเส้นทางที่ดีสำหรับเจ้าของแบรนด์ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจ โดยไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงานเอง แต่ก็มีความรับผิดชอบที่ต้องรับในฐานะเจ้าของทะเบียน คือต้องเลือกโรงงานที่ดี ทำสัญญาให้ชัดเจน เตรียมเอกสารให้ครบ และติดตามทุกการเปลี่ยนแปลงกับ อย.</p>



<p>ความสำเร็จในการจด อย. OEM คือการเลือกโรงงานที่มีมาตรฐานและพร้อมให้ความร่วมมือในเรื่องเอกสาร รวมถึงการวางแผนระยะเวลาล่วงหน้าเพื่อไม่ให้กระทบแผนการตลาด</p>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">FAQ</h2>


<div id="rank-math-faq" class="rank-math-block">
<div class="rank-math-list ">
<div id="faq-question-1780044316769" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q1: ถ้าโรงงาน OEM ที่ใช้อยู่ปิดกิจการกะทันหัน ต้องทำอย่างไร?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: ต้องหาโรงงานใหม่ที่ผ่านเกณฑ์โดยเร็วที่สุด แล้วยื่นขอแก้ไขทะเบียนกับ อย. ระหว่างนั้นห้ามให้โรงงานใหม่ผลิตสินค้าจนกว่าจะได้รับอนุมัติ ถ้าสต็อกสินค้าเดิม (ที่ผลิตจากโรงงานเก่าก่อนปิด) ยังไม่หมด สามารถจำหน่ายต่อได้จนหมดล็อต</p>

</div>
</div>
<div id="faq-question-1780044328343" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q2: สามารถใช้โรงงาน OEM ต่างประเทศแล้วนำเข้ามาขายในไทยได้ไหม?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: ได้ แต่ต้องผ่านกระบวนการนำเข้าและขึ้นทะเบียนกับ อย. ไทยเช่นกัน โรงงานต่างประเทศต้องมีมาตรฐานที่ อย. ไทยยอมรับ และต้องมีเอกสารรับรองจากหน่วยงานของประเทศนั้นประกอบด้วย</p>

</div>
</div>
<div id="faq-question-1780044336530" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q3: ถ้าต้องการทำสินค้าหลายรายการในโรงงาน OEM เดียวกัน ต้องยื่นแยกหรือยื่นรวมกันได้?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: ต้องยื่นแยกเป็นรายผลิตภัณฑ์ เพราะ อย. พิจารณาทีละรายการ แต่ถ้าเป็นโรงงานเดียวกัน เอกสารของโรงงาน (ใบอนุญาต GMP) ใช้ร่วมกันได้ ต่างกันแค่เอกสารเฉพาะของแต่ละผลิตภัณฑ์</p>

</div>
</div>
<div id="faq-question-1780044345416" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q4: เจ้าของแบรนด์บุคคลธรรมดา (ไม่ได้จดบริษัท) ยื่นจด อย. OEM ได้ไหม?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: ได้สำหรับบางประเภท เช่น อาหารเสริมและเครื่องสำอาง บุคคลธรรมดาสามารถยื่นขอได้ แต่สำหรับยาต้องเป็นนิติบุคคล แนะนำให้ตรวจสอบเงื่อนไขตามประเภทสินค้าก่อน</p>

</div>
</div>
<div id="faq-question-1780044353765" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q5: ถ้าต้องการเพิ่มสรรพคุณที่ระบุบนฉลากหลังจากได้รับ อย. แล้ว ทำได้ไหม?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: ต้องยื่นขอแก้ไขทะเบียนก่อนทุกครั้ง ห้ามเปลี่ยนข้อความบนฉลากโดยไม่ได้รับอนุมัติ เพราะฉลากที่ อย. อนุมัติต้องตรงกับฉลากที่ใช้จริงเสมอ</p>

</div>
</div>
</div>
</div>


<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>ถ้าคุณกำลังเริ่มต้นสร้างแบรนด์และต้องการขึ้น <a href="https://csrich1.com/fda-registration-service/"><strong>จด อย. OEM</strong></a> สำหรับอาหารเสริม เครื่องสำอาง หรือยา ทีมงาน <a href="https://csrich1.com/"><strong>C&amp;S Rich1</strong></a> พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลทุกขั้นตอนตั้งแต่เลือกโรงงาน จัดทำเอกสาร จนถึงได้รับเลข อย. ด้วยประสบการณ์กว่า 7 ปีและดูแลมาแล้วกว่า 500 เคส</p>



<p>สามารถดูบริการเพิ่มเติมได้ที่ <a href="https://csrich1.com/fda-registration-service/">บริการรับจด อย.</a></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>📲 Tel: <a href="tel:+66645607779">064-560-7779</a></p>



<p>💬 Line: @cs0645607779</p>



<p>📩 Email: <a href="mailto:csrich188@gmail.com">csrich188@gmail.com</a></p>



<p>📚 Facebook: <a href="https://www.facebook.com/p/%E0%B8%88%E0%B8%94-%E0%B8%AD%E0%B8%A2-%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%97-%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%AA-%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8A1-%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94-100069116491327/?_rdc=1&amp;_rdr#" target="_blank" rel="noopener">จด อย บริษัท ซีแอนด์เอสริช1 จำกัด</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ค่าใช้จ่าย อย 2026 ต้องเตรียมงบเท่าไหร่? สรุปทุกประเภทสินค้า</title>
		<link>https://csrich1.com/fda-registration-cost-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 29 May 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าใช้จ่าย อย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://csrich1.com/fda-registration-cost-2026/</guid>

					<description><![CDATA[ค่าใช้จ่าย อย แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักที่ต้องเตรียมแยกกัน ได้แก่ ค่าธรรมเนียมอย่างเป็นทางการที่จ่ายให้ อย. โดยตรง กับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ค่าใช้จ่าย อย</strong> แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักที่ต้องเตรียมแยกกัน ได้แก่ ค่าธรรมเนียมอย่างเป็นทางการที่จ่ายให้ อย. โดยตรง กับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ เช่น ค่าทดสอบห้องแล็บ ค่าแปลเอกสาร และค่าบริการที่ปรึกษา โดยรวมแล้วงบที่ต้องเตรียมจริง ๆ มักสูงกว่าค่าธรรมเนียม อย. อย่างเดียว</p>
<p>บทความนี้จะสรุปค่าธรรมเนียม อย. อย่างเป็นทางการแยกตามประเภทสินค้าสำหรับปี 2026 ทั้งอาหารเสริม เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ และยา พร้อมค่าใช้จ่ายอื่นที่มักถูกมองข้าม ตารางเปรียบเทียบทำเองกับจ้างที่ปรึกษา และคำแนะนำในการวางแผนงบให้รอบคอบ</p>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ค่าใช้จ่ายจด อย. แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก</h2>
<p>ก่อนดูตัวเลข ต้องเข้าใจก่อนว่า <strong>ค่าใช้จ่าย อย.</strong> ไม่ได้มีแค่ค่าธรรมเนียมที่จ่ายให้ อย. อย่างเดียว แต่มีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในกระบวนการอีกหลายรายการ ซึ่งถ้าไม่วางแผนไว้ล่วงหน้า งบอาจบานปลายได้ง่าย ซึ่ง 2 ส่วนหลักมีดังนี้</p>
<h3>ส่วนที่ 1 ค่าธรรมเนียมของ อย. (เป็นไปตามประกาศของ อย. ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้)</h3>
<p>ค่าธรรมเนียมส่วนนี้กำหนดโดยรัฐ ไม่สามารถต่อรองได้ ขึ้นอยู่กับประเภทและความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์ ตัวเลขเหล่านี้อ้างอิงจากอัตราที่ประกาศใช้ล่าสุด และอาจมีการปรับเปลี่ยนได้ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข</p>
<h3>ส่วนที่ 2 &#8211; ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ</h3>
<p>ได้แก่ ค่าทดสอบห้องแล็บ ค่าแปลเอกสาร ค่าจัดเตรียมเอกสารเทคนิค และค่าบริการที่ปรึกษา ส่วนนี้ต่างหากที่มักทำให้งบบานเกินคาด เพราะหลายคนไม่ได้วางแผนไว้ตั้งแต่ต้น</p>
<div style="background-color: #fff8e1; border-left: 4px solid #FFC107; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">
<p style="font-weight: bold; color: #f57f17; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">จุดสำคัญ:</p>
<p>จากประสบการณ์ดูแลเคสมากกว่า 500 เคส ค่าธรรมเนียม อย. อย่างเป็นทางการนั้นมักคิดเป็นเพียง 10-30% ของค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมด ส่วนที่เหลือ คือค่าเตรียมเอกสาร ค่าทดสอบ และค่าบริการอื่น ๆ ที่ต้องเตรียมไว้ด้วย</p>
</div>
<p><img decoding="async" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/beautiful-asian-business-young-woman-fell-happy-after-ordering-product-scaled.jpg" alt="ผู้ประกอบการหญิงใช้เครื่องคิดเลขคำนวณต้นทุนข้างกองกล่องพัสดุ เพื่อวางแผนค่าใช้จ่ายตามตารางอัตราการยื่น ขอจด อย." /></p>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ตารางค่าธรรมเนียม อย. แยกตามประเภทสินค้า</h2>
<p>ตารางด้านล่างสรุปค่าธรรมเนียมอย่างเป็นทางการของ อย. แยกตามประเภทสินค้า ข้อมูลนี้อ้างอิงจากประกาศอัตราค่าธรรมเนียมที่บังคับใช้ในปี 2026 ซึ่งอาจมีการปรับปรุงตามประกาศราชกิจจานุเบกษาล่าสุด ดังนี้</p>
<h3>1. อาหารเสริม (ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร)</h3>
<p>ก่อนยื่นขอเลข อย. สำหรับอาหารเสริม ผู้ประกอบการควรเตรียมงบประมาณทั้งในส่วนค่าธรรมเนียมราชการ ค่าตรวจวิเคราะห์ และค่าเตรียมเอกสารต่าง ๆ โดยค่าใช้จ่ายจะต่างกันตามประเภทสินค้า และความซับซ้อนของสูตร ซึ่งสามารถสรุปค่าใช้จ่ายหลักได้ ดังนี้</p>
<table style="width: 100%; border-collapse: collapse;">
<tbody>
<tr>
<td><strong>รายการ</strong></td>
<td><strong>ค่าธรรมเนียม (บาท)</strong></td>
<td><strong>หมายเหตุ</strong></td>
</tr>
<tr>
<td>ค่าธรรมเนียมขึ้นทะเบียนอาหาร (ต่อผลิตภัณฑ์)</td>
<td>200-8,000</td>
<td>ขึ้นอยู่กับประเภทอาหาร</td>
</tr>
<tr>
<td>ค่าตรวจวิเคราะห์ห้องแล็บ (ต่อการทดสอบ)</td>
<td>3,000 &#8211; 15,000</td>
<td>ขึ้นอยู่กับจำนวนที่ส่งตรวจ</td>
</tr>
<tr>
<td>ค่าต่ออายุทะเบียน (ทุก 3 ปี)</td>
<td>5,000 &#8211; 10,000</td>
<td>ต่อก่อนหมดอายุ</td>
</tr>
<tr>
<td>งบรวมโดยประมาณ (ต่อผลิตภัณฑ์)</td>
<td>15,000 &#8211; 50,000+</td>
<td>รวมค่าเตรียมเอกสาร</td>
</tr>
<tr>
<td>ค่าธรรมเนียมสถามที่นำเข้าอาหารเสริม</td>
<td>20,000</td>
<td>ราคาประมาณ เป็นการชำระครั้งเดียว และต่ออายุทุก 3 ปี</td>
</tr>
<tr>
<td>ค่าธรรมเนียมต่ออายุสถานที่นำเข้าอาหารเสริม</td>
<td>10,500</td>
<td>ราคาโดยประมาณประมาณ</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3>2. เครื่องสำอาง</h3>
<p>เครื่องสำอางในไทยใช้ระบบ จดแจ้งเครื่องสำอาง ไม่ใช่การขึ้นทะเบียนแบบยาและอาหารเสริม ทำให้ขั้นตอนรวดเร็วกว่า แต่ผู้ประกอบการยังต้องเตรียมเอกสารสูตร ส่วนประกอบ และข้อมูลความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ให้ครบถ้วน โดยค่าใช้จ่ายหลักมีดังนี้</p>
<table style="width: 100%; border-collapse: collapse;">
<tbody>
<tr>
<td>รายการ</td>
<td>ค่าธรรมเนียม (บาท)</td>
<td>หมายเหตุ</td>
</tr>
<tr>
<td>ค่าคำขอจดแจ้งเครื่องสำอาง (ต่อผลิตภัณฑ์)</td>
<td>100</td>
<td>ผ่านระบบ E-submission</td>
</tr>
<tr>
<td>ค่าธรรมเนียมใบรับจดแจ้ง</td>
<td>900</td>
<td>เป็นอัตราตามที่ อย. กำหนด</td>
</tr>
<tr>
<td>งบรวมโดยประมาณ (ต่อผลิตภัณฑ์)</td>
<td>1,000</td>
<td>รวมค่าเตรียมเอกสาร</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3>3. เครื่องมือแพทย์ (แบ่งตาม Class)</h3>
<p>เครื่องมือแพทย์เป็นกลุ่มที่มีรายละเอียดการขึ้นทะเบียนซับซ้อนที่สุด เพราะแบ่งระดับความเสี่ยงของสินค้าออกเป็น 4 Class ยิ่งความเสี่ยงสูง เอกสาร การทดสอบ และค่าใช้จ่ายก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยสามารถแบ่งค่าใช้จ่ายโดยประมาณได้ดังนี้</p>
<table style="width: 100%; border-collapse: collapse;">
<tbody>
<tr>
<td>Class</td>
<td>ตัวอย่างสินค้า</td>
<td>ค่าธรรมเนียม (บาท)</td>
<td>งบรวม (โดยประมาณ)</td>
</tr>
<tr>
<td>Class 1</td>
<td>ผ้าพันแผล ถุงมือยาง</td>
<td>2,600-3,100</td>
<td>15,000 &#8211; 25,000 บาท</td>
</tr>
<tr>
<td>Class 2</td>
<td>เครื่องวัดความดัน ที่วัดน้ำตาล</td>
<td>11,000</td>
<td>50,000 &#8211; 100,000 บาท</td>
</tr>
<tr>
<td>Class 3</td>
<td>สายสวน อุปกรณ์ฝัง</td>
<td>11,000-21,000</td>
<td>50,000 &#8211; 120,000 บาท</td>
</tr>
<tr>
<td>Class 4</td>
<td>เครื่องกระตุ้นหัวใจ รากฟันเทียม</td>
<td>11,000-21,000</td>
<td>18,000-200,000 บาท</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3>4. ยา</h3>
<p>กลุ่มยาเป็นประเภทที่มีค่าใช้จ่ายและขั้นตอนซับซ้อนที่สุด เพราะต้องใช้เอกสารทางเทคนิค การทดสอบประสิทธิภาพ และข้อมูลความปลอดภัยจำนวนมาก แม้ค่าธรรมเนียมขึ้นทะเบียนตำรับยากับ อย. จะอยู่ราว 5,000-50,000 บาทต่อตำรับ แต่เมื่อรวมค่า Bioequivalence, Stability Test และเอกสาร CTD แล้ว งบรวมจริงมักอยู่ในระดับหลักแสนถึงหลักล้านบาทต่อตำรับ</p>
<p><img decoding="async" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/beautiful-young-woman-working-her-laptop-her-room-scaled.jpg" alt="หญิงสาวนั่งตรวจเช็กรายการข้อมูลบนเอกสารคลิปบอร์ดสีส้ม เพื่อจัดสรรงบประมาณและป้องกันงบบานปลายในขั้นตอนการจัดเตรียมเอกสาร ยื่นจด อย." /></p>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ค่าใช้จ่ายอื่นที่มักถูกมองข้าม</h2>
<p>นี่คือ ส่วนที่ทำให้งบบานปลายที่สุด เพราะผู้ประกอบการมักวางแผนแค่ค่าธรรมเนียม อย. แต่ลืมคิดถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการ รวมเป็นรายการหลักที่ต้องเตรียมงบไว้ด้วย ซึ่งค่าใช้จ่ายอื่นที่มักถูกมองข้ามมีดังนี้</p>
<h3>1. ค่าแปลเอกสาร</h3>
<p>ถ้าสินค้าหรือส่วนผสมมาจากต่างประเทศ เอกสารเทคนิคที่ต้องยื่นให้ อย. ต้องเป็นภาษาไทยหรืออังกฤษ ค่าแปลเอกสารทางวิทยาศาสตร์ หรือกฎหมายราคาสูงกว่าการแปลทั่วไปมาก โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 500-2,000 บาทต่อหน้า ถ้ามีเอกสารหนาก็บวกเพิ่มได้เลย</p>
<h3>2. ค่าทดสอบห้องแล็บ</h3>
<p>หลายประเภทสินค้าต้องมีผลทดสอบห้องแล็บรับรองก่อนยื่น อย. ค่าทดสอบขึ้นอยู่กับจำนวนพารามิเตอร์ที่ต้องทดสอบ และประเภทสินค้า</p>
<p><strong>ตัวอย่างเช่น</strong></p>
<ul>
<li>การทดสอบความปลอดภัยสำหรับเครื่องสำอางอาจใช้งบ 10,000-30,000 บาท</li>
<li>ส่วนการทดสอบ Stability สำหรับอาหารเสริมอาจอยู่ที่ 5,000-20,000 บาทหรือมากกว่า</li>
</ul>
<h3>3. ค่าจัดเตรียมเอกสารเทคนิค</h3>
<p>เอกสารที่ต้องยื่นกับ อย. ไม่ใช่แค่กรอกฟอร์ม แต่ต้องมีเอกสารประกอบทางเทคนิคจำนวนมาก เช่น</p>
<ul>
<li>สูตรผลิตภัณฑ์</li>
<li>ข้อมูลส่วนผสม Safety Assessment</li>
<li>Specification</li>
</ul>
<p>ซึ่งต้องมีผู้เชี่ยวชาญช่วยจัดทำ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้รวมกับค่าที่ปรึกษาอยู่ที่ประมาณ 10,000-100,000 บาท ขึ้นอยู่กับความซับซ้อน</p>
<div style="background-color: #fbe9e7; border-left: 4px solid #FF5722; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">
<p style="font-weight: bold; color: #d84315; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">ข้อควรระวัง:</p>
<p style="margin: 0; color: #333;">ถ้ายื่นเอกสารไม่ครบหรือไม่ถูกต้อง อย. จะปฏิเสธและต้องยื่นใหม่ ซึ่งแปลว่าเสียค่าธรรมเนียมซ้ำ และเสียเวลาเพิ่มอีกหลายเดือน นั่นคือ เหตุผลที่การมีที่ปรึกษาช่วยตรวจสอบเอกสารก่อนยื่นมีมูลค่ามาก</p>
</div>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">เปรียบเทียบ: ทำเองกับจ้างบริษัทที่ปรึกษา</h2>
<p>คำถามที่ได้ยินบ่อยคือ &#8220;ทำเองได้ไหม หรือต้องจ้างที่ปรึกษา?&#8221; คำตอบขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย แต่นี่คือตารางเปรียบเทียบที่ช่วยตัดสินใจ</p>
<table style="width: 100%; border-collapse: collapse;">
<tbody>
<tr>
<td><strong>ข้อเปรียบเทียบ</strong></td>
<td><strong>ทำเอง</strong></td>
<td><strong>จ้างที่ปรึกษา</strong></td>
</tr>
<tr>
<td>ค่าใช้จ่าย</td>
<td>ถูกกว่า (เฉพาะค่าธรรมเนียม)</td>
<td>สูงกว่า (บวกค่าบริการ)</td>
</tr>
<tr>
<td>ระยะเวลา</td>
<td>นานกว่า (ต้องเรียนรู้เอง)</td>
<td>เร็วกว่า (มีประสบการณ์)</td>
</tr>
<tr>
<td>โอกาสถูกปฏิเสธ</td>
<td>สูงกว่าสำหรับผู้เริ่มต้น</td>
<td>น้อยกว่า (เตรียมเอกสารถูก)</td>
</tr>
<tr>
<td>เหมาะกับ</td>
<td>มีทีม Regulatory ในบริษัท</td>
<td>ผู้ประกอบการรายใหม่ หรือต้องการความเร็ว</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">งบประมาณรวมที่ควรเตรียม</h2>
<p>สรุปงบรวมโดยประมาณสำหรับแต่ละประเภทสินค้า ตัวเลขเหล่านี้เป็นแค่ค่าประมาณไม่ใช่ตัวเลขตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์ จำนวนการทดสอบที่ต้องทำ และว่าจ้างที่ปรึกษาหรือไม่</p>
<table style="width: 100%; border-collapse: collapse;">
<thead>
<tr>
<th scope="col">ประเภทสินค้า</th>
<th scope="col">งบขั้นต่ำ</th>
<th scope="col">งบที่ควรเตรียม</th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<td>เครื่องสำอาง</td>
<td>10,000 บาท</td>
<td>20,000 &#8211; 50,000 บาท</td>
</tr>
<tr>
<td>อาหารเสริม</td>
<td>20,000 บาท</td>
<td>50,000 &#8211; 150,000 บาท</td>
</tr>
<tr>
<td>เครื่องมือแพทย์ Class 1-2</td>
<td>30,000 บาท</td>
<td>50,000 &#8211; 200,000 บาท</td>
</tr>
<tr>
<td>เครื่องมือแพทย์ Class 3-4</td>
<td>200,000 บาท</td>
<td>500,000 บาทขึ้นไป</td>
</tr>
<tr>
<td>ยา (ตำรับใหม่)</td>
<td>100,000 บาท</td>
<td>500,000 &#8211; 2,000,000 บาท</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ตัวเลขในตารางเป็นงบที่ควรเตรียม รวมค่าธรรมเนียม อย. ค่าทดสอบห้องแล็บ ค่าแปลเอกสาร และค่าบริการที่ปรึกษาแล้ว ถ้าเตรียมไว้ในระดับนี้จะไม่ติดขัดระหว่างกระบวนการ</p>
<p><img decoding="async" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/attractive-smart-creative-asian-business-women-smart-casual-wear-working-laptop--scaled.jpg" alt="ทีมที่ปรึกษาธุรกิจร่วมกันตรวจสอบกราฟรายงานสรุปบนโต๊ะทำงาน เพื่อให้คำแนะนำแนวทางการวางแผนงบประมาณสำหรับยื่นขอใบสำคัญการ จด อย." /></p>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">คำแนะนำในการวางแผนงบ</h2>
<p>จากประสบการณ์ดูแลเคสมากกว่า 500 เคสในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา นี่คือแนวทางการวางแผนงบที่ช่วยให้ไม่มีปัญหาระหว่างกระบวนการ</p>
<h3><strong>1. แยกงบออกเป็น 3 ก้อน</strong></h3>
<p>ก้อนแรกสำหรับค่าธรรมเนียมอย่างเป็นทางการ ก้อนที่สองสำหรับค่าเตรียมเอกสารและทดสอบ และก้อนที่สามเป็นงบสำรองอีก 20-30% สำหรับกรณีต้องแก้ไขหรือทดสอบซ้ำ</p>
<h3><strong>2. ปรึกษาก่อนเตรียมเอกสาร</strong></h3>
<p>ก่อนเริ่มทดสอบ หรือจัดเตรียมเอกสารใด ๆ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนว่าสินค้าของคุณต้องผ่านการทดสอบอะไรบ้าง เพราะแต่ละสินค้าต่างกัน การรีบทดสอบโดยไม่รู้ว่า อย. ต้องการอะไรอาจทำให้เสียเงินทดสอบซ้ำ</p>
<h3><strong>3. วางแผน Timeline ควบคู่กับงบ</strong></h3>
<p>งบที่เตรียมต้องพอสำหรับระยะเวลาทั้งหมด ถ้ากระบวนการใช้เวลา 6-12 เดือน ต้องมีเงินหมุนเวียนพอสำหรับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตลอดช่วงเวลานั้น ไม่ใช่แค่ค่าธรรมเนียมครั้งแรก</p>
<div style="background-color: #e8f5e9; border-left: 4px solid #4CAF50; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">
<p style="font-weight: bold; color: #2e7d32; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">Tips:</p>
<p style="margin: 0; color: #333;">ถ้ามีสินค้าหลายตัวที่ต้องจด อย. พร้อมกัน ควรจัดลำดับความสำคัญ และทยอยยื่นแทนที่จะยื่นทีเดียวหมด เพราะจะช่วยกระจายภาระงบประมาณ และถ้ามีข้อผิดพลาดในสินค้าตัวแรก ยังมีเวลาแก้ไขก่อนยื่นสินค้าตัวถัดไป</p>
</div>
<hr />
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">สรุป</h2>
<p>ค่าใช้จ่ายในการจด อย. ไม่ได้มีแค่ค่าธรรมเนียมราชการ แต่ยังรวมถึงค่าทดสอบห้องแล็บ ค่าแปลเอกสาร ค่าเตรียมเอกสารเทคนิค และค่าบริการที่ปรึกษา ซึ่งในหลายกรณี ค่าใช้จ่ายส่วนนี้อาจสูงกว่าค่าธรรมเนียมของ อย. หลายเท่า โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มอาหารเสริม เครื่องมือแพทย์ และยา</p>
<p>ดังนั้น ก่อนเริ่มกระบวนการ ผู้ประกอบการควรวางแผนงบประมาณให้ครอบคลุมทั้งระบบ ตั้งแต่ค่าธรรมเนียม ค่าเตรียมเอกสาร ไปจนถึงงบสำรองสำหรับการแก้ไขหรือทดสอบเพิ่มเติม เพื่อป้องกันงบบานปลายและลดความล่าช้าระหว่างดำเนินการ</p>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">FAQ</h2>
<section class="decr-faq">
<div class="decr-faq__item">
<p class="decr-faq__question"><strong>Q1: ค่าธรรมเนียมจด อย. จ่ายครั้งเดียวจบไหม หรือต้องจ่ายซ้ำ?</strong></p>
<div class="decr-faq__answer">
<p>A: ค่าธรรมเนียมขึ้นทะเบียนจ่ายครั้งแรกเมื่อยื่น แต่ทะเบียน อย. ส่วนใหญ่มีอายุจำกัด เช่น อาหารเสริมต้องต่ออายุทุก 3 ปี และมีค่าต่ออายุที่ต้องจ่ายด้วย นอกจากนั้นถ้าต้องการเปลี่ยนแปลงข้อมูล เช่น สูตร หรือฉลาก ก็มีค่าธรรมเนียมแก้ไขเพิ่มเติม</p>
</div>
</div>
<div class="decr-faq__item">
<p class="decr-faq__question"><strong>Q2: อาหารเสริมกับเครื่องสำอาง อันไหนค่าใช้จ่ายน้อยกว่ากัน?</strong></p>
<div class="decr-faq__answer">
<p>A: เครื่องสำอางโดยรวมค่าใช้จ่ายถูกกว่า เพราะใช้ระบบแจ้งข้อมูลแทนการขึ้นทะเบียน และมักไม่ต้องทดสอบห้องแล็บมากเท่าอาหารเสริม อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับประเภทและสูตรของสินค้าด้วย</p>
</div>
</div>
<div class="decr-faq__item">
<p class="decr-faq__question"><strong>Q3: ถ้าถูกปฏิเสธ ค่าธรรมเนียมที่จ่ายไปแล้วได้คืนไหม?</strong></p>
<div class="decr-faq__answer">
<p>A: ค่าธรรมเนียมที่จ่ายให้ อย. โดยทั่วไปจะไม่คืนแม้ถูกปฏิเสธ นั่นคือเหตุผลสำคัญที่ต้องเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนและถูกต้องก่อนยื่น เพื่อลดโอกาสถูกปฏิเสธและต้องเสียค่าธรรมเนียมซ้ำ</p>
</div>
</div>
<div class="decr-faq__item">
<p class="decr-faq__question"><strong>Q4: สินค้านำเข้าค่าใช้จ่ายจด อย. ต่างจากสินค้าผลิตในไทยไหม?</strong></p>
<div class="decr-faq__answer">
<p>A: ค่าธรรมเนียม อย. เหมือนกัน แต่ค่าใช้จ่ายอื่นอาจต่างกัน สินค้านำเข้ามักมีค่าแปลเอกสารเพิ่ม และอาจต้องมีเอกสารรับรองจากประเทศต้นทางที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม</p>
</div>
</div>
<div class="decr-faq__item">
<p class="decr-faq__question"><strong>Q5: ค่าบริการที่ปรึกษาจด อย. อยู่ที่เท่าไหร่?</strong></p>
<div class="decr-faq__answer">
<p>A: ค่าบริการที่ปรึกษาขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและความซับซ้อนของเคส โดยทั่วไปอยู่ในช่วง 10,000-100,000 บาทต่อผลิตภัณฑ์ ควรขอใบเสนอราคาโดยละเอียดพร้อมรายการบริการที่ครอบคลุมก่อนตัดสินใจ</p>
</div>
</div>
</section>
<hr />
<p>ถ้าคุณต้องการทราบค่าใช้จ่ายที่แม่นยำสำหรับผลิตภัณฑ์ของคุณโดยเฉพาะ ทีมงาน <a href="https://csrich1.com/" rel="noopener">C&amp;S Rich1</a> ยินดีให้คำปรึกษาและประเมินงบเบื้องต้นฟรี ด้วยประสบการณ์ 7 ปีและ 500+ เคส เราช่วยให้คุณวางแผนได้แม่นยำและประหยัดกว่าการลองผิดลองถูกเอง</p>
<p>ดูรายละเอียดบริการเพิ่มเติมได้ที่ <a href="https://www.csrich1.com/fda-registration-service/" rel="noopener">บริการจด อย. ครบวงจร</a></p>
<hr />
<p>📲 Tel: <a href="tel:+66645607779" rel="noopener">064-560-7779</a></p>
<p>💬 Line: @cs0645607779</p>
<p>📩 Email: <a href="mailto:csrich188@gmail.com" rel="noopener">csrich188@gmail.com</a></p>
<p>📚 Facebook: <a href="https://www.facebook.com/p/%E0%B8%88%E0%B8%94-%E0%B8%AD%E0%B8%A2-%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%97-%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%AA-%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8A1-%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94-100069116491327/?_rdc=1&amp;_rdr=#" rel="noopener" target="_blank">จด อย บริษัท ซีแอนด์เอสริช1 จำกัด</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จ้าง Influencer โฆษณาสินค้า อย. ต้องขอใบอนุญาตไหม? คู่มือกฎหมายฉบับเข้าใจง่าย</title>
		<link>https://csrich1.com/influencer-advertising-law-fda/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[pattarapol@decorear.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 29 May 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[จ้าง Influencer]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://csrich1.com/influencer-advertising-law-fda/</guid>

					<description><![CDATA[การจ้าง Influencer ต้องขอใบอนุญาตโฆษณาจาก อย. ก่อนเผยแพร่ทุกครั้ง ในการทำโฆษณาสินค้าในกลุ่มที่ อย. ควบคุม]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การ<strong>จ้าง Influencer</strong> ต้องขอใบอนุญาตโฆษณาจาก อย. ก่อนเผยแพร่ทุกครั้ง ในการทำโฆษณาสินค้าในกลุ่มที่ อย. ควบคุม ได้แก่ อาหารเสริม เครื่องมือแพทย์ และยา ไม่ว่าจะโพสต์ผ่าน TikTok, Facebook, Instagram, YouTube หรือไลฟ์สดก็ตาม เพราะกฎหมายไทยถือว่าโซเชียลมีเดีย คือสื่อโฆษณา ส่วน เครื่องสำอาง ไม่จำเป็นต้องขอใบอนุญาตโฆษณา แต่ห้ามโฆษณาเกินจริง</p>
<p>บทความนี้จะพาคุณไปดูว่าการจ้าง Influencer กฎหมายกำหนดเงื่อนไขอย่างไร ใครคือผู้รับผิดชอบหลัก สินค้ากลุ่มไหนที่เข้าข่ายต้องขออนุญาต ข้อความใดที่ห้ามใช้ โทษที่อาจได้รับ พร้อมขั้นตอนทำแคมเปญให้ถูกกฎหมายตั้งแต่เริ่มวางแผน</p>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">จ้าง Influencer แล้วใครต้องรับผิดชอบ เรื่องใบอนุญาตโฆษณา?</h2>
<p>ความรับผิดชอบหลักในการขอใบอนุญาตโฆษณาตกอยู่ที่ <strong>เจ้าของผลิตภัณฑ์หรือผู้ประกอบการ</strong> ไม่ใช่ตัว Influencer ที่ถูกจ้าง เพราะ อย. ถือว่าเจ้าของสินค้ามีหน้าที่ตรวจสอบ และขออนุญาตเนื้อหาก่อนปล่อยออกสู่สาธารณะ แม้คุณจะจ่ายเงินให้ Influencer ทำคอนเทนต์ คุณก็ยังเป็นผู้รับผิดชอบทางกฎหมายอยู่ดี</p>
<p>แต่นั่นไม่ได้แปลว่า Influencer จะพ้นผิดทั้งหมด หาก Influencer รู้ว่าสินค้าผิดกฎหมาย พูดข้อความที่ต้องห้ามเอง หรือดัดแปลงสคริปต์ที่ได้รับอนุมัติแล้ว ก็มีโอกาสถูกดำเนินคดีร่วมด้วย โดยเฉพาะกรณีที่ทำให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายจริง</p>
<div style="background-color: #fff8e1; border-left: 4px solid #FFC107; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">
<p style="font-weight: bold; color: #f57f17; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">จุดสำคัญ:</p>
<p>ตาม พ.ร.บ. อาหาร, พ.ร.บ. ยา, พ.ร.บ. เครื่องสำอาง และ พ.ร.บ. เครื่องมือแพทย์ การโฆษณาสินค้าเหล่านี้ผ่านทุกช่องทางต้องขออนุญาตจาก อย. ก่อนเผยแพร่ และโซเชียลมีเดียไม่ใช่ข้อยกเว้น</p>
</div>
<p><img decoding="async" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/profile-view-young-woman-sharing-beauty-advice-camera-her-video-blog-home-scaled.jpg" alt="บิวตี้บล็อกเกอร์ถ่ายวิดีโอรีวิวเครื่องสำอางหน้ากล้อง เพื่อแนะนำกรณีการตรวจสอบเกณฑ์ที่ต้องขอ ใบอนุญาตโฆษณา" /></p>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">สินค้าประเภทไหนที่จ้าง Influencer รีวิวแล้วต้องขอใบอนุญาต อย.?</h2>
<p>ไม่ใช่ทุกสินค้าที่ Influencer รีวิวแล้วจะเข้าข่ายต้องขออนุญาต ขึ้นอยู่กับประเภทผลิตภัณฑ์ และเนื้อหาที่พูดเป็นหลัก สินค้าที่ อย. ควบคุมและมักพบปัญหาในการจ้าง Influencer มี 4 กลุ่มใหญ่ ๆ ที่ผู้ประกอบการควรรู้ก่อนวางแผนแคมเปญ เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับและคดีที่อาจตามมา ดังนี้</p>
<h3>1. กลุ่มอาหารและอาหารเสริม</h3>
<p>อาหารเสริมที่มีเลขทะเบียน อย. ทุกตัว ถ้าจะให้ Influencer รีวิวต้องขออนุญาตโฆษณาก่อนเสมอ ห้ามอ้างสรรพคุณรักษาหรือป้องกันโรค เช่น</p>
<ul>
<li>ทานแล้วไขมันลด</li>
<li>ช่วยรักษาเบาหวาน</li>
<li>หายป่วยภายใน 7 วัน</li>
</ul>
<p>เพราะนั่นคือ การกล่าวอ้างเกินกว่าที่กฎหมายอนุญาตสำหรับผลิตภัณฑ์อาหาร แม้แต่อาหารทั่วไปที่ไม่ใช่อาหารเสริม ถ้า Influencer พูดถึงสรรพคุณเกินจริง เช่น ดื่มทุกวันแล้วผิวเด็กลง ก็อาจเข้าข่ายโฆษณาผิดกฎหมายได้เช่นกัน</p>
<h3>2. กลุ่มเครื่องสำอาง</h3>
<p>เครื่องสำอางที่จดแจ้งกับ อย. ก็เข้าข่ายต้องขออนุญาตโฆษณา โดยเฉพาะถ้า Influencer พูดถึงสรรพคุณรักษาสิว ลบฝ้า ชะลอวัย ลดริ้วรอย หรือผลลัพธ์ที่เกินขอบเขตของผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ซึ่งกฎหมายมองว่าเป็นการกล่าวอ้างเกินจริง</p>
<p>กลุ่มนี้มีความซับซ้อนตรงเส้นแบ่งระหว่าง บำรุงผิว กับ รักษาโรคผิวหนัง ที่บางครั้งไม่ชัดเจน Influencer จำนวนมากพูดเกินเส้นโดยไม่รู้ตัว ทำให้ผู้ประกอบการต้องเตรียมสคริปต์ที่ปลอดภัยให้ตั้งแต่แรก</p>
<h3>3. กลุ่มเครื่องมือแพทย์</h3>
<p>สินค้ากลุ่มนี้ เช่น เครื่องวัดความดัน เครื่องวัดน้ำตาล หน้ากากออกซิเจน หรือผ้าอนามัยบางประเภท จัดอยู่ในกลุ่มเครื่องมือแพทย์ที่มีกฎโฆษณาเข้มงวด โดยเฉพาะหากเนื้อหาแสดงสรรพคุณวินิจฉัย รักษา หรือบรรเทาโรค</p>
<p>การจ้าง Influencer รีวิวสินค้ากลุ่มนี้ ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะแม้คำพูดที่ดูปลอดภัยอย่างใช้แล้วสบาย ก็อาจตีความได้ว่าเป็นการอ้างสรรพคุณ ขึ้นอยู่กับบริบทรอบ ๆ</p>
<h3>4. กลุ่มยา</h3>
<p>กลุ่มยามีข้อกำหนดเข้มงวดที่สุด การจ้าง Influencer โฆษณายาทำได้เฉพาะยาที่ไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์เท่านั้น และเนื้อหาทุกชิ้นต้องผ่านการอนุมัติจาก อย. พร้อมแสดงคำเตือนตามที่กฎหมายกำหนด</p>
<p>ยาที่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ห้ามโฆษณาถึงผู้บริโภคทั่วไปเด็ดขาด ไม่ว่าจะผ่านสื่อใดก็ตาม รวมถึงโซเชียลมีเดียและ Influencer ทุกระดับ</p>
<p><img decoding="async" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/asia-businesswoman-social-distancing-new-normal-virus-prevention-looking-camera--scaled.jpg" alt="ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ข้อกฎหมายโฆษณาแฝงบนแท็บเล็ต ชี้จุดต่างของรีวิวที่เข้าข่ายต้องยื่นขอ ใบอนุญาตโฆษณา" /></p>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">รีวิวส่วนตัว กับ โฆษณาแฝง จากการจ้าง Influencer ต่างกันอย่างไร?</h2>
<p>ความแตกต่างหลักอยู่ที่ผลประโยชน์ตอบแทน ถ้า Influencer ได้รับเงิน สินค้าฟรี หรือผลประโยชน์ใด ๆ จากเจ้าของแบรนด์ เนื้อหานั้นถือเป็นโฆษณาทันที ไม่ใช่รีวิวส่วนตัว แม้ผู้รีวิวจะรู้สึกชอบสินค้าจริง ๆ ก็ตาม</p>
<p>ลักษณะของรีวิวส่วนตัวที่ไม่เข้าข่ายโฆษณาต้องมีองค์ประกอบครบดังนี้:</p>
<ul>
<li>ผู้รีวิวซื้อสินค้ามาเองโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน</li>
<li>เนื้อหาเป็นความเห็นส่วนตัวล้วน ๆ ไม่อ้างสรรพคุณเกินจริง</li>
<li>ไม่มีการกระตุ้นให้ซื้อหรือใส่ลิงก์โปรโมชั่น</li>
</ul>
<p>ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่ง โอกาสถูกตีความเป็นโฆษณาแฝงสูงมาก</p>
<p>ปัจจุบัน สคบ. และ อย. ใช้แนวทางที่ยึดเนื้อหามากกว่าเจตนา ดังนั้นแม้คุณจ้าง Influencer แบบแค่ให้ลองใช้ ถ้ามีการตอบแทนเกิดขึ้น เนื้อหาก็เข้าข่ายโฆษณาเต็มรูปแบบ พูดง่าย ๆ คือ ถ้ามีเงินหรือของตอบแทนเกี่ยวข้อง นั่นคือโฆษณา ไม่ใช่รีวิว</p>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">จ้าง Influencer บน Social Media ต้องระวังอะไรบ้าง?</h2>
<p>ใบอนุญาตโฆษณาจาก อย. จะออกให้สำหรับเนื้อหาเฉพาะที่ยื่นขอ ไม่ใช่ออกให้สำหรับ Platform ใด Platform หนึ่ง หมายความว่าข้อความ ภาพ และเสียงที่ได้รับอนุมัติแล้วเท่านั้น ที่ Influencer นำไปเผยแพร่ได้ หาก Influencer พูดด้นสด เพิ่มเติมเนื้อหาเอง หรือดัดแปลงสคริปต์ ถือว่าผิดเงื่อนไขใบอนุญาตทันที ประเด็นที่ต้องระวังในแต่ละ Platform มีดังนี้</p>
<ul>
<li><strong>Facebook และ Instagram</strong> คอนเทนต์รูปแบบ Post, Reel, Story ที่กล่าวถึงสรรพคุณสินค้าในกลุ่ม อย. ควบคุม ต้องผ่านการขออนุญาตก่อน</li>
<li><strong>TikTok</strong> วิดีโอรีวิว, Live สด, หรือ Duet ที่พูดถึงสรรพคุณสินค้า เข้าข่ายต้องขออนุญาตเช่นเดียวกัน</li>
<li><strong>YouTube</strong> วิดีโอรีวิวยาว, Shorts หรือ Live ทุกรูปแบบ ต้องผ่านอนุมัติเนื้อหาก่อนเผยแพร่</li>
<li><strong>X (Twitter) และ Threads</strong> แม้เป็นข้อความสั้น ถ้ามีการกล่าวอ้างสรรพคุณก็ต้องขออนุญาต</li>
</ul>
<p>อย. ตีความว่าทุก Platform คือสื่อโฆษณา ไม่มีพื้นที่ใดที่ได้รับการยกเว้น สามารถดูตัวอย่างเพิ่มเติมได้ที่ <a href="https://csrich1.com/legal-vs-illegal-advertising-examples/" rel="noopener"><strong>ตัวอย่างข้อความโฆษณาผิดกฎหมาย</strong></a> เพื่อให้คำที่ใช้ไม่ผิดกฎหมายโฆษณา</p>
<p><img decoding="async" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/woman-overwhelmed-by-startup-analysis-scaled.jpg" alt="เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อความต้องห้ามในการรีวิวสินค้า เพื่อป้องกันการใช้คำเคลมเกินจริงที่ขัดต่อ ใบอนุญาตโฆษณา" /></p>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ข้อความต้องห้ามที่ Influencer พูดไม่ได้ในโฆษณา</h2>
<p>มีคำพูด และข้อความบางประเภทที่กฎหมายห้ามใช้เด็ดขาดในการโฆษณาสินค้า อย. ไม่ว่าจะผ่านสื่อใด และไม่ว่าจะได้รับใบอนุญาตหรือไม่ก็ตาม Influencer และเจ้าของแบรนด์ต้องรู้รายการนี้ก่อนเริ่มทำคอนเทนต์ทุกชิ้น เพื่อป้องกันค่าปรับและการถูกฟ้องร้องตามมา ประเภทข้อความที่ห้ามใช้ เช่น</p>
<ul>
<li>อ้างว่าสินค้ารักษา บรรเทา หรือป้องกันโรคใด ๆ (สำหรับสินค้าที่ไม่ใช่ยา)</li>
<li>ใช้คำว่า &#8220;หาย&#8221;, &#8220;รักษา&#8221;, &#8220;แก้&#8221;, &#8220;ขจัด&#8221; ในบริบทของโรค</li>
<li>ใช้คำยืนยันเด็ดขาด เช่น &#8220;ได้ผล 100%&#8221;, &#8220;ทุกคนเห็นผล&#8221;, &#8220;การันตี&#8221;</li>
<li>อ้างผลลัพธ์เชิงตัวเลขที่ไม่มีหลักฐาน เช่น &#8220;ลดน้ำหนัก 5 กิโลใน 2 สัปดาห์&#8221;</li>
<li>เปรียบเทียบกับสินค้าคู่แข่งในเชิงทำลายชื่อเสียง</li>
<li>ใช้คำรับรองจากบุคลากรทางการแพทย์โดยไม่ได้รับอนุญาต</li>
</ul>
<div style="background-color: #fbe9e7; border-left: 4px solid #FF5722; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">
<p style="font-weight: bold; color: #d84315; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">ข้อควรระวัง:</p>
<p style="margin: 0; color: #333;">ประโยคอย่าง &#8220;ทานแล้วผอมลง 5 กิโลใน 2 สัปดาห์&#8221; หรือ &#8220;หน้าใสขึ้นชัดเจนใน 7 วัน&#8221; ถือว่าผิดกฎหมาย แม้ Influencer จะพูดในฐานะ &#8220;ประสบการณ์ส่วนตัว&#8221; ก็ตาม เพราะกฎหมายดูที่เนื้อหาและผลกระทบต่อผู้บริโภค ไม่ใช่เจตนาของผู้พูด</p>
</div>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">โทษทางกฎหมายเมื่อจ้าง Influencer โฆษณาผิดกฎหมาย</h2>
<p>โทษแตกต่างกันตามประเภทสินค้าและ พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้อง โดยรวมแบ่งเป็น 2 ฝั่ง คือฝั่งผู้ประกอบการและฝั่ง Influencer ที่ทั้งคู่อาจถูกดำเนินคดีพร้อมกัน ขึ้นอยู่กับลักษณะการกระทำผิดและบทบาทของแต่ละฝ่าย</p>
<h3><strong>ฝั่งผู้ประกอบการ (เจ้าของสินค้า):</strong></h3>
<ul>
<li>โฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับสูงสุด 50,000 บาท และ/หรือจำคุกไม่เกิน 2 ปี</li>
<li>โฆษณาโอ้อวดเกินจริง ปรับสูงสุด 200,000 บาท ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค</li>
<li>อาจถูกเพิกถอนเลขทะเบียน อย. ของผลิตภัณฑ์</li>
</ul>
<h3><strong>ฝั่ง Influencer:</strong></h3>
<ul>
<li>ในฐานะผู้โฆษณาร่วม (ได้รับค่าตอบแทนและรู้ว่าผิด) อาจถูกดำเนินคดีร่วมกับเจ้าของสินค้า</li>
<li>หากเนื้อหาทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดและเกิดความเสียหาย อาจถูกฟ้องทางแพ่งเพิ่มเติม</li>
<li>บัญชีโซเชียลอาจถูก Platform ลบหรือระงับ</li>
</ul>
<p>ทุกวันนี้ อย. และ สคบ. ติดตามโฆษณาบนโซเชียลมีเดียอย่างใกล้ชิด มีระบบ Monitor อัตโนมัติ และจำนวนคดีที่ดำเนินการเพิ่มขึ้นทุกปี การคิดว่าโพสต์เล็ก ๆ ไม่มีใครรู้ ใช้ไม่ได้แล้วในปัจจุบัน</p>
<p><img decoding="async" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/woman-creating-their-own-vision-board-scaled.jpg" alt="อินฟลูเอนเซอร์ฟังบรีฟงานและตรวจเช็กสคริปต์คอนเทนต์ให้ตรงตามข้อกำหนดการอนุมัติ ใบอนุญาตโฆษณา ของ อย." /></p>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">5 ขั้นตอน จ้าง Influencer ให้ถูกกฎหมายตั้งแต่เริ่มต้น</h2>
<p>การทำแคมเปญ Influencer ให้ถูกกฎหมายไม่ได้ยากอย่างที่หลายคนคิด ถ้าวางแผนตั้งแต่ต้นและทำตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ก็ลดความเสี่ยงได้ทันที ทีมงาน C&amp;S Rich1 ที่ดูแลด้านใบอนุญาตโฆษณามากว่า 7 ปี สรุปขั้นตอนสำคัญ 5 ข้อให้ดังนี้</p>
<h3><strong>ขั้นที่ 1: ตรวจสอบว่าสินค้าต้องขออนุญาตโฆษณาหรือไม่</strong></h3>
<p>ดูจากประเภทสินค้าและเนื้อหาที่จะให้ Influencer พูด ถ้าเป็นอาหารเสริม เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ หรือยา ต้องขออนุญาตทุกครั้ง</p>
<h3><strong>ขั้นที่ 2: ยื่นขออนุญาตโฆษณากับ อย. ก่อนทำสคริปต์</strong></h3>
<p>เตรียมเนื้อหาที่จะให้ Influencer พูดเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุข้อความ ภาพ และเสียงให้ครบ แล้วยื่นขออนุมัติจาก อย. ก่อนเริ่มถ่ายทำหรือโพสต์</p>
<h3><strong>ขั้นที่ 3: คุมเนื้อหาของ Influencer ให้ตรงตามที่ได้รับอนุมัติ</strong></h3>
<p>แจ้ง Influencer ชัดเจนให้พูดเฉพาะข้อความที่ผ่านการอนุมัติเท่านั้น ห้ามด้นสด ห้ามเพิ่มสรรพคุณ และห้ามเปลี่ยนคำพูดเอง</p>
<h3><strong>ขั้นที่ 4: เปิดเผยว่าเป็นโฆษณา</strong></h3>
<p>ตามแนวทางของ สคบ. Influencer ต้องระบุชัดว่าเนื้อหาเป็นโฆษณาหรือได้รับการสนับสนุน เช่น ใส่ #โฆษณา, #Sponsored หรือเขียนระบุไว้ในแคปชั่นชัดเจน</p>
<h3><strong>ขั้นที่ 5: เก็บหลักฐานเอกสารให้ครบ</strong></h3>
<p>เก็บเลขอนุญาตโฆษณา, ใบอนุมัติจาก อย., สคริปต์ที่ผ่านการอนุมัติ, และสำเนาคอนเทนต์ที่เผยแพร่ ไว้พร้อมแสดงเมื่อถูกตรวจสอบ</p>
<div style="background-color: #e8f5e9; border-left: 4px solid #4CAF50; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">
<p style="font-weight: bold; color: #2e7d32; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">Tips:</p>
<p style="margin: 0; color: #333;">ยื่นขออนุญาตโฆษณาล่วงหน้าอย่างน้อย 30-60 วันก่อนวันโพสต์ เพราะ อย. ใช้เวลาพิจารณาและอาจขอแก้ไขเนื้อหา ถ้ารีบไปมักเกิดปัญหาแก้ไขไม่ทันและต้องเลื่อนแคมเปญออกไป</p>
</div>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">สรุป</h2>
<p>การจ้าง Influencer ทำโฆษณาสินค้าในกลุ่มที่ อย. ควบคุม ต้องขอใบอนุญาตโฆษณาทุกครั้งก่อนเผยแพร่ ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับโซเชียลมีเดีย แม้จะเป็นเพียงคลิปสั้นบน TikTok, Reel บน Instagram หรือ Story ที่หายไปใน 24 ชั่วโมงก็ตาม</p>
<p>ผู้ประกอบการ คือผู้รับผิดชอบหลักทางกฎหมาย แต่ Influencer ก็ควรรู้กฎเพื่อปกป้องตนเองและงานของตัวเอง การวางแผนแคมเปญให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นไม่ได้ยุ่งยาก แต่ช่วยป้องกันค่าปรับและคดีที่อาจตามมาได้ทั้งหมด</p>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">FAQ</h2>
<section class="decr-faq">
<div class="decr-faq__item">
<p class="decr-faq__question"><strong>Q1: ถ้าจ้าง Influencer แล้วให้พูดแค่ใช้แล้วชอบ ไม่อ้างสรรพคุณ ยังต้องขอใบอนุญาตไหม?</strong></p>
<div class="decr-faq__answer">
<p>A: ถ้าสินค้าอยู่ในกลุ่มที่ อย. ควบคุมและมีการตอบแทน ไม่ว่าจะเป็นเงิน สินค้าฟรี หรือผลประโยชน์อื่น ถือว่าเป็นโฆษณา ต้องขออนุญาตทุกครั้ง แม้เนื้อหาจะดูปลอดภัยก็ตาม</p>
</div>
</div>
<div class="decr-faq__item">
<p class="decr-faq__question"><strong>Q2: เลขอนุญาตโฆษณา อย. ต้องแสดงในโพสต์ของ Influencer ด้วยไหม?</strong></p>
<div class="decr-faq__answer">
<p>A: ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและสื่อ บางกรณีต้องแสดงเลขอนุญาตในเนื้อหา บางกรณีไม่บังคับแต่ต้องเก็บเอกสารไว้พร้อมแสดงเมื่อถูกตรวจสอบ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนเริ่มแคมเปญ</p>
</div>
</div>
<div class="decr-faq__item">
<p class="decr-faq__question"><strong>Q3: ใบอนุญาตโฆษณาที่ได้สำหรับ Facebook ใช้กับ TikTok ได้ไหม?</strong></p>
<div class="decr-faq__answer">
<p>A: ใบอนุญาตโฆษณาจาก อย. ออกให้สำหรับ &#8220;เนื้อหา&#8221; ไม่ใช่ Platform ดังนั้นเนื้อหาที่ผ่านการอนุมัติแล้วใช้ได้หลาย Platform แต่ต้องเป็นข้อความเดียวกัน ห้ามดัดแปลง</p>
</div>
</div>
<div class="decr-faq__item">
<p class="decr-faq__question"><strong>Q4: ถ้า Influencer โพสต์โดยไม่แจ้งว่าเป็นโฆษณา ผิดกฎหมายไหม?</strong></p>
<div class="decr-faq__answer">
<p>A: ผิด ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค การโฆษณาแฝงที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าเป็นรีวิวส่วนตัวทั้งที่ได้รับค่าตอบแทน ถือเป็นการโฆษณาไม่ซื่อสัตย์และมีโทษทางกฎหมาย</p>
</div>
</div>
<div class="decr-faq__item">
<p class="decr-faq__question"><strong>Q5: ขอใบอนุญาตโฆษณาสำหรับแคมเปญ Influencer ใช้เวลานานแค่ไหน?</strong></p>
<div class="decr-faq__answer">
<p>A: เฉลี่ย 15-30 วัน ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและความครบถ้วนของเอกสาร หากเนื้อหามีจุดต้องแก้ไขจะใช้เวลาเพิ่ม ควรวางแผนล่วงหน้าอย่างน้อย 45-60 วันก่อนวันโพสต์จริง</p>
</div>
</div>
</section>
<hr />
<p>ถ้าคุณกำลังวางแผนแคมเปญ Influencer สำหรับสินค้า อย. ทีมงาน <a href="https://csrich1.com/" rel="noopener">C&amp;S Rich1 </a>พร้อมตรวจสอบเนื้อหา ยื่นขอใบอนุญาตโฆษณา และดูแลทุกขั้นตอนให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นจนจบ</p>
<p>สามารถดูบริการเพิ่มเติมได้ที่ <a href="https://csrich1.com/advertising-license-service/" rel="noopener"><strong>รับขอใบอนุญาตโฆษณา ทุกประเภท</strong></a></p>
<hr />
<p>📲 Tel: <a href="tel:+66645607779" rel="noopener">064-560-7779</a></p>
<p>💬 Line: @cs0645607779</p>
<p>📩 Email: <a href="mailto:csrich188@gmail.com" rel="noopener">csrich188@gmail.com</a></p>
<p>📚 Facebook: <a href="https://www.facebook.com/p/%E0%B8%88%E0%B8%94-%E0%B8%AD%E0%B8%A2-%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%97-%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%AA-%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8A1-%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94-100069116491327/?_rdc=1&amp;_rdr=#" rel="noopener" target="_blank">จด อย บริษัท ซีแอนด์เอสริช1 จำกัด</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จด อย อาหารเสริม ทำอย่างไร? คู่มือขั้นตอนสำหรับผู้ประกอบการใหม่</title>
		<link>https://csrich1.com/fda-food-supplement-registration-steps/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 12 May 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[จด อย. อาหารเสริม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://csrich1.com/fda-food-supplement-registration-steps/</guid>

					<description><![CDATA[จด อย. อาหารเสริม ต้องเตรียมเอกสาร ยื่นผ่าน E-submission และรอพิจารณา 30-180 วัน รวมขั้นตอนครบจบ พร้อมช่องทางออนไลน์และค่าใช้จ่ายที่ต้องรู้]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การจด อย. อาหารเสริม เริ่มจากเตรียมสูตรสินค้า และข้อมูลส่วนประกอบ เลือกโรงงานที่มีมาตรฐาน จากนั้นออกแบบฉลากให้ถูกต้องตามกฎหมาย แล้วรวบรวมเอกสารต่าง ๆ เพื่อยื่นขอเลข อย. กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เมื่อผ่านการอนุมัติจึงสามารถวางขายสินค้าได้อย่างถูกต้อง</p>
<p>บทความนี้รวบรวมขั้นตอนการจด อย. อาหารเสริมแบบครบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การจัดประเภทผลิตภัณฑ์ เตรียมเอกสาร ส่งทดสอบแล็บ จนถึงการยื่นคำขอผ่านช่องทางออนไลน์ พร้อมระยะเวลาและค่าใช้จ่ายที่ผู้ประกอบการใหม่ต้องรู้ก่อนเริ่มต้น</p>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">จด อย. อาหารเสริม คืออะไร และกฎหมายบังคับหรือเปล่า?</h2>
<p><strong>ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Food Supplement)</strong> คือ ผลิตภัณฑ์ที่ให้สารอาหารเพิ่มเติมนอกเหนือจากอาหารปกติ เช่น วิตามิน แร่ธาตุ สมุนไพรสกัด หรือกรดอะมิโน ในไทยผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้อยู่ภายใต้การกำกับของ <strong>พ.ร.บ. อาหาร พ.ศ. 2522</strong> และต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก่อนจำหน่าย</p>
<p>กฎหมายบังคับชัดเจนว่าห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายอาหารเสริมที่ยังไม่ผ่านการขึ้นทะเบียน หรือแจ้งรายละเอียดกับ อย. โทษสูงสุด คือจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ยังถูกสั่งยึดและทำลายสินค้าทั้งหมด</p>
<p><img decoding="async" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/alternative-medicine-vitamin-supplements-from-natural-herbs-2-scaled.jpg" alt="ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร" /></p>
<div style="background-color: #FFF8E1; border-left: 4px solid #FFC107; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">
<p style="font-weight: bold; color: #F57F17; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">จุดสำคัญ:</p>
<p style="margin: 0; color: #333;">อาหารเสริมในไทยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ (1) อาหารควบคุมเฉพาะ ซึ่งต้องขอเลข อย. เต็มกระบวนการ และ (2) อาหารทั่วไป ซึ่งแจ้งรายละเอียดแบบ อย.3 ใช้เวลาน้อยกว่า การรู้ว่าผลิตภัณฑ์ของคุณอยู่กลุ่มไหนช่วยประหยัดเวลาได้มาก</p>
</div>
<hr />
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ขั้นตอนการจด อย. อาหารเสริม มีกี่ขั้นและต้องทำอะไรบ้าง?</h2>
<p>กระบวนการ<a href="https://csrich1.com/fda-registration-service/" rel="noopener"><strong>จด อย. อาหารเสริม</strong></a><a href="https://csrich1.com/fda-registration-service/" rel="noopener">มี</a>ทั้งหมด 5 ขั้นตอนหลัก แต่ละขั้นมีรายละเอียดที่ต้องเตรียมต่างกัน ถ้าเข้าใจภาพรวมทั้งหมดก่อน จะวางแผนได้ดีขึ้นและไม่ต้องรีบเร่งในช่วงท้าย ผู้ประกอบการหลายรายที่มาหาเราหลังจากติดขัดในขั้นตอนใดขั้นหนึ่งมักบอกว่า &quot;รู้แบบนี้ตั้งแต่ต้นก็ดี&quot;</p>
<h4>1. จัดประเภทผลิตภัณฑ์ให้ถูกต้องก่อนเริ่ม</h4>
<p>ขั้นตอนนี้สำคัญที่สุดแต่หลายคนข้ามไป อาหารเสริมไม่ได้มีประเภทเดียว อย. แบ่งออกเป็นหลายหมวด เช่น</p>
<ul>
<li> วิตามิน </li>
<li>เกลือแร่ </li>
<li>สมุนไพร </li>
<li>โปรตีน </li>
<li>กรดอะมิโน </li>
<li>โปรไบโอติก </li>
</ul>
<p>แต่ละหมวดมีเงื่อนไขการขออนุญาตที่ต่างกัน และการเข้าข่ายเป็น &quot;ยา&quot; แทนที่จะเป็น &quot;อาหารเสริม&quot; จะทำให้กระบวนการยากขึ้นหลายเท่า</p>
<p>คือ ดูจากส่วนผสมหลัก และสรรพคุณที่ระบุบนฉลาก ถ้าผลิตภัณฑ์อ้างสรรพคุณรักษาโรค หรือบรรเทาอาการ จะถูกพิจารณาเป็น &quot;ยา&quot; ไม่ใช่อาหารเสริม ถ้าไม่แน่ใจ ให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนดำเนินการต่อ เพราะการจัดประเภทผิดตั้งแต่ต้นทำให้ต้องยื่นใหม่ทั้งหมด</p>
<p><img decoding="async" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/young-adult-reviewing-documents-data-remote-work-2-scaled.jpg" alt="เตรียมเอกสารให้ครบตามที่ อย. กำหนด" /></p>
<h4>2. เตรียมเอกสารให้ครบตามที่ อย. กำหนด</h4>
<p>เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประกอบด้วยหลายชุด โดยทั่วไปมีดังนี้:</p>
<ul>
<li><strong>หนังสือรับรองบริษัท</strong> อายุไม่เกิน 6 เดือน</li>
<li><strong>ใบอนุญาตผลิต นำเข้า หรือจัดจำหน่าย</strong> แล้วแต่รูปแบบธุรกิจ</li>
<li><strong>สูตรส่วนผสมครบทุกรายการ</strong> พร้อมปริมาณที่ชัดเจน</li>
<li><strong>ผลการทดสอบจากห้องแล็บที่ได้รับการรับรอง</strong> ได้แก่ ผลวิเคราะห์ทางโภชนาการ ผลทดสอบจุลชีววิทยา และผลทดสอบความปลอดภัย</li>
<li><strong>ตัวอย่างฉลากและบรรจุภัณฑ์</strong> ทั้งภาษาไทยและภาษาต้นทาง (กรณีนำเข้า)</li>
<li><strong>Certificate of Analysis (COA) และ Certificate of Free Sale (CFS)</strong> สำหรับสินค้านำเข้า</li>
</ul>
<h4>3. ส่งตัวอย่างทดสอบในห้องแล็บที่ได้รับรอง</h4>
<p>ก่อนยื่นคำขอ ต้องส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ไปทดสอบในห้องแล็บที่ อย. รับรองก่อน ผลการทดสอบที่ต้องมีสำหรับอาหารเสริม ได้แก่ </p>
<ul>
<li>การวิเคราะห์ทางโภชนาการ (Nutritional Analysis) </li>
<li>การทดสอบจุลชีววิทยา (Microbiological Test) </li>
<li>ความปลอดภัยของส่วนผสม</li>
</ul>
<p>จุดที่หลายคนพลาด คือการส่งทดสอบช้าเกินไป เพราะผลแล็บใช้เวลา 2-8 สัปดาห์ขึ้นอยู่กับประเภทผลิตภัณฑ์ ควรส่งทดสอบตั้งแต่เนิ่น ๆ ในขณะที่กำลังเตรียมเอกสารส่วนอื่นไปพร้อมกัน จะช่วยย่นเวลาโดยรวมได้มาก</p>
<h4>4. ยื่นคำขอผ่านระบบ E-submission ของ อย.</h4>
<p>ปัจจุบัน อย. ให้ยื่นคำขอผ่านระบบออนไลน์เป็นหลักผ่าน <strong>Privus (ระบบ e-Submission)</strong> ที่ <a href="https://privus.fda.moph.go.th/" rel="noopener" target="_blank">privus.fda.moph.go.th</a> ก่อนยื่นต้องลงทะเบียนเป็นผู้ใช้งานระบบก่อน แล้วเลือกประเภทคำขอที่ตรงกับผลิตภัณฑ์</p>
<ul>
<li>ลงทะเบียนบัญชีผู้ใช้งาน → ยืนยันตัวตนด้วยบัตรประชาชน</li>
<li>เลือกประเภทคำขอ (อาหาร → ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร)</li>
<li>กรอกข้อมูลผลิตภัณฑ์และแนบเอกสารทุกรายการ</li>
<li>ชำระค่าธรรมเนียม (ทำออนไลน์ได้)</li>
<li>รอ อย. ตรวจสอบและแจ้งผล</li>
</ul>
<div style="background-color: #E8F5E9; border-left: 4px solid #4CAF50; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">
<p style="font-weight: bold; color: #2E7D32; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">Tips:</p>
<p style="margin: 0; color: #333;">ตรวจสอบให้แน่ใจว่าไฟล์เอกสารทุกรายการอยู่ในรูปแบบ PDF ที่ชัดเจน ขนาดไฟล์ไม่เกินที่ระบบกำหนด และชื่อไฟล์เป็นภาษาอังกฤษ เพราะระบบ Privus มักปฏิเสธไฟล์ที่ชื่อเป็นภาษาไทย หรือมีอักขระพิเศษ</p>
</div>
<p><img decoding="async" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/business-men-talk-2-scaled.jpg" alt="รอการพิจารณาและรับเลข อย." /></p>
<h4>5. รอการพิจารณาและรับเลข อย.</h4>
<p>หลังยื่นครบ เจ้าหน้าที่ อย. จะตรวจสอบเอกสาร และอาจแจ้งให้ส่งข้อมูลเพิ่มเติม ถ้าเอกสารครบ ถูกต้อง จะได้รับเลข อย. ผ่านระบบ E-submission โดยตรง หลังจากนั้นจึงพิมพ์ฉลากจริงที่มีเลข อย. กำกับและเริ่มจำหน่ายได้</p>
<p>ระหว่างรอผลควรติดตามสถานะคำขอในระบบ Privus สม่ำเสมอ เพราะถ้า อย. แจ้งให้ส่งเอกสารเพิ่ม และไม่ตอบภายในเวลาที่กำหนด คำขออาจถูกยกเลิกและต้องยื่นใหม่</p>
<hr />
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ช่องทางออนไลน์ยื่นคำขอ อย. มีช่องทางไหนบ้าง?</h2>
<p>อย. เปิดช่องทางออนไลน์สำหรับผู้ประกอบการไว้หลายระบบ แต่ละระบบรองรับประเภทผลิตภัณฑ์ และคำขอที่ต่างกัน การเลือกระบบให้ถูกตั้งแต่ต้นช่วยลดเวลาที่ต้องเสียไปกับการยื่นผิดช่องทาง</p>
<ul>
<li><strong>Privus (</strong><a href="https://privus.fda.moph.go.th/" rel="noopener" target="_blank"><strong>privus.fda.moph.go.th</strong></a><strong>)</strong> &#8211; ระบบ E-submission หลักสำหรับผลิตภัณฑ์อาหาร ใช้สำหรับขอเลข อย. อาหารเสริม แจ้งรายละเอียดอาหาร และยื่นคำขอต่าง ๆ เกี่ยวกับอาหาร</li>
<li><strong>เว็บไซต์ อย. (</strong><a href="http://fda.moph.go.th/" rel="noopener" target="_blank"><strong>fda.moph.go.th</strong></a><strong>)</strong> &#8211; แหล่งข้อมูลแบบฟอร์ม ประกาศ และระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมถึงลิงก์เข้าระบบต่าง ๆ</li>
<li><strong>Oryor Smart Application</strong> &#8211; แอปพลิเคชันมือถือของ อย. สำหรับตรวจสอบเลข อย. และสถานะผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่ระบบยื่นคำขอ แต่ช่วยในการตรวจสอบข้อมูลระหว่างกระบวนการ</li>
</ul>
<p>สำหรับผู้ประกอบการที่ยื่นครั้งแรก และไม่คุ้นเคยกับระบบ Privus ควรเข้าร่วมอบรมที่ อย. จัดขึ้นเป็นระยะ หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ชำนาญระบบก่อนยื่นจริง เพราะข้อผิดพลาดในการกรอกข้อมูลในระบบอาจทำให้คำขอถูกส่งคืนได้</p>
<hr />
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการจด อย. อาหารเสริม</h2>
<p>ก่อนวางแผนธุรกิจ ต้องเข้าใจก่อนว่า <strong>ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับประเภทผลิตภัณฑ์</strong> ไม่ใช่ตัวเลขเดียวสำหรับทุกกรณี ผู้ประกอบการหลายรายเข้าใจผิดว่าจด อย. ใช้เวลาแค่ไม่กี่สัปดาห์ แล้วพบว่าจริง ๆ ต้องรอนานกว่านั้นมาก</p>
<h4>ระยะเวลาโดยประมาณ</h4>
<p>หากเป็นสูตรทั่วไปและเอกสารถูกต้องตั้งแต่แรก มักอนุมัติได้ค่อนข้างเร็ว แต่ถ้ามีการใช้สารใหม่ สูตรซับซ้อน หรือฉลากไม่ถูกต้อง อาจใช้เวลาตรวจสอบเพิ่มเติมและทำให้ระยะเวลานานขึ้นได้ </p>
<table style="width:100%; border-collapse:collapse;">
<thead>
<tr>
<th scope="col">ประเภทผลิตภัณฑ์</th>
<th scope="col">ระยะเวลาพิจารณา</th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<td>อาหารทั่วไป (แจ้งรายละเอียด)</td>
<td>30-60 วัน</td>
</tr>
<tr>
<td>ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (ขออนุมัติ)</td>
<td>90-180 วัน</td>
</tr>
<tr>
<td>อาหารควบคุมเฉพาะ</td>
<td>3-6 เดือน</td>
</tr>
<tr>
<td>กรณีต้องแก้ไขเอกสาร</td>
<td>บวกเพิ่มทุกรอบที่แก้</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h4>ค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียม</h4>
<p>ค่าใช้จ่ายในการจด อย. อาหารเสริมแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ค่าธรรมเนียมรัฐ และค่าใช้จ่ายเตรียมการ</p>
<ul>
<li><strong>ค่าธรรมเนียมรัฐ:</strong> ประมาณ 500-5,000 บาท ขึ้นอยู่กับประเภทคำขอ</li>
<li><strong>ค่าทดสอบแล็บ:</strong> 5,000-30,000 บาท ขึ้นอยู่กับจำนวนและประเภทการทดสอบ</li>
<li><strong>ค่าที่ปรึกษา (ถ้าใช้):</strong> ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการและความซับซ้อนของสินค้า</li>
</ul>
<div style="background-color: #FBE9E7; border-left: 4px solid #FF5722; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">
<p style="font-weight: bold; color: #D84315; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">ข้อควรระวัง:</p>
<p style="margin: 0; color: #333;">
ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักมองข้ามการเผื่อค่าใช้จ่ายสำหรับการแก้ไขคำขอและการยื่นเอกสารใหม่ในแผนงบประมาณ หากคำขอถูกตีกลับและต้องดำเนินการยื่นซ้ำ อาจมีค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายด้านห้องปฏิบัติการบางส่วนที่ต้องชำระเพิ่มเติมอีกครั้ง
</p>
</div>
<p>สามารถดูรายละเอียดค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้ที่ <a href="https://csrich1.com/fda-registration-guide/" rel="noopener">ค่าใช้จ่ายจด อย. 2026 เตรียมงบเท่าไหร่?</a></p>
<hr />
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">สรุป</h2>
<p>การ<strong>จด อย. อาหารเสริม</strong>ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนเกินไปถ้าเตรียมตัวถูกต้องตั้งแต่แรก ขั้นตอนหลักมี 5 ขั้น เริ่มจากการจัดประเภทผลิตภัณฑ์ให้ถูก เตรียมเอกสารให้ครบ ส่งทดสอบแล็บล่วงหน้า ยื่นผ่านระบบ Privus และติดตามสถานะจนได้เลข อย.</p>
<p>สิ่งที่ทำให้กระบวนการล่าช้าในส่วนใหญ่ คือการเตรียมเอกสารไม่ครบ จัดประเภทผิด หรือทดสอบแล็บช้าเกินไป ถ้าวางแผนให้ดีตั้งแต่ก่อนเริ่มยื่น โอกาสที่จะได้เลข อย. ในรอบแรกโดยไม่ต้องยื่นซ้ำจะสูงขึ้นมาก อ่านเพิ่มเติมเรื่องสาเหตุที่ทำให้จด อย. ไม่ผ่านได้ที่ <a href="https://csrich1.com/blog/fda-registration-rejected-common-problems/" rel="noopener">ทำไมจด อย. ไม่ผ่าน? 6 ปัญหาที่พบบ่อยและวิธีแก้ก่อนยื่น</a></p>
<hr />
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">FAQ</h2>
<section class="decr-faq">
<div class="decr-faq__item">
<p class="decr-faq__question"><strong>Q1: อาหารเสริมทุกประเภทต้องจด อย. หรือเปล่า?</strong></p>
<div class="decr-faq__answer">
<p>A: ใช่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทุกชนิดที่จำหน่ายในไทยต้องได้รับอนุญาตหรือแจ้งรายละเอียดกับ อย. ก่อนวางจำหน่าย แม้จะผลิตเพื่อขายออนไลน์ในปริมาณน้อยก็ตาม ยกเว้นเฉพาะสินค้าที่ผลิตเพื่อบริโภคในครัวเรือนและไม่นำออกจำหน่าย</p>
</div>
</div>
<div class="decr-faq__item">
<p class="decr-faq__question"><strong>Q2: สามารถยื่นจด อย. อาหารเสริมด้วยตัวเองได้ไหม?</strong></p>
<div class="decr-faq__answer">
<p>A: ได้ ผู้ประกอบการยื่นเองผ่านระบบ Privus ได้โดยตรง แต่ต้องเรียนรู้ระบบและข้อกำหนดเอกสารของแต่ละประเภทผลิตภัณฑ์ให้ดีก่อน ถ้าสินค้าซับซ้อนหรือยื่นครั้งแรก การใช้ที่ปรึกษาช่วยลดความเสี่ยงที่จะยื่นผิดและเสียเวลา</p>
</div>
</div>
<div class="decr-faq__item">
<p class="decr-faq__question"><strong>Q3: จด อย. อาหารเสริมนำเข้าต่างจากอาหารเสริมที่ผลิตในไทยอย่างไร?</strong></p>
<div class="decr-faq__answer">
<p>A: กระบวนการหลักเหมือนกัน แต่สินค้านำเข้าต้องมีเอกสารเพิ่มเติมจากประเทศผู้ผลิต ได้แก่ COA, CFS และเอกสารรับรองโรงงาน บางผลิตภัณฑ์ต้องส่งตัวอย่างทดสอบในห้องแล็บไทยเพิ่มเติมด้วย</p>
</div>
</div>
<div class="decr-faq__item">
<p class="decr-faq__question"><strong>Q4: ถ้าเลข อย. อาหารเสริมหมดอายุ ต้องทำอย่างไร?</strong></p>
<div class="decr-faq__answer">
<p>A: เลข อย. ของผลิตภัณฑ์อาหารโดยทั่วไปไม่หมดอายุ แต่ถ้าต้องการเปลี่ยนแปลงสูตร ฉลาก หรือผู้ผลิต ต้องยื่นขอแก้ไขหรือยื่นใหม่ตามประเภทของการเปลี่ยนแปลง ถ้าเป็นใบอนุญาตสถานประกอบการที่หมดอายุ ต้องต่ออายุก่อนจะจำหน่ายต่อได้</p>
</div>
</div>
<div class="decr-faq__item">
<p class="decr-faq__question"><strong>Q5: ขั้นตอนจด อย. อาหารเสริมสำหรับ SME กับบริษัทใหญ่ต่างกันไหม?</strong></p>
<div class="decr-faq__answer">
<p>A: ขั้นตอนและเอกสารเหมือนกัน อย. ไม่มีมาตรฐานที่แตกต่างตามขนาดธุรกิจ แต่บริษัทขนาดเล็กหรือผู้ประกอบการรายใหม่มักเจอปัญหาเอกสารไม่ครบหรือจัดประเภทสินค้าผิดมากกว่า เพราะขาดประสบการณ์กับกระบวนการของ อย.</p>
</div>
</div>
</section>
<hr />
<p>ถ้าคุณกำลังวางแผน<a href="https://csrich1.com/fda-registration-service/" rel="noopener">จด อย. อาหารเสริม </a>และยังไม่แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์เข้าข่ายประเภทไหน หรือเอกสารชุดไหนที่ต้องใช้ ทีมที่ปรึกษา <a href="https://csrich1.com/" rel="noopener">C&amp;S Rich1 </a>ช่วยตรวจสอบความพร้อมก่อนยื่นได้เลย เราดูแลเคสจด อย. อาหารเสริมมาแล้วมากกว่า 500 ราย ทั้งสินค้าผลิตในไทยและนำเข้า</p>
<p>สามารถดูบริการอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ <a href="https://csrich1.com/fda-registration-service/" rel="noopener">บริการรับจด อย.</a></p>
<hr />
<p>📲 Tel: <a href="tel:+66645607779" rel="noopener">064-560-7779</a></p>
<p>💬 Line: @cs0645607779</p>
<p>📩 Email: <a href="mailto:csrich188@gmail.com" rel="noopener">csrich188@gmail.com</a></p>
<p>📚 Facebook: <a href="https://www.facebook.com/p/%E0%B8%88%E0%B8%94-%E0%B8%AD%E0%B8%A2-%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%97-%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%AA-%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8A1-%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94-100069116491327/?_rdc=1&amp;_rdr=#" rel="noopener" target="_blank">จด อย บริษัท ซีแอนด์เอสริช1 จำกัด</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ตัวอย่างข้อความโฆษณาผิดกฎหมาย vs โฆษณาถูกกฎหมาย เปรียบเทียบชัด</title>
		<link>https://csrich1.com/legal-vs-illegal-advertising-examples/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 12 May 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ขอใบอนุญาตโรงงาน]]></category>
		<category><![CDATA[โฆษณาผิดกฎหมาย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://csrich1.com/legal-vs-illegal-advertising-examples/</guid>

					<description><![CDATA[ตัวอย่างโฆษณาถูกกฎหมายและโฆษณาผิดกฎหมาย อาหารเสริม เครื่องสำอาง ยา เครื่องมือแพทย์ คำที่ห้ามใช้เด็ดขาด โทษ และวิธีตรวจสอบก่อนลงโฆษณา]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ตัวอย่างโฆษณาผิดกฎหมาย</strong> และโฆษณาถูกกฎหมายมักต่างกันที่รายละเอียดเล็ก ๆ ที่คนมองข้ามง่าย เช่น คำว่า &quot;ช่วย&quot; กับ &quot;รักษา&quot; หรือ &quot;บำรุง&quot; กับ &quot;แก้&quot; คำเหล่านี้มีความหมายทางกฎหมายต่างกันมาก และอาจเป็นเส้นแบ่งระหว่างโฆษณาที่ใช้งานได้กับโฆษณาที่โดนปรับ</p>
<p>บทความนี้จะรวบรวมตัวอย่างข้อความโฆษณาจริง ในแต่ละประเภทสินค้า พร้อมตารางเปรียบเทียบว่าแบบไหนถูก แบบไหนผิด คำที่ห้ามใช้เด็ดขาด โทษที่จะได้รับ และวิธีตรวจสอบข้อความโฆษณาของตัวเองก่อนลงจริง</p>
<hr />
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">โฆษณาทั่วไป ทำไมถึงมีโอกาสผิดกฎหมายได้</h2>
<p>กฎหมายไม่ได้ดูแค่ว่า &quot;ดูปกติหรือเปล่า&quot; แต่ดูที่ &quot;ข้อความนั้นอ้างอะไร&quot; และ &quot;มีหลักฐานรองรับหรือเปล่า&quot;</p>
<p>พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 และพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ. 2551 ต่างกำหนดว่าโฆษณาสินค้าในกลุ่มที่ อย. ดูแลต้องได้รับอนุญาตก่อน และข้อความต้องตรงกับที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ถ้าเพิ่มสรรพคุณเองโดยไม่มีหลักฐาน นั่นคือผิดกฎหมายทันที แม้ว่าคู่แข่งจะทำแบบเดียวกันก็ตาม</p>
<p><img decoding="async" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/portrait-beautiful-young-asian-woman-beauty-vlogger-making-make-up-looking-camer-scaled.jpg" alt="ผลิตโฆษณาเกินจริง" /></p>
<p>สาเหตุหลักที่ทำให้โฆษณาผิดกฎหมายโดยที่ผู้ประกอบการไม่รู้ตัว มีอยู่ 3 ข้อ:</p>
<ul>
<li>ใช้คำที่มีนัยยะทางการแพทย์โดยไม่มีหลักฐานรองรับ</li>
<li>อ้างสรรพคุณเกินกว่าที่ได้รับอนุญาตจาก อย.</li>
<li>ไม่ได้ยื่นขอใบอนุญาตโฆษณาก่อนลงโฆษณาเลย</li>
</ul>
<div style="background-color: #FFF8E1; border-left: 4px solid #FFC107; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">
<p style="font-weight: bold; color: #F57F17; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">จุดสำคัญ:</p>
<p style="margin: 0; color: #333;">
<p>โฆษณาสินค้าที่ อย. กำกับดูแลทุกชิ้น ต้องได้รับอนุญาตก่อนลงโฆษณา ไม่ว่าจะเป็นโพสต์ Facebook, รีวิวที่จ้างมา, หรือแม้แต่ป้ายในร้าน ถ้าข้อความยังไม่ได้รับอนุญาต ทุกช่องทางที่ลงถือว่าผิดกฎหมาย</p>
</p>
</div>
<hr />
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ตัวอย่างเปรียบเทียบโฆษณาถูกกฎหมาย vs โฆษณาผิดกฎหมาย</h2>
<p>ตัวอย่างต่อไปนี้แสดงให้เห็นชัดว่าข้อความที่ดูคล้ายกันมาก แต่ความแตกต่างเล็กน้อยในการเลือกคำส่งผลต่างกันอย่างสิ้นเชิงในแง่กฎหมาย</p>
<h4>อาหารเสริม</h4>
<p>โฆษณาเกี่ยวกับอาหารเสริมจำเป็นต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดทางกฎหมาย ตารางด้านล่างนี้เป็นตัวอย่างเปรียบเทียบข้อความโฆษณาที่ไม่เหมาะสม และข้อความที่สามารถใช้ได้อย่างถูกต้องตาม</p>
<table style="width:100%; border-collapse:collapse;">
<thead>
<tr>
<th scope="col"><strong>ข้อความโฆษณาที่ผิดกฎหมาย</strong></th>
<th scope="col"><strong>ข้อความโฆษณาที่ถูกกฎหมาย</strong></th>
<th scope="col"><strong>เหตุผล</strong></th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<td>รักษาโรคเบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือดได้จริง</td>
<td>ช่วยบำรุงร่างกาย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพ</td>
<td>รักษา เป็นนัยยะทางการแพทย์ที่ต้องมีหลักฐานทางคลินิก</td>
</tr>
<tr>
<td>กินแล้วผอม 5 กิโลใน 2 สัปดาห์</td>
<td>ส่วนประกอบที่อาจช่วยสนับสนุนการควบคุมน้ำหนัก</td>
<td>อ้างผลลัพธ์ชัดเจนโดยไม่มีหลักฐานรองรับ</td>
</tr>
<tr>
<td>เพิ่มภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรคได้ 100%</td>
<td>มีวิตามิน C และสังกะสี ซึ่งมีส่วนช่วยในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน</td>
<td>ข้อความแรกอ้างผลป้องกันโรค ข้อความที่สองอิงตามหน้าที่ทางโภชนาการที่มีหลักฐาน</td>
</tr>
<tr>
<td>แก้ปัญหานอนไม่หลับ หลับสนิททันที</td>
<td>มีสารสกัดจากดอกคาโมมายล์ที่ช่วยให้ผ่อนคลาย</td>
<td>&quot;แก้ปัญหา&quot; และ &quot;ทันที&quot; เป็นการอ้างสรรพคุณเกินจริง</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h4>เครื่องสำอาง</h4>
<p>การโฆษณาเครื่องสำอางต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของกฎหมาย เพื่อไม่ให้มีการกล่าวอ้างสรรพคุณเกินจริง ตารางด้านล่างนี้เป็นตัวอย่างเปรียบเทียบข้อความโฆษณาที่ไม่เหมาะสม และข้อความที่สามารถใช้ได้อย่างถูกต้องตามหลักการโฆษณาเครื่องสำอาง</p>
<table style="width:100%; border-collapse:collapse;">
<thead>
<tr>
<th scope="col"><strong>ข้อความโฆษณาที่ผิดกฎหมาย</strong></th>
<th scope="col"><strong>ข้อความโฆษณาที่ถูกกฎหมาย</strong></th>
<th scope="col"><strong>เหตุผล</strong></th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<td>รักษาสิวหายถาวร ไม่กลับมาอีก</td>
<td>ช่วยดูแลผิวที่เป็นสิว ลดความมันส่วนเกิน</td>
<td>เครื่องสำอางรักษาโรคไม่ได้ ถ้าอ้างรักษาจะเข้าข่ายยา</td>
</tr>
<tr>
<td>ลบรอยแผลเป็นได้ใน 7 วัน</td>
<td>บำรุงผิวให้ดูเรียบเนียน ลดการมองเห็นของรอยหมองคล้ำ</td>
<td>&quot;ลบรอยแผลเป็น&quot; เป็นสรรพคุณเกินกว่าขอบเขตของเครื่องสำอาง</td>
</tr>
<tr>
<td>กระชับผิว แก้หย่อนคล้อย เหมือนยกหน้า</td>
<td>ให้ความรู้สึกผิวกระชับ มีความชุ่มชื้น</td>
<td>&quot;แก้หย่อนคล้อย&quot; มีนัยยะทางการแพทย์ที่ต้องใช้ผลิตภัณฑ์เฉพาะ</td>
</tr>
<tr>
<td>ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว</td>
<td>สูตร Oil Control ช่วยควบคุมความมันบนผิวหน้า</td>
<td>&quot;ฆ่าเชื้อ&quot; เป็นการอ้างสรรพคุณเชิงยา ต้องมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h4>เครื่องมือแพทย์</h4>
<p>การโฆษณาเครื่องมือแพทย์ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายอย่างเคร่งครัด เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ตารางด้านล่างนี้เป็นตัวอย่างเปรียบเทียบข้อความโฆษณาที่ไม่เหมาะสม และข้อความที่สามารถใช้ได้อย่างถูกต้องตามหลักการโฆษณาเครื่องมือแพทย์</p>
<table style="width:100%; border-collapse:collapse;">
<thead>
<tr>
<th scope="col"><strong>ข้อความโฆษณาที่ผิดกฎหมาย</strong></th>
<th scope="col"><strong>ข้อความโฆษณาที่ถูกกฎหมาย</strong></th>
<th scope="col"><strong>เหตุผล</strong></th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<td>รักษามะเร็งได้ วิจัยแล้วในญี่ปุ่น</td>
<td>อุปกรณ์ช่วยตรวจวัดสัญญาณชีพ ใช้ในการติดตามสุขภาพ</td>
<td>อ้างรักษาโรคร้ายแรงโดยไม่มีหลักฐานที่ผ่านการตรวจสอบในไทย</td>
</tr>
<tr>
<td>เครื่องนาโน ลดความเจ็บปวดเรื้อรังได้ 100%</td>
<td>อุปกรณ์นวดกล้ามเนื้อ ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด</td>
<td>อ้างผลชัดเจนโดยไม่มีหลักฐานรับรองตามมาตรฐาน อย.</td>
</tr>
<tr>
<td>แทนการผ่าตัด ไม่ต้องพบแพทย์</td>
<td>ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้งาน ใช้เป็นอุปกรณ์เสริม</td>
<td>ห้ามโฆษณาให้ผู้บริโภคหลีกเลี่ยงการพบแพทย์</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h4>ยา</h4>
<p>การโฆษณายาอยู่ภายใต้การควบคุมที่เข้มงวดเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีผลโดยตรงต่อร่างกายและสุขภาพของผู้ใช้  ตารางด้านล่างนี้เป็นตัวอย่างเปรียบเทียบข้อความโฆษณาที่ไม่เหมาะสม และข้อความที่สามารถใช้ได้อย่างถูกต้องตามหลักการโฆษณายา</p>
<table style="width:100%; border-collapse:collapse;">
<thead>
<tr>
<th scope="col"><strong>ข้อความโฆษณาที่ผิดกฎหมาย</strong></th>
<th scope="col"><strong>ข้อความโฆษณาที่ถูกกฎหมาย</strong></th>
<th scope="col"><strong>เหตุผล</strong></th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<td>หายไข้ใน 1 ชั่วโมง รับประกัน</td>
<td>ใช้บรรเทาอาการไข้  และปวดศีรษะ ตามคำแนะนำของเภสัชกร</td>
<td>รับประกันผลลัพธ์เฉพาะเจาะจงโดยไม่มีหลักฐาน</td>
</tr>
<tr>
<td>ไม่มีผลข้างเคียง ปลอดภัย 100%</td>
<td>ควรอ่านฉลากก่อนใช้ และปรึกษาเภสัชกรหากมีโรคประจำตัว</td>
<td>ยาทุกชนิดมีความเสี่ยง การอ้างว่าปลอดภัย 100% เป็นความเท็จ</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<hr />
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">คำที่ห้ามใช้โดยเด็ดขาดในโฆษณา อย.</h2>
<p>คำเหล่านี้ถ้าปรากฏในโฆษณาสินค้าประเภท อาหารเสริม เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ หรือยา ถือว่าผิดกฎหมายทันทีในเกือบทุกกรณี เว้นแต่จะเป็นยาที่ได้รับอนุญาตเฉพาะ และมีหลักฐานทางคลินิกรองรับ</p>
<p><strong>คำที่อ้างว่า &quot;รักษา&quot; หรือ &quot;แก้ไข&quot; โรค:</strong></p>
<ul>
<li>รักษา, แก้, หาย, หยุด, ยับยั้ง (ในบริบทของโรคเฉพาะ)</li>
<li>บำบัด, ฟื้นฟู (ในบริบทของโรค)</li>
<li>กำจัด (เชื้อโรค, มะเร็ง, ฯลฯ)</li>
</ul>
<p><strong>คำที่อ้างผลลัพธ์เกินจริงหรือรับประกัน:</strong></p>
<ul>
<li>100%, รับประกัน, แน่นอน, ทันที</li>
<li>ภายใน X วัน / X ชั่วโมง (ถ้าไม่มีหลักฐาน)</li>
<li>ถาวร, ไม่กลับมาอีก</li>
</ul>
<p><strong>คำที่ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นยา (สำหรับเครื่องสำอาง/อาหารเสริม):</strong></p>
<ul>
<li>ฆ่าเชื้อ, ต้านเชื้อแบคทีเรีย (ถ้าไม่มีการรับรอง)</li>
<li>ลดการอักเสบ, แก้อักเสบ (ในบริบททางการแพทย์)</li>
<li>ป้องกันโรค, ต้านมะเร็ง</li>
</ul>
<p><strong>คำที่อ้างอิงผู้เชี่ยวชาญโดยไม่มีหลักฐาน:</strong></p>
<ul>
<li>แพทย์แนะนำ (ถ้าไม่มีหลักฐาน)</li>
<li>วิจัยพิสูจน์แล้ว (ถ้าไม่มีงานวิจัยจริง)</li>
<li>ใช้ในโรงพยาบาล (ถ้าไม่เป็นความจริง)</li>
</ul>
<hr />
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">คำที่ใช้ได้แต่ต้องระวัง</h2>
<p>คำกลุ่มนี้ไม่ได้ห้ามเสมอไป แต่ใช้ผิดบริบท หรือใช้กับสินค้าผิดประเภทก็ผิดได้เช่นกัน ต้องดูว่าสินค้านั้นมีหลักฐานรองรับสรรพคุณนั้นหรือเปล่า และข้อความที่ขอใบอนุญาตไว้ครอบคลุมข้อความนั้นหรือเปล่า เช่น</p>
<ul>
<li><strong>&quot;ช่วย&quot;</strong> &#8211; ใช้ได้ถ้าตามด้วยสรรพคุณที่มีหลักฐาน เช่น &quot;ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น&quot;</li>
<li><strong>&quot;บำรุง&quot;</strong> &#8211; ใช้ได้กับเครื่องสำอางและอาหารเสริม แต่ต้องไม่เกินขอบเขตที่ได้รับอนุญาต</li>
<li><strong>&quot;ลด&quot;</strong> &#8211; ใช้ได้ถ้ามีข้อมูลสนับสนุน เช่น &quot;ลดความมัน&quot; แต่ไม่ใช่ &quot;ลดการอักเสบเรื้อรัง&quot; สำหรับเครื่องสำอาง</li>
<li><strong>&quot;ส่งเสริม&quot;</strong> &#8211; ใช้ได้ถ้าไม่อ้างการรักษาโรค เช่น &quot;ส่งเสริมสุขภาพผิว&quot;</li>
<li><strong>&quot;สนับสนุน&quot;</strong> &#8211; เช่น &quot;สนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน&quot; ใช้ได้ถ้ามีหลักฐานทางโภชนาการรองรับ</li>
</ul>
<p>หลักการง่าย ๆ คือ ถ้าข้อความนั้นทำให้ผู้บริโภคเชื่อว่าสินค้าจะ แก้ไขโรค หรือ ทดแทนการรักษาทางการแพทย์ ต้องระวังไว้ก่อนว่าอาจผิดกฎหมาย</p>
<div style="background-color: #FBE9E7; border-left: 4px solid #FF5722; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">
<p style="font-weight: bold; color: #D84315; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">ข้อควรระวัง:</p>
<p style="margin: 0; color: #333;">
<p>Influencer และ KOL ที่รีวิวสินค้าก็อยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ถ้า Influencer พูดเกินกว่าที่ได้รับอนุญาต ทั้ง Influencer และเจ้าของสินค้าอาจถูกดำเนินคดีได้ ต้องให้ Script ที่ถูกต้องกับ Influencer ทุกคนก่อนลงคอนเทนต์</p>
</p>
</div>
<hr />
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">โทษของการใช้ข้อความโฆษณาผิดกฎหมาย</h2>
<p>โทษสำหรับโฆษณาผิดกฎหมายไม่ใช่แค่ค่าปรับเล็กน้อย แต่มีผลกระทบเป็นลูกโซ่ที่ส่งผลต่อธุรกิจระยะยาวด้วย</p>
<p><strong>โทษทางกฎหมาย:</strong></p>
<ul>
<li>ปรับสูงสุด <strong>200,000 บาท</strong> ต่อครั้ง (สำหรับโฆษณายาที่ผิดกฎหมาย)</li>
<li>ปรับสูงสุด <strong>50,000 บาท</strong> ต่อครั้ง (สำหรับโฆษณาอาหารและผลิตภัณฑ์อื่น)</li>
<li>กรณีร้ายแรง อาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี</li>
<li>สั่งระงับการโฆษณา และถอดโฆษณาออกทุกช่องทาง</li>
</ul>
<p><strong>ผลกระทบต่อธุรกิจ:</strong></p>
<ul>
<li>อาจถูกพักหรือเพิกถอนใบอนุญาตผลิต/จำหน่าย</li>
<li>เสียชื่อเสียงแบรนด์ถ้าข่าวออกสู่สาธารณะ</li>
<li>ถ้าเกิดซ้ำหลายครั้ง โทษจะหนักขึ้นเรื่อย ๆ</li>
</ul>
<p><img decoding="async" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/arrangement-with-money-gavel-calculator-contract-scaled.jpg" alt="โทษทางกฎหมายปรับเงิน" /></p>
<hr />
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">วิธีตรวจสอบว่าข้อความโฆษณาของตัวเองปลอดภัยไหม</h2>
<p>ก่อนเผยแพร่โฆษณา ไม่ว่าจะเป็นโพสต์บนโซเชียล เว็บไซต์ หรือข้อความบนแพ็กเกจ ควรตรวจสอบเนื้อหาเบื้องต้นก่อนทุกครั้ง เพราะแม้ข้อความจะดูทั่วไปหรือพบเห็นได้บ่อย ก็อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายได้  โดยสามารถเช็กเบื้องต้นได้ด้วย ขั้นตอนต่อไปนี้</p>
<h4>ขั้นตอนที่ 1 &#8211; ตรวจว่ามีใบอนุญาตโฆษณาหรือยัง</h4>
<p>ใบอนุญาตโฆษณาต้องขอแยกต่างหากจากการจด อย. สินค้าที่ขึ้นทะเบียนแล้วยังไม่ได้มีสิทธิ์โฆษณาทุกข้อความ ต้องยื่นขอ &quot;ใบอนุญาตโฆษณา&quot; สำหรับข้อความที่ต้องการใช้ก่อนเสมอ</p>
<h4>ขั้นตอนที่ 2 &#8211; เปรียบเทียบข้อความกับที่ได้รับอนุญาต</h4>
<p>ข้อความที่ได้รับอนุญาตจะระบุไว้ชัดเจนในเอกสารอนุญาต ให้นำข้อความที่จะใช้มาเปรียบเทียบทีละจุด ถ้ามีส่วนที่เพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงจากที่ได้รับอนุญาต ต้องยื่นขออนุญาตใหม่ก่อน</p>
<h4>ขั้นตอนที่ 3 &#8211; ตรวจสอบ &quot;คำต้องห้าม&quot;</h4>
<p>ใช้ Checklist ง่าย ๆ ว่าข้อความนั้นมีคำที่อ้างการรักษาโรค รับประกันผลลัพธ์ หรืออ้างผู้เชี่ยวชาญโดยไม่มีหลักฐานหรือเปล่า ถ้ามีแม้แต่คำเดียว ให้แก้ไขก่อนลง</p>
<h4>ขั้นตอนที่ 4 &#8211; ตรวจสอบ Visual ด้วย ไม่ใช่แค่ข้อความ</h4>
<p>รูปภาพและ Infographic ก็อยู่ภายใต้กฎหมายโฆษณาด้วย เช่น รูปที่แสดงให้เห็นว่าสินค้า &quot;รักษา&quot; โรค หรือ Before/After ที่แสดงผลเกินจริง ก็ถือว่าผิดกฎหมาย</p>
<div style="background-color: #E8F5E9; border-left: 4px solid #4CAF50; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">
<p style="font-weight: bold; color: #2E7D32; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">Tips:</p>
<p style="margin: 0; color: #333;">
<p>ถ้าไม่แน่ใจว่าข้อความใดผิดหรือถูก วิธีที่ปลอดภัยที่สุด คือยื่นขอตรวจก่อนลงโฆษณา การขอปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย อย. ล่วงหน้าสักครั้งช่วยประหยัดค่าปรับ และปัญหาที่ตามมาได้มาก</p>
</p>
</div>
<hr />
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">สรุป</h2>
<p>เส้นแบ่งระหว่าง <strong>ตัวอย่างโฆษณาผิดกฎหมาย</strong> และถูกกฎหมายอยู่ที่การเลือกใช้คำอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะคำที่มีนัยยะเชิงการรักษาโรค การรับประกันผลลัพธ์ และการอ้างผู้เชี่ยวชาญโดยไม่มีหลักฐาน สิ่งสำคัญคือต้องขอใบอนุญาตโฆษณาก่อนทุกครั้ง และใช้ข้อความตรงตามที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น</p>
<hr />
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">FAQ คำถามที่พบบ่อย</h2>
<p><strong>Q1: ต้องขอใบอนุญาตโฆษณาสำหรับโพสต์ในโซเชียลมีเดียด้วยไหม?</strong></p>
<p>A: ใช่ โพสต์ Facebook, Instagram, TikTok และช่องทางออนไลน์อื่น ๆ ล้วนถือเป็นการโฆษณาตามกฎหมาย ต้องได้รับอนุญาตก่อนลงโพสต์เช่นเดียวกับโฆษณาทางทีวีหรือวิทยุ</p>
<p><strong>Q2: ถ้า Influencer รีวิวสินค้าเกินจริง เจ้าของสินค้าจะ</strong><strong>มีความผิดด้วยไหม?</strong></p>
<p>A: มีโอกาสผิดด้วย ถ้า Influencer ใช้ข้อความ หรืออ้างสรรพคุณที่เกินกว่าที่ได้รับอนุญาต เจ้าของสินค้าสามารถถูกดำเนินคดีได้ด้วย ต้องกำหนดขอบเขตข้อความให้ Influencer ล่วงหน้า</p>
<p><strong>Q3: ข้อความ Before/After ใช้ได้ไหมในโฆษณาเครื่องสำอาง?</strong></p>
<p>A: ใช้ได้ แต่ต้องระมัดระวัง ถ้า Before/After แสดงผลที่เกินขอบเขตของเครื่องสำอาง เช่น ลบแผลเป็น หรือลดริ้วรอยถาวร อาจผิดกฎหมายได้ ต้องตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญก่อน</p>
<p><strong>Q4: ใบอนุญาตโฆษณาที่ขอไว้ใช้กับทุกช่องทางได้เลยไหม?</strong></p>
<p>A: ขึ้นอยู่กับขอบเขตของใบอนุญาตที่ขอไว้ บางกรณีต้องระบุช่องทางโฆษณาด้วย ควรตรวจสอบเอกสารอนุญาตให้ชัดเจนก่อนลงโฆษณาในช่องทางใหม่</p>
<p><strong>Q5: ถ้าโฆษณาผ่าน อย. แล้ว ยังต้องระวังอะไรอีกไหม?</strong></p>
<p>A: ต้องใช้ข้อความตรงตามที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ห้ามเพิ่มหรือดัดแปลงข้อความเอง และต้องต่ออายุใบอนุญาตตามกำหนด ถ้าต้องการเพิ่มข้อความใหม่ต้องยื่นขออนุญาตใหม่ก่อนเสมอ</p>
<p>ถ้าต้องการให้มืออาชีพช่วยดูแลตั้งแต่การขอใบอนุญาตโฆษณา ไปจนถึงตรวจสอบข้อความก่อนลง ทีมงาน <a href="https://csrich1.com/" rel="noopener">C&amp;S Rich1</a> ให้บริการครบวงจรมากกว่า 7 ปี ดูรายละเอียดบริการได้ที่ <a href="https://csrich1.com/advertising-license-service/" rel="noopener">บริการขอใบอนุญาตโฆษณา</a></p>
<hr />
<p>📲 Tel: <a href="tel:+66645607779" rel="noopener">064-560-7779</a></p>
<p>💬 Line: @cs0645607779</p>
<p>📩 Email: <a href="mailto:csrich188@gmail.com" rel="noopener">csrich188@gmail.com</a></p>
<p>📚 Facebook: <a href="https://www.facebook.com/p/%E0%B8%88%E0%B8%94-%E0%B8%AD%E0%B8%A2-%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%97-%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%AA-%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8A1-%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94-100069116491327/?_rdc=1&amp;_rdr=#" rel="noopener" target="_blank">จด อย บริษัท ซีแอนด์เอสริช1 จำกัด</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รง 4 กับ อย. ต้องขออันไหนก่อน? วางแผนลำดับให้ถูกต้อง</title>
		<link>https://csrich1.com/https-csrich1-com-factory-license-vs-fda-order/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 May 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[รง 4]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://csrich1.com/?p=1476</guid>

					<description><![CDATA[รง 4 ต้องขอก่อน อย. เสมอ สำหรับโรงงานผลิต อธิบายเหตุผล ลำดับขั้นตอน Timeline และตารางเปรียบเทียบผู้ผลิต vs ผู้นำเข้าครบในที่เดียว]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>รง.4 ต้องขอก่อน อย. เสมอ</strong> เพราะ อย. จะขอได้ก็ต่อเมื่อสถานที่ผลิตของคุณได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการโรงงานตามกฎหมายแล้ว ถ้ายังไม่มี รง.4 อย. จะไม่รับพิจารณาคำขอของคุณ นี่คือเหตุผลที่ผู้ประกอบการหลายรายติดขัด และเสียเวลาไปโดยไม่จำเป็น</p>
<p>บทความนี้จะอธิบายว่าทำไม รง.4 ถึงต้องมาก่อน อย. รวมถึงลำดับขั้นตอนที่ถูกต้องทั้งหมดตั้งแต่จดทะเบียนบริษัทจนถึงวันที่มีสินค้าออกวางขายได้ พร้อม Timeline โดยประมาณ กรณีพิเศษสำหรับผู้นำเข้าที่ไม่ต้องทำ รง.4 และตารางเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดขึ้น</p>
<hr />
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ทำไม รง.4 ต้องมาก่อน อย. ?</h2>
<p><strong>รง.4</strong> คือใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ออกโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ตาม พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ. 2535 ใบอนุญาตนี้รับรองว่าสถานที่ผลิตของคุณผ่านมาตรฐานด้านความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และสาธารณสุขแล้ว</p>
<p>ส่วน <strong>อย.</strong> (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) จะอนุญาตให้ผลิต หรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้ ก็ต่อเมื่อมั่นใจว่าสถานที่ผลิตได้มาตรฐาน ซึ่งใบ รง.4 คือหลักฐานที่ใช้ยืนยันข้อนี้ อย. จะไม่รับขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากโรงงานที่ไม่มีใบอนุญาตถูกต้อง</p>
<p>พูดง่าย ๆ คือ อย. ไม่ได้ตรวจโรงงานเอง แต่ใช้ รง.4 เป็นใบรับประกันว่าโรงงานผ่านการตรวจสอบมาแล้ว ดังนั้นถ้ายังไม่มี รง.4 ก็จะขอ อย. ไม่ได้</p>
<div style="background-color: #fff8e1; border-left: 4px solid #FFC107; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">
<p style="font-weight: bold; color: #f57f17; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">จุดสำคัญ:</p>
<p>ลำดับบังคับสำหรับโรงงานผลิต คือ จดทะเบียนบริษัท → ขอ รง.4 → ขอ GMP → จด อย. ผลิตภัณฑ์ ข้ามขั้นตอนไม่ได้เด็ดขาด เพราะแต่ละขั้นตอนใช้เอกสารจากขั้นก่อนหน้าเป็นหลักฐานประกอบ</p>
</div>
<hr />
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-1450" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/unhappy-chinese-married-couple-calculating-budget-calculator-dining-room-home-surprised-man-holding-his-head-worrying-about-lack-money-pay-loan-300x169.jpg" alt="" width="797" height="449" srcset="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/unhappy-chinese-married-couple-calculating-budget-calculator-dining-room-home-surprised-man-holding-his-head-worrying-about-lack-money-pay-loan-300x169.jpg 300w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/unhappy-chinese-married-couple-calculating-budget-calculator-dining-room-home-surprised-man-holding-his-head-worrying-about-lack-money-pay-loan-1024x576.jpg 1024w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/unhappy-chinese-married-couple-calculating-budget-calculator-dining-room-home-surprised-man-holding-his-head-worrying-about-lack-money-pay-loan-768x432.jpg 768w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/unhappy-chinese-married-couple-calculating-budget-calculator-dining-room-home-surprised-man-holding-his-head-worrying-about-lack-money-pay-loan-1536x864.jpg 1536w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/unhappy-chinese-married-couple-calculating-budget-calculator-dining-room-home-surprised-man-holding-his-head-worrying-about-lack-money-pay-loan-2048x1152.jpg 2048w" sizes="(max-width: 797px) 100vw, 797px" /></p>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ลำดับขั้นตอนที่ถูกต้องสำหรับโรงงานผลิตสินค้า อย.</h2>
<p>ผู้ประกอบการที่ต้องการผลิตสินค้า และขอ อย. เองต้องผ่านขั้นตอนทั้งหมด 4 ขั้น ซึ่งแต่ละขั้นมีหน่วยงานรับผิดชอบต่างกัน และต้องทำตามลำดับอย่างเคร่งครัด ไม่สามารถทำพร้อมกัน หรือสลับลำดับได้ ดังนี้</p>
<h3>ขั้นที่ 1 &#8211; จดทะเบียนบริษัท (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า)</h3>
<p>การจดทะเบียนบริษัท เป็นก้าวแรกที่ต้องทำก่อนทุกอย่าง เพราะ รง.4 และ อย. ต่างต้องการ &#8220;นิติบุคคล&#8221; ที่มีเลขทะเบียนถูกต้องเป็นผู้ยื่นขอ ถ้าคุณยื่นในนามบุคคลธรรมดา บางประเภทผลิตภัณฑ์จะไม่สามารถขอได้ หรืออาจมีข้อจำกัดที่ทำให้ขยายธุรกิจได้ยากในภายหลัง</p>
<p><strong>ระยะเวลา</strong>: ประมาณ 3-7 วันทำการ ถ้าไม่มีข้อผิดพลาดในเอกสาร</p>
<h3>ขั้นที่ 2 &#8211; ขอ รง.4 (กรมโรงงานอุตสาหกรรม หรือ อบจ./เทศบาล)</h3>
<p>หลังจากมีบริษัทแล้ว ขั้นต่อไปคือขอ <strong>ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4)</strong> จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ขึ้นอยู่กับขนาดโรงงาน) เจ้าหน้าที่จะเข้ามาตรวจสถานที่จริงว่าตรงตามที่ยื่นขอไหม ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม ระบบไฟฟ้า และความปลอดภัย</p>
<p><strong>ระยะเวลา</strong>: 30-90 วัน ขึ้นอยู่กับประเภทโรงงานและความพร้อมของเอกสาร</p>
<p>อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ <a href="https://www.csrich1.com/factory-license-service/" rel="noopener">บริการขอใบอนุญาตโรงงาน (รง.4)</a></p>
<h3>ขั้นที่ 3 &#8211; ขอ GMP (สำหรับสินค้าอาหาร/ยา/เครื่องสำอาง)</h3>
<p>GMP (Good Manufacturing Practice) คือมาตรฐานการผลิตที่ดี ซึ่งบังคับสำหรับสินค้าในกลุ่มอาหาร อาหารเสริม ยา และเครื่องสำอางบางประเภท เอกสาร รง.4 จะถูกใช้ในขั้นตอนการยื่นขอ GMP ด้วย เพราะ อย. ต้องการหลักฐานว่าโรงงานผ่านการรับรองทางกฎหมายก่อน</p>
<p>ระยะเวลา: 60-180 วัน ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและมาตรฐานที่ต้องการ</p>
<h3>ขั้นที่ 4 &#8211; จด อย. ผลิตภัณฑ์ (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา)</h3>
<p>ขั้นสุดท้าย คือการ<strong>ขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์กับ อย.</strong> ซึ่งตอนนี้คุณมีเอกสารครบแล้วทั้ง รง.4 และ GMP ระยะเวลาตรวจสอบขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า เช่น อาหารเสริมอาจใช้เวลา 30-90 วัน ส่วนยาอาจนานกว่านั้นมาก</p>
<p>อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ <a href="https://www.csrich1.com/fda-registration-service/" rel="noopener">บริการจด อย.</a></p>
<hr />
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">กรณีพิเศษ: ผู้นำเข้า ไม่ต้องขอ รง.4</h2>
<p>นี่คือ จุดที่ผู้ประกอบการหลายคนสับสน ผู้นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมาขายในไทย <strong>ไม่ต้องขอ รง.4</strong> เพราะไม่ได้เป็นผู้ผลิตเอง สถานที่ผลิตอยู่ในต่างประเทศ และใช้ใบรับรองของโรงงานต่างประเทศแทน</p>
<p>ผู้นำเข้าสามารถยื่นขอ อย. ได้โดยตรง แต่ต้องมีเอกสารรับรองคุณภาพจากโรงงานต้นทาง เช่น Certificate of Analysis (COA), Certificate of Free Sale (CFS) หรือเอกสารรับรอง GMP จากประเทศผู้ผลิต</p>
<hr />
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ตารางเปรียบเทียบ: ผู้ผลิต vs ผู้นำเข้า ต้องทำอะไรบ้าง</h2>
<p>ดูตารางนี้ เพื่อเปรียบเทียบให้ชัดขึ้นว่า หากต้องการทำแบรนด์อาหารเสริม หรือเครื่องสำอาง ควรเลือก “ผลิตเองในไทย” หรือ “นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ” เพราะแต่ละรูปแบบมีขั้นตอน เอกสาร และระยะเวลาดำเนินการแตกต่างกัน</p>
<table style="width: 100%; border-collapse: collapse;">
<tbody>
<tr>
<td><strong>ขั้นตอน</strong></td>
<td><strong>ผู้ผลิต (โรงงานในไทย)</strong></td>
<td><strong>ผู้นำเข้า (จากต่างประเทศ)</strong></td>
</tr>
<tr>
<td>จดทะเบียนบริษัท</td>
<td>จำเป็น</td>
<td>จำเป็น</td>
</tr>
<tr>
<td>ขอ รง.4 (ใบอนุญาตโรงงาน)</td>
<td>จำเป็น</td>
<td>ไม่จำเป็น</td>
</tr>
<tr>
<td>ขอ GMP</td>
<td>จำเป็น (อาหาร/ยา/เครื่องสำอาง)</td>
<td>ใช้เอกสาร GMP จากโรงงานต้นทาง</td>
</tr>
<tr>
<td>เอกสารรับรองจากต่างประเทศ (COA/CFS)</td>
<td>ไม่จำเป็น</td>
<td>จำเป็น</td>
</tr>
<tr>
<td>จด อย. ผลิตภัณฑ์</td>
<td>จำเป็น</td>
<td>จำเป็น</td>
</tr>
<tr>
<td>ระยะเวลาโดยรวม (ประมาณ)</td>
<td>12-24 เดือน</td>
<td>6-12 เดือน</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<hr />
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-1271" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/04/social-worker-explaining-documents-1-300x200.jpg" alt="" width="800" height="533" srcset="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/04/social-worker-explaining-documents-1-300x200.jpg 300w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/04/social-worker-explaining-documents-1-1024x683.jpg 1024w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/04/social-worker-explaining-documents-1-768x513.jpg 768w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/04/social-worker-explaining-documents-1-1536x1025.jpg 1536w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/04/social-worker-explaining-documents-1-2048x1367.jpg 2048w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ถ้าข้ามขั้นตอนจะเกิดอะไรขึ้น?</h2>
<p>หลายคนคิดว่าถ้ายื่น อย. ไปก่อนแล้วค่อยไปทำ รง.4 ทีหลังคงไม่เป็นไร แต่ในความเป็นจริง อย. จะปฏิเสธคำขอของคุณตั้งแต่แรก เพราะไม่มีเลขที่ รง.4 ในเอกสาร คุณจะเสียทั้งค่าธรรมเนียมยื่น และเวลาที่รอไป</p>
<p>นอกจากนั้นถ้าคุณเริ่มผลิต และจำหน่ายสินค้าก่อนได้รับอนุญาต มีโทษทางกฎหมายทั้งปรับ และจำคุก ทั้งในส่วนของ พ.ร.บ. โรงงาน และ พ.ร.บ. อาหาร/ยา ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า</p>
<div style="background-color: #fbe9e7; border-left: 4px solid #FF5722; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">
<p style="font-weight: bold; color: #d84315; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">ข้อควรระวัง:</p>
<p style="margin: 0; color: #333;">การผลิต และจำหน่ายสินค้าที่ต้องขึ้นทะเบียน อย. โดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับสูงสุดถึง 50,000 บาท และ/หรือจำคุกไม่เกิน 2 ปี ตาม พ.ร.บ. อาหาร พ.ศ. 2522 อย่าเสี่ยงเด็ดขาด</p>
</div>
<hr />
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">Timeline โดยประมาณ: ตั้งแต่เริ่มจนมีสินค้าขายได้</h2>
<p>ระยะเวลารวมสำหรับเส้นทางผู้ผลิตนั้นค่อนข้างนาน เพราะมีหลายหน่วยงานที่ต้องผ่าน ด้านล่างนี้คือ Timeline โดยประมาณที่ใช้อ้างอิงในการวางแผนธุรกิจ</p>
<table style="width: 100%; border-collapse: collapse;">
<tbody>
<tr>
<td><strong>ขั้นตอน</strong></td>
<td><strong>ระยะเวลาโดยประมาณ</strong></td>
<td><strong>หน่วยงาน</strong></td>
</tr>
<tr>
<td>จดทะเบียนบริษัท</td>
<td>3-7 วัน</td>
<td>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า</td>
</tr>
<tr>
<td>ขอ รง.4</td>
<td>1-3 เดือน</td>
<td>กรมโรงงานอุตสาหกรรม / อปท.</td>
</tr>
<tr>
<td>ขอ GMP/HACCP</td>
<td>2-6 เดือน</td>
<td>อย. / หน่วยงานรับรอง</td>
</tr>
<tr>
<td>จด อย. ผลิตภัณฑ์</td>
<td>1-6 เดือน (ขึ้นอยู่กับประเภท)</td>
<td>สำนักงาน อย.</td>
</tr>
<tr>
<td>รวมระยะเวลา (ผู้ผลิต)</td>
<td>ประมาณ 12-18 เดือน</td>
<td>&#8211;</td>
</tr>
<tr>
<td>รวมระยะเวลา (ผู้นำเข้า)</td>
<td>ประมาณ 6-12 เดือน</td>
<td>&#8211;</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ตัวเลขเหล่านี้เป็นค่าประมาณ ระยะเวลาจริงขึ้นอยู่กับความพร้อมของเอกสาร ประเภทผลิตภัณฑ์ และปริมาณงานของหน่วยงานในช่วงนั้น ๆ การมีที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ช่วยจัดเตรียมเอกสารได้ถูกต้องตั้งแต่แรกจะช่วยลดเวลาในขั้นตอนนี้ได้มาก</p>
<div style="background-color: #e8f5e9; border-left: 4px solid #4CAF50; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">
<p style="font-weight: bold; color: #2e7d32; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">Tips:</p>
<p style="margin: 0; color: #333;">วางแผน Timeline ย้อนจากวันที่ต้องการออกสินค้า แล้วนับถอยหลังมาจากแต่ละขั้นตอน จะได้รู้ว่าต้องเริ่มกระบวนการตั้งแต่เมื่อไหร่ อย่าเริ่มนับจากวันนี้ไปข้างหน้าเท่านั้น เพราะมักจะประเมินเวลาต่ำกว่าความเป็นจริง</p>
</div>
<hr />
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">สรุป</h2>
<p>สำหรับโรงงานผลิตในไทย ลำดับที่ถูกต้องคือ <strong>รง.4 → GMP → อย.</strong> โดย รง.4 คือรากฐานที่ขาดไม่ได้ ส่วนผู้นำเข้าจะข้ามขั้นตอน รง.4 ได้ แต่ต้องมีเอกสารรับรองจากโรงงานต้นทางแทน</p>
<p>การวางแผนลำดับให้ถูกต้องตั้งแต่แรก ช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายได้มาก โดยเฉพาะถ้าคุณมีกำหนดวันเปิดตัวสินค้าอยู่แล้ว ถ้าไม่แน่ใจว่าต้องทำอะไรบ้างในกรณีของคุณ การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่ต้นจะช่วยให้วางแผนได้แม่นยำกว่า</p>
<hr />
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">FAQ &#8211; คำถามที่พบบ่อย</h2>
<p><strong>Q1: ถ้ายังไม่มี รง.4 สามารถยื่นจด อย. ได้ไหม?</strong></p>
<p>A: ไม่ได้ สำหรับผู้ผลิตในไทย อย. กำหนดให้ต้องมีใบ รง.4 ก่อนยื่นขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ ถ้ายื่นไปโดยไม่มีใบนี้จะถูกปฏิเสธและต้องยื่นใหม่ตั้งแต่ต้น</p>
<p><strong>Q2: ผู้นำเข้าต้องขอ รง.4 ไหม?</strong></p>
<p>A: ไม่ต้อง ผู้นำเข้าไม่ได้ผลิตสินค้าเองในไทย จึงไม่จำเป็นต้องขอใบอนุญาตโรงงาน แต่ต้องมีเอกสารรับรองคุณภาพจากโรงงานต้นทาง เช่น COA และ CFS</p>
<p><strong>Q3: รง.4 ใช้เวลานานแค่ไหน?</strong></p>
<p>A: โดยเฉลี่ยประมาณ 1-3 เดือน ขึ้นอยู่กับขนาดโรงงาน ประเภทกิจการ และความครบถ้วนของเอกสาร โรงงานขนาดเล็กที่อยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมอาจเร็วกว่านั้น</p>
<p><strong>Q4: GMP กับ รง.4 ต่างกันอย่างไร?</strong></p>
<p>A: รง.4 คือใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน รับรองว่าโรงงานผ่านมาตรฐานด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ส่วน GMP คือมาตรฐานกระบวนการผลิต รับรองว่าวิธีการผลิตได้มาตรฐานด้านสุขอนามัยและคุณภาพ ต้องมีทั้งสองอย่างก่อนขอ อย.</p>
<p><strong>Q5: ถ้าจ้างบริษัทที่ปรึกษาช่วยขอ รง.4 และ อย. จะช่วยย่นเวลาได้ไหม?</strong></p>
<p>A: ช่วยได้มาก เพราะที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์รู้ว่าต้องเตรียมเอกสารอะไร ส่งที่ไหน และมีจุดไหนที่มักเกิดข้อผิดพลาดบ้าง ช่วยลดโอกาสที่จะต้องแก้ไขหรือยื่นซ้ำได้มาก</p>
<hr />
<p>ถ้าคุณกำลังวางแผนขอ รง.4 หรือ อย. และอยากได้คนช่วยจัดการตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จ ทีมที่ปรึกษา <a href="https://csrich1.com/" rel="noopener">C&amp;S Rich1 </a>มีประสบการณ์ดูแลเคสทั้ง รง.4 และ อย. มากกว่า 7 ปี และ 500+ เคส พร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินการแทนคุณทุกขั้นตอน ดูรายละเอียดบริการได้ที่ <a href="https://www.csrich1.com/factory-license-service/" rel="noopener">ขอใบอนุญาตโรงงาน (รง.4)</a> และ <a href="https://www.csrich1.com/fda-registration-service/" rel="noopener">บริการจด อย.</a></p>
<hr />
<p>📲 Tel: <a href="tel:+66645607779" rel="noopener">064-560-7779</a></p>
<p>💬 Line: @cs0645607779</p>
<p>📩 Email: <a href="mailto:csrich188@gmail.com" rel="noopener">csrich188@gmail.com</a></p>
<p>📚 Facebook: <a href="https://www.facebook.com/p/%E0%B8%88%E0%B8%94-%E0%B8%AD%E0%B8%A2-%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%97-%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%AA-%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8A1-%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94-100069116491327/?_rdc=1&amp;_rdr=#" rel="noopener" target="_blank">จด อย บริษัท ซีแอนด์เอสริช1 จำกัด</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เอกสารขอใบอนุญาตโรงงาน (รง.4) เตรียมอะไรบ้าง? เช็คลิสต์ครบจบ</title>
		<link>https://csrich1.com/https-csrich1-com-factory-license-documents-checklist/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 May 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ขอใบอนุญาตโรงงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://csrich1.com/?p=1475</guid>

					<description><![CDATA[เอกสารขอใบอนุญาตโรงงาน (รง.4) แบ่งออกเป็น 4 หมวดหลัก ได้แก่ เอกสารของผู้ประกอบการหรือบริษัท เอกสารโรงงานและสถานที่]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เอกสารขอใบอนุญาตโรงงาน (รง.4)</strong> แบ่งออกเป็น 4 หมวดหลัก ได้แก่ เอกสารของผู้ประกอบการหรือบริษัท เอกสารโรงงาน และสถานที่ รายการเครื่องจักร และกระบวนการผลิต เอกสารด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย ทั้งหมดนี้ต้องยื่นพร้อมกันต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรม หรือสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด</p>
<p>บทความนี้จะรวมรายการเอกสารขอใบอนุญาตโรงงานทั้งหมดไว้ในที่เดียว พร้อมตารางเช็คลิสต์สรุป อธิบายรายละเอียดแต่ละหมวด และชี้ให้เห็นข้อผิดพลาดที่ทำให้ถูกส่งเอกสารกลับบ่อยที่สุด เพื่อให้คุณเตรียมได้ถูกต้องตั้งแต่ครั้งแรก</p>
<hr />
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ทำไมต้องเตรียมเอกสารให้ครบก่อนยื่น รง.4?</h2>
<p>การขอใบอนุญาตโรงงาน รง.4 ไม่ใช่การยื่นทีละชิ้นแล้วรอผล แต่เป็นการยื่นชุดเอกสารทั้งหมดในครั้งเดียว เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบว่าเอกสารครบหรือไม่ ถ้าขาดแม้แต่รายการเดียว จะถูกส่งกลับให้ไปเตรียมมาใหม่</p>
<p>ปัญหาที่ตามมาไม่ใช่แค่เสียเวลาซื้อใหม่ แต่ยังหมายความว่าต้องนัดคิวใหม่ ในช่วงที่มีผู้ยื่นหนาแน่น การรอคิวใหม่อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ ซึ่งหมายถึงโรงงานยังเดินเครื่องไม่ได้ หรือโครงการล่าช้าออกไปโดยไม่จำเป็น</p>
<div style="background-color: #fff8e1; border-left: 4px solid #FFC107; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">
<p style="font-weight: bold; color: #f57f17; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">จุดสำคัญ:</p>
<p>เอกสารขอใบอนุญาตโรงงาน รง.4 ต้องเตรียมครบทั้ง 4 หมวดก่อนยื่น เพราะเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความครบถ้วนในทีเดียว ถ้าขาดหมวดใดหมวดหนึ่งจะถูกส่งกลับมาเตรียมใหม่ทั้งชุด</p>
</div>
<p>สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ ประเภทของโรงงานมีผลต่อรายการเอกสารที่ต้องใช้ โดยเฉพาะในหมวดสิ่งแวดล้อม โรงงานที่มีกำลังเครื่องจักรสูงหรือมีกระบวนการที่อาจก่อมลพิษจะต้องยื่นแผนการจัดการที่ละเอียดกว่าโรงงานขนาดเล็กทั่วไป อ่านต่อเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแยกจำพวกโรงงานได้ที่<a href="https://csrich1.com/factory-type-1-2-3-thailand/" rel="noopener"> โรงงานจำพวก 1 2 3 ต่างกันอย่าไร?</a></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone  wp-image-1117" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/03/fac_sv2-300x230.webp" alt="" width="803" height="616" srcset="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/03/fac_sv2-300x230.webp 300w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/03/fac_sv2.webp 747w" sizes="(max-width: 803px) 100vw, 803px" /></p>
<hr />
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">หมวดที่ 1 &#8211; เอกสารของผู้ประกอบการและบริษัท</h2>
<p>เอกสารหมวดนี้เกี่ยวกับตัวตน และสถานะทางกฎหมายของผู้ขอใบอนุญาต ทั้งในกรณีที่เป็นนิติบุคคล และบุคคลธรรมดา โดยทั่วไปเอกสารกลุ่มนี้ไม่ซับซ้อน แต่ต้องระวังเรื่องอายุเอกสาร และความถูกต้องของข้อมูลที่ปรากฏ</p>
<h3>1. หนังสือรับรองนิติบุคคล (กรณีเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน)</h3>
<p>ต้องเป็นหนังสือรับรองที่ออกโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีอายุไม่เกิน 6 เดือน นับจากวันยื่น ต้องระบุวัตถุประสงค์ที่ครอบคลุมการประกอบกิจการโรงงานประเภทนั้น ๆ ด้วย ถ้าวัตถุประสงค์ไม่ตรงก็ต้องแก้ไขก่อน</p>
<h3>2. สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านกรรมการ</h3>
<p>ต้องเป็นสำเนาของกรรมการทุกคนที่มีอำนาจลงนาม พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง สำหรับบุคคลธรรมดาที่ขอในนามตนเอง ใช้สำเนาบัตรประชาชน และทะเบียนบ้านของตนเอง</p>
<h3>3. เอกสารแสดงสิทธิ์ในที่ดินหรือสัญญาเช่า</h3>
<p>เป็นเอกสารที่พิสูจน์ว่า คุณมีสิทธิ์ใช้ที่ดินหรืออาคารนั้นเป็นโรงงาน ประกอบด้วย</p>
<ul>
<li><strong>กรณีเป็นเจ้าของที่ดิน</strong> โฉนดที่ดินหรือ น.ส.3 ก ในชื่อตัวเองหรือบริษัท หรือหนังสือยินยอมจากเจ้าของที่ดินถ้าเป็นชื่อบุคคลอื่น</li>
<li><strong>กรณีเช่าที่ดินหรืออาคาร</strong> สัญญาเช่าที่มีอายุคงเหลือเพียงพอ (โดยทั่วไปต้องเหลือไม่น้อยกว่า 3 ปี) และต้องระบุวัตถุประสงค์การใช้งานเป็นโรงงานอย่างชัดเจน</li>
</ul>
<h3>4. แบบคำขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.3)</h3>
<p>แบบฟอร์มหลักที่ต้องกรอกข้อมูลของโรงงาน รายละเอียดกิจการ และผู้ขอใบอนุญาต กรอกให้ครบถ้วน และตรงกับเอกสารประกอบทุกฉบับ ความไม่สอดคล้องกันระหว่างแบบฟอร์ม กับเอกสารแนบเป็นสาเหตุที่ถูกตีกลับบ่อยมาก</p>
<hr />
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">หมวดที่ 2 &#8211; เอกสารโรงงานและสถานที่</h2>
<p>เอกสารหมวดนี้แสดงให้เห็นว่า โรงงานของคุณตั้งอยู่ที่ไหน มีพื้นที่เท่าไร และมีโครงสร้างอาคารอย่างไร เจ้าหน้าที่ใช้เอกสารชุดนี้ประกอบการออกไปตรวจสอบสถานที่จริงในภายหลัง ดังนั้นข้อมูลในเอกสารกับสภาพจริงต้องตรงกัน</p>
<h3>1. แผนที่แสดงที่ตั้งโรงงาน</h3>
<p>ต้องแสดงเส้นทางการเดินทางจากถนนหลักมายังโรงงานได้ชัดเจน ระบุถนน สี่แยก หรือจุดสังเกตสำคัญ ระยะทางโดยประมาณ และตำแหน่งของโรงงานในภาพรวม ปัจจุบันสามารถใช้ภาพถ่ายจาก Google Maps ประกอบได้ แต่ต้องมีคำอธิบายเส้นทางแนบมาด้วย</p>
<h3>2. แบบแปลนโรงงาน (Floor Plan)</h3>
<p>แบบแปลนต้องแสดงพื้นที่ทั้งหมดของโรงงานตามมาตราส่วนจริง ระบุตำแหน่งของพื้นที่ผลิต พื้นที่เก็บวัตถุดิบ พื้นที่เก็บสินค้า ห้องน้ำ ทางออกฉุกเฉิน ตำแหน่งเครื่องจักรหลัก และระบบบำบัดน้ำเสีย (ถ้ามี)</p>
<p>แบบแปลนต้องจัดทำโดยวิศวกรที่มีใบอนุญาต (กรณีโรงงานขนาดใหญ่) หรืออย่างน้อยต้องเป็นแบบที่ชัดเจน และมีมาตราส่วนที่อ่านได้ ไม่ใช่ภาพสเก็ตช์คร่าว ๆ</p>
<h3>3. ใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร (อ.1 หรือ อ.3) และใบรับรองการก่อสร้าง (อ.6)</h3>
<p>ถ้าอาคารโรงงานก่อสร้างใหม่ หรือดัดแปลงโครงสร้าง ต้องมีใบอนุญาตก่อสร้าง และใบรับรองว่าก่อสร้างแล้วเสร็จถูกต้อง สำหรับอาคารเก่าที่มีอยู่แล้ว ให้แนบเอกสารแสดงว่าอาคารนั้นถูกต้องตามกฎหมาย เช่น หนังสือรับรองการก่อสร้างอาคาร</p>
<h3>4. รูปถ่ายโรงงานและบริเวณโดยรอบ</h3>
<p>รูปถ่ายช่วยให้เจ้าหน้าที่เห็นสภาพโรงงานจริงก่อนออกตรวจ ต้องถ่ายให้เห็นด้านหน้าอาคาร ภายในพื้นที่ผลิต ทางเข้าออก และระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน</p>
<hr />
<h2><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone  wp-image-1337" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/04/image-1-300x164.png" alt="" width="807" height="441" srcset="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/04/image-1-300x164.png 300w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/04/image-1-1024x559.png 1024w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/04/image-1-768x419.png 768w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/04/image-1.png 1408w" sizes="(max-width: 807px) 100vw, 807px" /></h2>
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">หมวดที่ 3 &#8211; เครื่องจักรและกระบวนการผลิต</h2>
<p>เอกสารหมวดนี้เป็นส่วนที่เจ้าหน้าที่ใช้ประเมินว่าโรงงานจัดอยู่ใน <a href="https://csrich1.com/factory-type-1-2-3-thailand/" rel="noopener">โรงงานจำพวกไหน</a> (จำพวก 1, 2 หรือ 3) ซึ่งมีผลต่อกระบวนการขอใบอนุญาต และข้อกำหนดที่ต้องปฏิบัติ โรงงานที่มีกำลังเครื่องจักรรวมตั้งแต่ 50 แรงม้าขึ้นไป หรือมีคนงานตั้งแต่ 7 คนขึ้นไป จัดเป็นโรงงานที่ต้องขอใบอนุญาต รง.4</p>
<h3>1. รายการเครื่องจักรและกำลังแรงม้า</h3>
<p>ต้องระบุรายการเครื่องจักรทุกเครื่องที่ใช้ในกระบวนการผลิต ประกอบด้วย</p>
<ul>
<li>ชื่อเครื่องจักรและประเภท</li>
<li>ยี่ห้อและรุ่น (ถ้ามี)</li>
<li>กำลังมอเตอร์ หน่วยเป็นแรงม้า (HP) หรือกิโลวัตต์ (kW)</li>
<li>จำนวนเครื่อง</li>
<li>กำลังรวมทั้งหมด</li>
</ul>
<p>กำลังเครื่องจักรรวมนี้สำคัญมาก เพราะเป็นตัวกำหนดว่าโรงงานอยู่ในจำพวกใด และต้องยื่นเรื่องกับหน่วยงานไหน</p>
<h3>2. รายละเอียดกระบวนการผลิต (Process Flow)</h3>
<p>อธิบายขั้นตอนการผลิตตั้งแต่รับวัตถุดิบ จนถึงได้สินค้าสำเร็จรูป ทำในรูปแบบผังกระบวนการ (Flow Chart) หรือรายละเอียดเป็นข้อ ๆ ก็ได้ แต่ต้องชัดเจนพอที่เจ้าหน้าที่จะเข้าใจว่าแต่ละขั้นตอนทำอะไร ใช้เครื่องจักรอะไร และมีของเสียหรือมลพิษเกิดขึ้นในขั้นตอนไหนบ้าง</p>
<h3>3. ประเภทและปริมาณการผลิต</h3>
<p>ระบุว่าผลิตสินค้าประเภทอะไร และมีปริมาณการผลิตโดยประมาณต่อวันหรือต่อปีเท่าไร ข้อมูลนี้ใช้ประกอบการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย</p>
<div style="background-color: #e8f5e9; border-left: 4px solid #4CAF50; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">
<p style="font-weight: bold; color: #2e7d32; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">Tips:</p>
<p style="margin: 0; color: #333;">รวบรวมคู่มือเครื่องจักร และ nameplate ของมอเตอร์ทุกตัวไว้ล่วงหน้า เพราะข้อมูลกำลังแรงม้าที่แน่นอนสำคัญมากในการคำนวณกำลังรวม และช่วยให้กรอกแบบฟอร์มได้ถูกต้อง</p>
</div>
<hr />
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">หมวดที่ 4 &#8211; สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย</h2>
<p>เอกสารหมวดนี้แตกต่างกันมากขึ้นอยู่กับประเภทของโรงงาน โรงงานที่มีกระบวนการผลิตที่อาจก่อให้เกิดมลพิษจะต้องยื่นแผนการจัดการที่ละเอียดกว่า และในบางกรณีต้องให้วิศวกรสิ่งแวดล้อมจัดทำเอกสารเหล่านี้ด้วย</p>
<h3>1. แผนการจัดการน้ำเสีย</h3>
<p>โรงงานที่มีน้ำเสียจากกระบวนการผลิต ต้องมีระบบบำบัดน้ำเสีย และต้องยื่นรายละเอียดระบบบำบัด ปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้นต่อวัน วิธีการบำบัด และค่ามาตรฐานน้ำทิ้งที่สามารถระบายออกได้ตามกฎหมาย</p>
<p>สำหรับโรงงานที่มีเพียงน้ำเสียจากการอุปโภคบริโภคของพนักงาน (เช่น ห้องน้ำ) ก็ต้องระบุว่าระบายเข้าระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลาง หรือบ่อซึม หรือระบบใด</p>
<h3>2. แผนการจัดการมลพิษทางอากาศ (ฝุ่น ควัน กลิ่น)</h3>
<p>กระบวนการผลิตที่มีการระเหยของสารเคมี การเผาไหม้ การตัด การเชื่อม หรือกระบวนการที่ก่อให้เกิดฝุ่นหรือกลิ่น ต้องระบุชนิดและปริมาณมลพิษที่เกิดขึ้น วิธีควบคุมและลดมลพิษ (เช่น ติดตั้ง filter, ดักฝุ่น) และช่องทางระบายอากาศ</p>
<h3>3. แผนการจัดการของเสีย (ขยะอุตสาหกรรม)</h3>
<p>ต้องระบุประเภทของเสียที่เกิดขึ้น แบ่งเป็นของเสียอันตราย (hazardous waste) และของเสียทั่วไป พร้อมวิธีการจัดเก็บ ขนส่ง และกำจัดให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะของเสียอันตรายต้องใช้ผู้รับกำจัดที่ได้รับใบอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม</p>
<h3>4. แผนการป้องกันและระงับอัคคีภัย</h3>
<p>ต้องมีแผนผังแสดงตำแหน่งถังดับเพลิง ทางออกฉุกเฉิน และอุปกรณ์ความปลอดภัยในโรงงาน พร้อมแผนอพยพเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน บางพื้นที่อาจต้องผ่านการตรวจจากสำนักงานป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยด้วย</p>
<h3>5. เอกสารเพิ่มเติมสำหรับโรงงานบางประเภท</h3>
<p>โรงงานบางประเภทต้องยื่นเอกสารเพิ่มเติมตามลักษณะการผลิต เช่น</p>
<ul>
<li><strong>โรงงานที่มีหม้อต้มแรงดันสูง</strong> &#8211; ต้องแนบหลักฐานการตรวจรับรองจากกรมโรงงานฯ</li>
<li><strong>โรงงานที่ใช้สารเคมีอันตราย</strong> &#8211; ต้องมีบัญชีสารเคมี และแผนฉุกเฉิน</li>
<li><strong>โรงงานที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรม</strong> &#8211; ต้องแนบหนังสือยินยอมจากนิคมฯ ด้วย</li>
</ul>
<div style="background-color: #fbe9e7; border-left: 4px solid #FF5722; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">
<p style="font-weight: bold; color: #d84315; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">ข้อควรระวัง:</p>
<p style="margin: 0; color: #333;">เอกสารด้านสิ่งแวดล้อมต้องจัดทำให้ตรงกับสภาพโรงงานจริง และประเภทการผลิตจริง ถ้าระบุกระบวนการผลิต หรือปริมาณการผลิตต่ำกว่าความเป็นจริง เพื่อหลีกเลี่ยงข้อกำหนด เมื่อเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบสถานที่จริงจะพบความไม่สอดคล้องกัน ซึ่งอาจส่งผลให้ไม่ได้รับใบอนุญาต</p>
</div>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-1447" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/businessman-writing-documents-signing-documents-300x200.jpg" alt="" width="809" height="539" srcset="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/businessman-writing-documents-signing-documents-300x200.jpg 300w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/businessman-writing-documents-signing-documents-1024x681.jpg 1024w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/businessman-writing-documents-signing-documents-768x511.jpg 768w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/businessman-writing-documents-signing-documents-1536x1022.jpg 1536w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/businessman-writing-documents-signing-documents-2048x1363.jpg 2048w" sizes="(max-width: 809px) 100vw, 809px" /></p>
<hr />
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">เช็คลิสต์รวม &#8211; เอกสารขอใบอนุญาตโรงงาน รง.4</h2>
<p>ตารางด้านล่างสรุปรายการเอกสารทั้งหมดที่ต้องเตรียม สามารถใช้เป็น checklist ก่อนยื่นได้เลย</p>
<table style="width: 100%; border-collapse: collapse;">
<tbody>
<tr>
<td><strong>หมวด</strong></td>
<td><strong>รายการเอกสาร</strong></td>
</tr>
<tr>
<td><strong>หมวด 1: ผู้ประกอบการ</strong></td>
<td>หนังสือรับรองบริษัท (ไม่เกิน 6 เดือน)</td>
</tr>
<tr>
<td>สำเนาบัตรประชาชนกรรมการ</td>
<td>จำเป็น</td>
</tr>
<tr>
<td>โฉนดที่ดินหรือสัญญาเช่า</td>
<td>จำเป็น</td>
</tr>
<tr>
<td>แบบคำขอ รง.3 กรอกครบถ้วน</td>
<td>จำเป็น</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>หมวด 2: โรงงาน/สถานที่</strong></td>
<td>แผนที่แสดงที่ตั้งโรงงาน</td>
</tr>
<tr>
<td>แบบแปลนโรงงาน (Floor Plan)</td>
<td>จำเป็น</td>
</tr>
<tr>
<td>ใบอนุญาตก่อสร้าง (อ.1) + ใบรับรอง (อ.6)</td>
<td>ถ้ามีการก่อสร้างใหม่</td>
</tr>
<tr>
<td>รูปถ่ายโรงงาน</td>
<td>จำเป็น</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>หมวด 3: เครื่องจักร</strong></td>
<td>รายการเครื่องจักรและกำลังแรงม้า</td>
</tr>
<tr>
<td>ผังกระบวนการผลิต (Process Flow)</td>
<td>จำเป็น</td>
</tr>
<tr>
<td>ประเภทและปริมาณการผลิต</td>
<td>จำเป็น</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>หมวด 4: สิ่งแวดล้อม</strong></td>
<td>แผนการจัดการน้ำเสีย</td>
</tr>
<tr>
<td>แผนการจัดการมลพิษทางอากาศ</td>
<td>ตามประเภทโรงงาน</td>
</tr>
<tr>
<td>แผนการจัดการของเสีย</td>
<td>จำเป็น</td>
</tr>
<tr>
<td>แผนป้องกันและระงับอัคคีภัย</td>
<td>จำเป็น</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<hr />
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ข้อผิดพลาดที่ทำให้ถูกส่งเอกสารกลับ</h2>
<p><strong>จากประสบการณ์ดูแลลูกค้า</strong>ในกระบวนการขอใบอนุญาตโรงงาน ข้อผิดพลาดต่อไปนี้ เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้เอกสารถูกตีกลับมาแก้ไข</p>
<h3><strong>1. หนังสือรับรองบริษัทหมดอายุ</strong></h3>
<p>เจ้าของธุรกิจหลายคนไม่ทราบว่าหนังสือรับรองมีอายุ 6 เดือนนับจากวันออก ถ้าเตรียมไว้นานแล้วโดยไม่ได้ตรวจสอบวันที่ ต้องขอใหม่ก่อนยื่น</p>
<h3><strong>2. แบบแปลนไม่มีมาตราส่วน</strong></h3>
<p>แบบแปลนที่ไม่ระบุมาตราส่วน หรือไม่มีขนาดจริงของพื้นที่ เจ้าหน้าที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าโรงงานมีพื้นที่ใช้สอยเพียงพอ และถูกต้องตามที่ระบุในแบบฟอร์มหรือไม่</p>
<h3><strong>3. กำลังแรงม้าในแบบฟอร์มไม่ตรงกับรายการเครื่องจักร</strong></h3>
<p>ตัวเลขกำลังรวมที่คำนวณผิดหรือตกหล่น ทำให้จัดประเภทโรงงานไม่ถูก และอาจส่งผลต่อกระบวนการขออนุญาตทั้งหมด</p>
<h3><strong>4. ขาดเอกสารสิ่งแวดล้อมสำหรับโรงงานบางประเภท</strong></h3>
<p>ผู้ประกอบการบางรายไม่ทราบว่าโรงงานของตนอยู่ในประเภทที่ต้องยื่นแผนจัดการน้ำเสียหรือมลพิษทางอากาศเพิ่มเติม</p>
<h3><strong>5. สัญญาเช่าหมดอายุก่อนได้รับใบอนุญาต</strong></h3>
<p>ถ้าสัญญาเช่าเหลืออายุน้อยกว่าระยะเวลาที่ต้องใช้ในกระบวนการขออนุญาต อาจต้องต่อสัญญาก่อนหรือขอหนังสือยินยอมเพิ่มเติม</p>
<h3><strong>6. วัตถุประสงค์บริษัทไม่ครอบคลุมประเภทกิจการ</strong></h3>
<p>เช่น บริษัทจดทะเบียนเพื่อ &#8220;ค้าขาย&#8221; แต่ต้องการขอใบอนุญาตโรงงานผลิต ต้องแก้ไขวัตถุประสงค์ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าก่อน</p>
<hr />
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">สรุป</h2>
<p><strong>เอกสารขอใบอนุญาตโรงงาน</strong> ทั้ง 4 หมวดต้องเตรียมให้ครบก่อนยื่น ทั้งเอกสารบริษัท เอกสารสถานที่ รายการเครื่องจักร และแผนสิ่งแวดล้อม การตรวจสอบความถูกต้อง และความครบถ้วนก่อนยื่นช่วยหลีกเลี่ยงการถูกส่งเอกสารกลับ ซึ่งหมายถึงเสียเวลา และอาจกระทบแผนการเปิดโรงงานได้</p>
<p>สำหรับใครที่อยากเข้าใจเรื่องประเภทโรงงานให้ชัดขึ้นก่อนตัดสินใจยื่นขอ รง.4 สามารถอ่านเพิ่มเติมที่บทความ<a href="https://csrich1.com/factory-type-1-2-3-thailand/" rel="noopener"> โรงงานจำพวก 1, 2, 3 คืออะไร </a>แตกต่างกันอย่างไร หรือดูรายละเอียดบริการเต็มรูปแบบได้ที่<a href="https://csrich1.com/factory-license-service/" rel="noopener">หน้าบริการขอใบอนุญาตโรงงาน</a></p>
<hr />
<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1e1e1e; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">FAQ</h2>
<p><strong>Q1: โรงงานขนาดเล็กที่กำลังแรงม้าต่ำกว่า 50 แรงม้า ต้องขอ รง.4 ไหม?</strong></p>
<p>A: ไม่ต้องขอ รง.4 หากเข้าเกณฑ์ โรงงานจำพวก 1 คือมีกำลังเครื่องจักรรวมไม่เกิน 50 แรงม้า และมีคนงานไม่เกิน 7 คน แต่ต้องแจ้งเริ่มประกอบกิจการต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรมภายใน 30 วันหลังเริ่มดำเนินงาน ไม่ใช่ยกเว้นการดำเนินการทั้งหมด</p>
<p><strong>Q2: โรงงานเช่าอาคารหรือเช่าโกดัง สามารถขอ รง.4 ได้ไหม?</strong></p>
<p>A: สามารถขอได้ หากอาคารนั้นรองรับการประกอบกิจการโรงงานตามผังเมืองและข้อกำหนดด้านอาคาร โดยต้องมีหนังสือยินยอมจากเจ้าของอาคารหรือสัญญาเช่าที่ชัดเจนประกอบการยื่นขออนุญาต</p>
<p><strong>Q3: ใช้เวลานานแค่ไหนในการพิจารณาอนุมัติ รง.4?</strong></p>
<p>A: โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 30–60 วันหลังเอกสารครบ แต่ในทางปฏิบัติอาจนานขึ้นหากมีการตรวจสถานที่หรือขอเอกสารเพิ่มเติม แนะนำเผื่อเวลาไว้ประมาณ 3–6 เดือน</p>
<p><strong>Q4: แบบแปลนโรงงานต้องให้วิศวกรจัดทำไหม?</strong></p>
<p>A: ไม่ได้บังคับทุกกรณี แต่แนะนำให้วิศวกรที่มีใบอนุญาต (กว.) จัดทำ โดยเฉพาะโรงงานขนาดกลาง–ใหญ่หรือมีโครงสร้างซับซ้อน เพื่อความถูกต้อง และลดโอกาสถูกตีกลับ ส่วนโรงงานขนาดเล็กสามารถจัดทำเองได้ หากแบบแปลนชัดเจนและมีมาตราส่วนถูกต้อง</p>
<p><strong>Q5: ถ้ายื่นเอกสารไม่ครบ จะถูกปฏิเสธทันทีไหม?</strong></p>
<p>A: ยังไม่ถูกปฏิเสธทันที โดยทั่วไปเจ้าหน้าที่จะให้แก้ไขหรือส่งเอกสารเพิ่มเติมก่อน แต่จะทำให้ระยะเวลาพิจารณาล่าช้า ดังนั้นควรตรวจสอบเอกสารและแบบแปลนให้ครบก่อนยื่นทุกครั้ง</p>
<hr />
<p>ถ้ากำลังเตรียมยื่นใบอนุญาตโรงงาน ทีม <a href="https://csrich1.com/" rel="noopener">C&amp;S Rich1</a> ช่วยดูแลครบวงจร ตั้งแต่ตรวจเอกสาร จัดทำแบบแปลน ไปจนถึงยื่นขออนุญาตและต่ออายุ เพื่อให้กระบวนการผ่านได้รวดเร็วและไม่สะดุด</p>
<p>ดูรายละเอียดบริการเพิ่มเติมได้ที่<a href="https://csrich1.com/factory-license-service/" rel="noopener">หน้าบริการขอใบอนุญาตโรงงาน</a> หรือติดต่อเราได้เลย</p>
<hr />
<p>📲 Tel: <a href="tel:+66645607779" rel="noopener">064-560-7779</a></p>
<p>💬 Line: @cs0645607779</p>
<p>📩 Email: <a href="mailto:csrich188@gmail.com" rel="noopener">csrich188@gmail.com</a></p>
<p>📚 Facebook: <a href="https://www.facebook.com/p/%E0%B8%88%E0%B8%94-%E0%B8%AD%E0%B8%A2-%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%97-%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%AA-%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8A1-%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94-100069116491327/?_rdc=1&amp;_rdr=#" rel="noopener" target="_blank">จด อย บริษัท ซีแอนด์เอสริช1 จำกัด</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ใบอนุญาตโฆษณาเครื่องมือแพทย์ (ฆพ.) สิ่งที่ต้องรู้ก่อนเผยแพร่สื่อ</title>
		<link>https://csrich1.com/medical-device-advertising-license/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 07 May 2026 04:03:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[การโฆษณาเครื่องมือแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[เลข ฆพ. คืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[ใบอนุญาตโฆษณาเครื่องมือแพทย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://csrich1.com/?p=1438</guid>

					<description><![CDATA[คิดจะโฆษณาเครื่องมือแพทย์ ห้ามพลาด! รวมขั้นตอนขอเลข ฆพ. เอกสารที่ต้องใช้ และข้อห้ามสำคัญ ที่ช่วยให้คุณไม่เสี่ยงโดนปรับหรือผิดกฎหมาย]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>ใบอนุญาตโฆษณาเครื่องมือแพทย์</strong> หรือที่เรียกกันว่า &#8220;เลข ฆพ.&#8221; คือเอกสารที่ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ออกให้เพื่ออนุญาตให้โฆษณาเครื่องมือแพทย์ได้อย่างถูกกฎหมาย ก่อนที่คุณจะลงโฆษณาทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น Facebook, TikTok, เว็บไซต์ หรือสื่อสิ่งพิมพ์ คุณต้องได้รับอนุญาตก่อนเสมอ ไม่งั้นจะมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์</p>



<p>บทความนี้จะอธิบายครบทุกเรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับใบอนุญาตโฆษณาเครื่องมือแพทย์ ตั้งแต่ว่าโฆษณาแบบไหนต้องขอ ขั้นตอนการยื่นเอกสาร เอกสารที่ต้องเตรียม ข้อห้ามที่ต้องระวัง ไปจนถึงโทษถ้าโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต เหมาะสำหรับผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า และตัวแทนจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ที่ต้องการทำการตลาดอย่างถูกต้อง</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ใบอนุญาตโฆษณาเครื่องมือแพทย์ (ฆพ.) คืออะไร และทำไมต้องมี?</h2>



<p><strong>ใบอนุญาตโฆษณาเครื่องมือแพทย์ (ฆพ.)</strong> คือเอกสารอนุญาตที่ออกโดย อย. ให้กับผู้ที่ต้องการโฆษณาเครื่องมือแพทย์ ต่อสาธารณะ โดย &#8220;เลข ฆพ.&#8221; ที่ได้จะต้องแสดงบนโฆษณาทุกชิ้น เพื่อยืนยันว่าเนื้อหาโฆษณานั้นผ่านการตรวจสอบจาก อย. แล้ว</p>



<p>เหตุที่กฎหมายกำหนดให้ต้องขอใบอนุญาตก่อนโฆษณา เป็นเพราะเครื่องมือแพทย์เป็นผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลโดยตรงต่อผู้บริโภค การโฆษณาที่เกินจริง อ้างสรรพคุณเกินความเป็นจริง หรือทำให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับประสิทธิภาพของเครื่องมือ อาจทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจผิดพลาดและเกิดอันตรายได้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="585" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/photorealistic-hyper-realistic-image-white-background-ai-generated-by-freepik-1024x585.jpg" alt="ใบอนุญาตโฆษณาเครื่องมือแพทย์ (ฆพ.)" class="wp-image-1465" srcset="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/photorealistic-hyper-realistic-image-white-background-ai-generated-by-freepik-1024x585.jpg 1024w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/photorealistic-hyper-realistic-image-white-background-ai-generated-by-freepik-300x171.jpg 300w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/photorealistic-hyper-realistic-image-white-background-ai-generated-by-freepik-768x439.jpg 768w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/photorealistic-hyper-realistic-image-white-background-ai-generated-by-freepik-1536x878.jpg 1536w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/photorealistic-hyper-realistic-image-white-background-ai-generated-by-freepik-2048x1170.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<div style="background-color: #FFF8E1; border-left: 4px solid #FFC107; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">

<p style="font-weight: bold; color: #F57F17; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">จุดสำคัญ:</p>

<p style="margin: 0; color: #333;">

ใบอนุญาตโฆษณาเครื่องมือแพทย์ (เลข ฆพ.) ต้องได้รับก่อนเผยแพร่โฆษณาทุกชิ้นในทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นออนไลน์หรือออฟไลน์ การโฆษณาโดยไม่มีเลข ฆพ. ถือเป็นการกระทำผิดกฎหมาย มีโทษทั้งปรับและจำคุก

</p>

</div>



<p>เครื่องมือแพทย์ในที่นี้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท เช่น เครื่องวัดความดันโลหิต เครื่องวัดน้ำตาล อุปกรณ์ช่วยฟัง แผ่นทดสอบต่าง ๆ ไปจนถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้ในโรงพยาบาล ซึ่งทั้งหมดต้องผ่านการขึ้นทะเบียนกับ อย. ก่อน และถ้าจะโฆษณาก็ต้องขอเลข ฆพ. ด้วยเช่นกัน หากสินค้าของคุณยังไม่ได้จด อย. ให้อ่านบทความ <a href="https://csrich1.com/medical-device-license-guide-2026">การขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์กับ อย.</a> ก่อนดำเนินการขอใบอนุญาตโฆษณา</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">โฆษณาเครื่องมือแพทย์แบบไหนต้องขอใบอนุญาต ฆพ.?</h2>



<p>โดยหลักการแล้ว <strong>การโฆษณาเครื่องมือแพทย์ทุกรูปแบบที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ</strong> ต้องขอใบอนุญาตจาก อย. ก่อน แต่ระดับการตรวจสอบและขั้นตอนอาจแตกต่างกันตามประเภทสื่อ ดูรายละเอียดแต่ละช่องทางได้ดังนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading">1. สื่อออนไลน์ (Facebook, Instagram, TikTok, YouTube)</h3>



<p>สื่อโซเชียลมีเดียถือเป็นช่องทางที่ อย. ให้ความสำคัญและตรวจสอบอย่างเข้มงวดมากขึ้นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นโพสต์ทั่วไป รูปภาพ วิดีโอรีวิว หรือคอนเทนต์ Influencer ที่พูดถึงสรรพคุณของเครื่องมือแพทย์ ทั้งหมดต้องมีเลข ฆพ. กำกับ</p>



<p>โดยเฉพาะ TikTok และ YouTube ที่มีรูปแบบวิดีโอสาธิตการใช้งานหรืออ้างสรรพคุณ ซึ่งมีโอกาสถูกตรวจสอบสูง ผู้ผลิตคอนเทนต์และเจ้าของแบรนด์ต้องรับผิดชอบร่วมกัน</p>



<h3 class="wp-block-heading">2. สื่อสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์</h3>



<p>โฆษณาในนิตยสาร หนังสือพิมพ์ โบรชัวร์ แคตตาล็อก รวมถึงสปอตโฆษณาทางโทรทัศน์ ทั้งหมดต้องผ่านการอนุมัติจาก อย. ก่อนเผยแพร่ สื่อประเภทนี้มักใช้เวลาในการยื่นขออนุญาตนานกว่าสื่อออนไลน์ เพราะต้องส่งชุดเอกสารให้ครบถ้วน</p>



<h3 class="wp-block-heading">3. เว็บไซต์และ E-commerce</h3>



<p>หน้าเว็บไซต์ที่แสดงสรรพคุณ รายละเอียดผลิตภัณฑ์ หรือข้อความที่เข้าข่ายเป็นการโฆษณาก็ต้องขอ ฆพ. เช่นกัน รวมถึงหน้าสินค้าบน Shopee, Lazada, และแพลตฟอร์ม E-commerce อื่น ๆ ที่มีการอ้างสรรพคุณเกี่ยวกับสุขภาพหรือการรักษา</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/43654977-66cd-45e5-83be-9c09dba84d72-1024x1024.jpg" alt="โฆษณาเครื่องมือแพทย์ " class="wp-image-1468" srcset="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/43654977-66cd-45e5-83be-9c09dba84d72-1024x1024.jpg 1024w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/43654977-66cd-45e5-83be-9c09dba84d72-300x300.jpg 300w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/43654977-66cd-45e5-83be-9c09dba84d72-150x150.jpg 150w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/43654977-66cd-45e5-83be-9c09dba84d72-768x768.jpg 768w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/43654977-66cd-45e5-83be-9c09dba84d72-1536x1536.jpg 1536w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/43654977-66cd-45e5-83be-9c09dba84d72.jpg 2000w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ขั้นตอนขอใบอนุญาตโฆษณาเครื่องมือแพทย์</h2>



<p>การขอ <strong>ใบอนุญาตโฆษณาเครื่องมือแพทย์</strong> สามารถยื่นผ่านระบบ e-Submission ของ อย. หรือยื่นเอกสารได้ที่ สำนักงาน อย. โดยตรง ขั้นตอนหลัก ๆ มีดังนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading">1. ตรวจสอบสถานะการขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์</h3>



<p>ก่อนยื่นขอ ฆพ. ต้องมั่นใจก่อนว่าเครื่องมือแพทย์ที่จะโฆษณาได้รับเลขทะเบียนจาก อย. เรียบร้อยแล้ว เพราะ อย. จะไม่อนุมัติโฆษณาให้กับผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน หากยังไม่มีเลขทะเบียน สามารถดูขั้นตอน <a href="https://csrich1.com/medical-device-license-guide-2026">จด อย. เครื่องมือแพทย์</a> ได้เลย</p>



<h3 class="wp-block-heading">2. เตรียมร่างโฆษณา</h3>



<p>จัดทำร่างโฆษณาที่ต้องการเผยแพร่ให้ครบถ้วนตามรูปแบบที่ อย. กำหนด ได้แก่ ข้อความโฆษณา รูปภาพประกอบ คำอ้างอิงสรรพคุณ และข้อมูลผลิตภัณฑ์ โดยต้องระวังไม่ใช้ข้อความต้องห้ามที่จะกล่าวถึงในหัวข้อถัดไป</p>



<h3 class="wp-block-heading">3. รวบรวมเอกสารประกอบ</h3>



<p>เตรียมเอกสารทั้งหมดให้พร้อมก่อนยื่น รายการเอกสารที่ต้องใช้จะอยู่ในหัวข้อถัดไป</p>



<h3 class="wp-block-heading">4. ยื่นคำขอผ่านระบบ e-Submission</h3>



<p>ยื่นคำขอพร้อมเอกสารทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ อย. หรือมายื่นเองที่ อย. กรณีที่เอกสารครบถ้วนและร่างโฆษณาไม่มีปัญหา อย. จะออกเลข ฆพ. ให้</p>



<h3 class="wp-block-heading">5. รอผล และแก้ไขถ้าจำเป็น</h3>



<p>เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบร่างโฆษณาและเอกสาร ถ้ามีส่วนที่ต้องแก้ไขจะแจ้งกลับมา ต้องดำเนินการแก้ไขและส่งกลับภายในเวลาที่กำหนด</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">เอกสารที่ต้องใช้ในการขอใบอนุญาตโฆษณาเครื่องมือแพทย์</h2>



<p> เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับการขอ <strong>ใบอนุญาตโฆษณาเครื่องมือแพทย์</strong> มีดังนี้ ซึ่งในทางปฏิบัติอาจมีเอกสารเพิ่มเติมตามลักษณะเฉพาะของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท</p>



<ol class="wp-block-list">
<li><strong>คำขออนุญาตโฆษณาเครื่องมือแพทย์</strong> &#8211; แบบฟอร์ม ฆพ. ตามที่ อย. กำหนด</li>



<li><strong>สำเนาใบสำคัญการจดทะเบียนเครื่องมือแพทย์</strong> &#8211; เลขทะเบียน อย. ของผลิตภัณฑ์ที่จะโฆษณา</li>



<li><strong>ร่างโฆษณา</strong> &#8211; ทุกรูปแบบที่จะใช้ (ข้อความ รูปภาพ ไฟล์วิดีโอ หรือสคริปต์โฆษณา)</li>



<li><strong>หนังสือมอบอำนาจ</strong> &#8211; กรณีให้บุคคลอื่นหรือบริษัทตัวแทนดำเนินการแทน</li>



<li><strong>เอกสารยืนยันตัวตนของผู้ขออนุญาต</strong> &#8211; สำเนาบัตรประชาชน หรือหนังสือรับรองบริษัท</li>



<li><strong>เอกสารอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์</strong> &#8211; กรณีที่โฆษณาอ้างอิงผลการศึกษาหรือสรรพคุณเฉพาะ</li>
</ol>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="575" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/04/businesswoman-explaining-digital-tablet-coworkers-office-1024x575.jpg" alt="คำขออนุญาตโฆษณาเครื่องมือแพทย์ " class="wp-image-1288" srcset="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/04/businesswoman-explaining-digital-tablet-coworkers-office-1024x575.jpg 1024w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/04/businesswoman-explaining-digital-tablet-coworkers-office-300x169.jpg 300w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/04/businesswoman-explaining-digital-tablet-coworkers-office-768x431.jpg 768w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/04/businesswoman-explaining-digital-tablet-coworkers-office-1536x863.jpg 1536w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/04/businesswoman-explaining-digital-tablet-coworkers-office-2048x1151.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<div style="background-color: #E8F5E9; border-left: 4px solid #4CAF50; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">

<p style="font-weight: bold; color: #2E7D32; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">Tips:</p>

<p style="margin: 0; color: #333;">เตรียมร่างโฆษณาให้พร้อมเป็นเวอร์ชันสุดท้ายก่อนยื่น เพราะถ้าแก้ไขเนื้อหาโฆษณาหลังจากได้รับเลข ฆพ. ไปแล้ว จะต้องยื่นขออนุญาตใหม่ทั้งหมด ซึ่งเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย</p>

</div>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ข้อห้ามและข้อความที่ใช้ไม่ได้ในโฆษณาเครื่องมือแพทย์</h2>



<p>นี่คือจุดที่ผู้ประกอบการหลายรายพลาดมากที่สุด เพราะบางข้อความดูเหมือนธรรมดา แต่จริง ๆ แล้วผิดกฎหมาย อย. กำหนดข้อห้ามไว้ชัดเจนดังนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading">ข้อความที่ใช้ไม่ได้</h3>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>อ้างว่ารักษาหรือบำบัดโรคได้</strong> เครื่องมือแพทย์ส่วนใหญ่ได้รับอนุญาตให้ใช้ &#8220;วัด&#8221; &#8220;ตรวจ&#8221; หรือ &#8220;ช่วย&#8221; ไม่ใช่ &#8220;รักษา&#8221; หรือ &#8220;หาย&#8221;</li>



<li><strong>ใช้คำที่เกินจริง</strong> เช่น &#8220;ดีที่สุด&#8221;, &#8220;หายขาด&#8221;, &#8220;รับประกัน 100%&#8221;, &#8220;ปลอดภัยที่สุด&#8221;</li>



<li><strong>อ้างคำรับรองจากแพทย์หรือสถาบันการแพทย์</strong> โดยไม่มีหลักฐาน</li>



<li><strong>ใช้รูปภาพเปรียบเทียบก่อน-หลัง</strong> ที่แสดงผลการรักษาอย่างชัดเจน</li>



<li><strong>อ้างสรรพคุณที่ไม่ได้อยู่ในทะเบียน</strong> ที่ได้รับอนุญาต</li>



<li><strong>ใช้ภาษาที่ทำให้เข้าใจผิด</strong> ว่าผลิตภัณฑ์มีสรรพคุณเกินกว่าที่ขึ้นทะเบียนไว้</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading">สิ่งที่ต้องแสดงในโฆษณาทุกชิ้น</h3>



<ul class="wp-block-list">
<li>เลขที่ใบอนุญาตโฆษณา (เลข ฆพ.)</li>



<li>ชื่อผลิตภัณฑ์ตรงตามที่จดทะเบียน</li>



<li>ข้อความเตือนหรือคำแนะนำการใช้งาน (ถ้ามีตามที่ อย. กำหนด)</li>
</ul>



<div style="background-color: #FBE9E7; border-left: 4px solid #FF5722; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">

<p style="font-weight: bold; color: #D84315; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">ข้อควรระวัง:</p>

<p style="margin: 0; color: #333;">Influencer หรือ KOL ที่รับจ้างรีวิวเครื่องมือแพทย์ และอ้างสรรพคุณโดยไม่มีเลข ฆพ. กำกับ ถือว่ามีความผิดเช่นเดียวกัน ทั้งเจ้าของแบรนด์ และผู้โฆษณาต้องรับผิดชอบร่วมกันตามกฎหมาย</p>

</div>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">โทษถ้าโฆษณาเครื่องมือแพทย์โดยไม่มีใบอนุญาต</h2>



<p>การโฆษณาเครื่องมือแพทย์โดยไม่มีใบอนุญาตถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ. 2551 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม โทษที่กำหนดไว้มีดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>โทษปรับ</strong> ไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับการโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต</li>



<li><strong>โทษจำคุก</strong> ไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ ในกรณีที่เป็นการโฆษณาที่เป็นเท็จหรือโอ้อวดเกินจริง</li>



<li><strong>คำสั่งให้หยุดโฆษณาและลบโฆษณา</strong> ทุกช่องทางทันที</li>



<li><strong>ระงับการจำหน่ายผลิตภัณฑ์</strong> ได้ในบางกรณี</li>
</ul>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/medical-form-with-words-medical-malpractice-gavel-1024x683.jpg" alt="โทษโฆษณาเครื่องมือแพทย์" class="wp-image-1469" srcset="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/medical-form-with-words-medical-malpractice-gavel-1024x683.jpg 1024w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/medical-form-with-words-medical-malpractice-gavel-300x200.jpg 300w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/medical-form-with-words-medical-malpractice-gavel-768x512.jpg 768w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/medical-form-with-words-medical-malpractice-gavel-1536x1024.jpg 1536w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/05/medical-form-with-words-medical-malpractice-gavel-2048x1365.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>นอกจากโทษทางกฎหมายแล้ว ยังมีผลต่อภาพลักษณ์ธุรกิจด้วย โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลแพร่กระจายเร็วบนโซเชียลมีเดีย การถูกรายงานและมีข่าวว่าโฆษณาผิดกฎหมายสร้างความเสียหายต่อแบรนด์ได้มาก</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ระยะเวลาพิจารณาและค่าธรรมเนียม</h2>



<p>ระยะเวลาในการพิจารณาขอ <strong>ใบอนุญาตโฆษณาเครื่องมือแพทย์</strong> ขึ้นอยู่กับความครบถ้วนของเอกสารและความซับซ้อนของโฆษณาที่ยื่น โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ <strong>15-30 วันทำการ</strong> นับจากวันที่เอกสารครบถ้วน</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ถ้าเอกสารไม่ครบหรือต้องแก้ไขร่างโฆษณา ระยะเวลาจะยืดออกไปตามจำนวนครั้งที่ต้องแก้ไข ผู้ประกอบการควรวางแผนล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 เดือนก่อนวันที่ต้องการเผยแพร่โฆษณา เพื่อให้มีเวลาเพียงพอสำหรับกระบวนการทั้งหมด</p>



<p>ค่าธรรมเนียมการขออนุญาตโฆษณาเครื่องมือแพทย์จะแตกต่างกันตามประเภทสื่อและจำนวนโฆษณาที่ยื่น ควรตรวจสอบอัตราค่าธรรมเนียมปัจจุบันจากประกาศ อย. โดยตรง</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">สรุป</h2>



<p><strong>ใบอนุญาตโฆษณาเครื่องมือแพทย์ (ฆพ.)</strong> เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับทุกธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือตัวแทนจำหน่าย การโฆษณาก่อนได้รับอนุญาตมีความเสี่ยงทั้งด้านกฎหมายและภาพลักษณ์ธุรกิจ</p>



<p>สิ่งสำคัญที่ต้องจำคือ ต้องได้รับ อย. เครื่องมือแพทย์ก่อน แล้วจึงค่อยยื่นขอใบอนุญาตโฆษณา และต้องระวังข้อความต้องห้ามในทุกชิ้นงานโฆษณา ไม่ว่าจะเป็นสื่อออนไลน์หรือออฟไลน์</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">FAQ</h2>



<p></p>


<div id="rank-math-faq" class="rank-math-block">
<div class="rank-math-list ">
<div id="faq-question-1777963304221" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q1: ถ้าโฆษณาแค่ชื่อสินค้า และราคา บนโซเชียลมีเดีย ต้องขอ ฆพ. ไหม?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: ถ้าโพสต์ไม่มีการอ้างสรรพคุณ ไม่มีข้อความที่เข้าข่ายการโฆษณา และแสดงแค่ชื่อผลิตภัณฑ์กับราคา อาจไม่เข้าข่ายที่ต้องขออนุญาต แต่ในทางปฏิบัติแนะนำให้ปรึกษา อย. หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อความปลอดภัย เพราะการตีความกฎหมายในแต่ละกรณีอาจแตกต่างกัน</p>

</div>
</div>
<div id="faq-question-1777963312518" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q2: ใบอนุญาตโฆษณา ฆพ. มีอายุกี่ปี?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: ใบอนุญาตโฆษณาเครื่องมือแพทย์มีอายุ 3 ปี และต้องต่ออายุก่อนที่จะหมดอายุ ถ้าปล่อยให้หมดอายุแล้วยังโฆษณาต่อ ถือว่ามีความผิดเช่นเดียวกับการไม่มีใบอนุญาต</p>

</div>
</div>
<div id="faq-question-1777963319304" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q3: ถ้าเปลี่ยนรูปโฆษณาเล็กน้อย ต้องขอใหม่ไหม?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลง ถ้าเปลี่ยนเนื้อหาหลัก เช่น ข้อความสรรพคุณ หรือรูปภาพสำคัญ ต้องยื่นขออนุญาตใหม่ แต่ถ้าเป็นการปรับสีหรือขนาดตัวอักษรเล็กน้อยอาจไม่ต้อง แนะนำให้สอบถาม อย. ก่อนเปลี่ยนแปลงทุกครั้ง</p>

</div>
</div>
<div id="faq-question-1777963331075" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q4: Influencer ที่รีวิวสินค้าต้องมีเลข ฆพ. ด้วยไหม?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: ใช่ เนื้อหาที่ Influencer เผยแพร่และเข้าข่ายเป็นการโฆษณาเครื่องมือแพทย์ต้องมีเลข ฆพ. กำกับ เจ้าของแบรนด์มีหน้าที่แจ้งเลข ฆพ. ให้ Influencer นำไปแสดงในโพสต์</p>

</div>
</div>
<div id="faq-question-1777963343693" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q5: ยื่นขอ ฆพ. เองได้ไหม หรือต้องใช้บริษัทตัวแทน?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: สามารถยื่นเองได้ ถ้ามีความรู้เรื่องเอกสารและขั้นตอน แต่ถ้าไม่แน่ใจเรื่องข้อกฎหมาย ร่างโฆษณา หรือเอกสาร การใช้บริษัทที่มีประสบการณ์ช่วยจัดการจะลดความเสี่ยงที่จะถูกปฏิเสธและทำให้กระบวนการเร็วขึ้น</p>

</div>
</div>
</div>
</div>


<p>ถ้าคุณกำลังวางแผนโฆษณาเครื่องมือแพทย์และต้องการให้มั่นใจว่าทุกขั้นตอนถูกต้องตามกฎหมาย ทีมงาน <strong>C&amp;S Rich1</strong> มีประสบการณ์กว่า 7 ปีในการให้บริการ<a href="https://csrich1.com/advertising-license-service/">ขอใบอนุญาตโฆษณา</a>และ<a href="https://csrich1.com/fda-registration-service/">จด อย.</a>สำหรับผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท ดูแลกว่า 500 เคส พร้อมติดตามงานจนสำเร็จ</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>📲 Tel: <a href="tel:+66645607779">064-560-7779</a></p>



<p>💬 Line: @cs0645607779</p>



<p>📩 Email: <a href="mailto:csrich188@gmail.com">csrich188@gmail.com</a></p>



<p>📚 Facebook: <a href="https://www.facebook.com/p/%E0%B8%88%E0%B8%94-%E0%B8%AD%E0%B8%A2-%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%97-%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%AA-%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8A1-%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94-100069116491327/?_rdc=1&amp;_rdr#" target="_blank" rel="noopener">จด อย บริษัท ซีแอนด์เอสริช1 จำกัด</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เอกสารจด อย. ต้องเตรียมอะไรบ้าง? เช็คลิสต์ฉบับสมบูรณ์ทุกประเภทสินค้า</title>
		<link>https://csrich1.com/fda-documents-checklist/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 07 May 2026 03:50:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ขอ อย. อาหารเสริม เอกสาร]]></category>
		<category><![CDATA[เช็คลิสต์เอกสาร อย.]]></category>
		<category><![CDATA[เอกสารจด อย.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://csrich1.com/?p=1441</guid>

					<description><![CDATA[เอกสารจด อย. แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือเอกสารบริษัทและเอกสารผลิตภัณฑ์ ครบทุกประเภท อาหารเสริม เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ และยา พร้อม Tips เตรียมให้รวดเร็ว]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>เอกสารจด อย.</strong> แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักคือ เอกสารของบริษัทหรือผู้ประกอบการ และเอกสารเฉพาะของผลิตภัณฑ์ที่ต้องการขึ้นทะเบียน โดยเอกสารชุดแรกใช้ได้ทุกประเภทสินค้า ส่วนชุดที่สองจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับว่าสินค้านั้นเป็นอาหารเสริม เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ หรือยา</p>



<p>บทความนี้จะรวบรวมรายการเอกสารจด อย. ไว้ครบในที่เดียว ครอบคลุมทุกประเภทสินค้า พร้อมตารางเปรียบเทียบ Tips การเตรียมเอกสาร และข้อผิดพลาดที่พบบ่อยจนทำให้เสียเวลาโดยไม่จำเป็น</p>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">เอกสารจด อย. คืออะไร และทำไมต้องเตรียมให้ครบ?</h



<p>เอกสารจด อย. คือชุดเอกสารที่ผู้ประกอบการต้องจัดเตรียม และยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหาร และยา (อย.) เพื่อขอขึ้นทะเบียนสินค้า หรือแจ้งรายละเอียดผลิตภัณฑ์ก่อนที่จะวางจำหน่ายได้อย่างถูกกฎหมาย</p>



<p>เหตุผลที่ต้องเตรียมเอกสารให้ครบตั้งแต่แรกคือ ถ้าเอกสารไม่ครบหรือไม่ถูกต้อง อย. จะส่งเรื่องกลับมาให้แก้ไข ซึ่งหมายความว่าต้องนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง ระยะเวลาที่ต้องรอจะยาวออกไปอีกหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ผลกระทบที่ตามมาคือเปิดตัวสินค้าช้า และต้นทุนโดยรวมสูงขึ้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/04/social-worker-explaining-documents-1-1024x683.jpg" alt="เอกสารจด อย. คือ" class="wp-image-1271" srcset="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/04/social-worker-explaining-documents-1-1024x683.jpg 1024w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/04/social-worker-explaining-documents-1-300x200.jpg 300w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/04/social-worker-explaining-documents-1-768x513.jpg 768w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/04/social-worker-explaining-documents-1-1536x1025.jpg 1536w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/04/social-worker-explaining-documents-1-2048x1367.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<div style="background-color: #FFF8E1; border-left: 4px solid #FFC107; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">

<p style="font-weight: bold; color: #F57F17; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">จุดสำคัญ:</p>

<p style="margin: 0; color: #333;">

เอกสารจด อย. แบ่งเป็น 2 กลุ่ม &#8211; เอกสารบริษัทที่ใช้ร่วมกันได้ทุกสินค้า และเอกสารผลิตภัณฑ์ที่ต้องเตรียมแยกตามประเภทสินค้า การเตรียมเอกสารให้ครบก่อนยื่นช่วยลดเวลารอได้หลายสัปดาห์

</p>

</div>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">กลุ่มที่ 1 &#8211; เอกสารบริษัทและผู้ประกอบการ (ใช้ได้ทุกประเภทสินค้า)</h2>



<p>เอกสารชุดนี้เกี่ยวกับตัวตนของบริษัทหรือผู้ขอจด อย. ไม่ว่าสินค้าจะเป็นประเภทอะไร ก็ต้องใช้เอกสารกลุ่มนี้ทั้งหมด สำหรับบริษัทที่มีสินค้าหลายตัว เอกสารชุดนี้เตรียมครั้งเดียวแล้วใช้ซ้ำได้</p>



<h3 class="wp-block-heading">1. หนังสือรับรองบริษัท (ออกให้ไม่เกิน 6 เดือน)</h3>



<p>หนังสือรับรองบริษัทต้องเป็นฉบับที่ออกโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และมีอายุไม่เกิน 6 เดือน นับจากวันที่ยื่นเรื่อง ระบุวัตถุประสงค์ของบริษัทที่ครอบคลุมการผลิตหรือจำหน่ายสินค้าประเภทนั้น ๆ ด้วย ถ้าวัตถุประสงค์ไม่ตรงกับประเภทสินค้าที่ขอจด อย. อาจต้องแก้ไขข้อมูลที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าก่อน</p>



<h3 class="wp-block-heading">2. สำเนาบัตรประชาชนกรรมการผู้มีอำนาจ</h3>



<p>ต้องเป็นสำเนาบัตรประชาชนของกรรมการที่มีอำนาจลงนาม พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง บางกรณีที่มีกรรมการหลายคน อาจต้องแนบสำเนาของกรรมการทุกคนขึ้นอยู่กับรูปแบบอำนาจในหนังสือรับรองบริษัท</p>



<h3 class="wp-block-heading">3. เอกสารสถานที่ผลิตหรือสถานที่นำเข้า</h3>



<p>เอกสารส่วนนี้ใช้ยืนยันว่าผู้ประกอบการมีสิทธิ์ใช้สถานที่ในการผลิตสินค้า หรือใช้เป็นสถานที่นำเข้า/จัดเก็บสินค้าได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยทั่วไปประกอบด้วย</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>สำเนาทะเบียนบ้านหรือหลักฐานที่ตั้งสถานที่ผลิต</li>



<li>ใบอนุญาตผลิต (ถ้ามีอยู่แล้ว) หรือเอกสารแสดงว่าสถานที่ผ่านการตรวจจาก อย.</li>



<li>สำหรับสินค้านำเข้า ให้แนบหลักฐานที่ตั้งโกดังหรือสถานที่เก็บสินค้าแทน</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading">4. หนังสือมอบอำนาจ (กรณีใช้ตัวแทนยื่นแทน)</h3>



<p>ถ้าผู้ประกอบการไม่ได้ยื่นเองโดยตรง ต้องมีหนังสือมอบอำนาจลงนามโดยกรรมการผู้มีอำนาจ พร้อมติดอากรแสตมป์ให้ถูกต้อง และสำเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/03/215398_0-1024x768.jpg" alt="ปรึกษา เอกสาร จด อย." class="wp-image-873" srcset="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/03/215398_0-1024x768.jpg 1024w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/03/215398_0-300x225.jpg 300w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/03/215398_0-768x576.jpg 768w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/03/215398_0.jpg 1477w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">กลุ่มที่ 2 &#8211; เอกสารผลิตภัณฑ์ (แตกต่างตามประเภทสินค้า)</h2>



<p>นอกจากเอกสารบริษัทแล้ว แต่ละประเภทสินค้ายังต้องการเอกสารเฉพาะของตัวเองอีกชุดหนึ่ง ซึ่งส่วนนี้แหละที่ผู้ประกอบการมักสับสนหรือเตรียมผิดบ่อยที่สุด เพราะข้อกำหนดแตกต่างกันค่อนข้างมากในแต่ละประเภท</p>



<h3 class="wp-block-heading">อาหารเสริม (Dietary Supplement)</h3>



<p>สินค้าประเภทอาหารเสริมต้องแจ้งรายละเอียดผ่านระบบ e-submission ของ อย. โดยเอกสารสำคัญที่ต้องเตรียมมีดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>สูตรส่วนประกอบ (Formula)</strong> ระบุชื่อ ปริมาณ และหน้าที่ของส่วนประกอบทุกตัว รวมถึง Excipient ที่ใช้</li>



<li><strong>ผลการวิเคราะห์ (Certificate of Analysis &#8211; CoA)</strong> จากห้องแล็บที่ได้รับการรับรอง ระบุปริมาณสารสำคัญ และผลการตรวจความปลอดภัยพื้นฐาน</li>



<li><strong>ฉลากสินค้า</strong> ที่ออกแบบให้ถูกต้องตามประกาศ อย. เช่น ขนาดตัวอักษร การระบุส่วนประกอบ คำเตือน และรายละเอียดโภชนาการ (ถ้าจำเป็น)</li>



<li><strong>เอกสารรับรองความปลอดภัยของวัตถุดิบ</strong> สำหรับส่วนประกอบที่มีความเสี่ยงหรือยังไม่เป็น Novel Food ที่ อย. อนุมัติ</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading">เครื่องสำอาง (Cosmetics)</h3>



<p>เครื่องสำอางในไทยใช้ระบบ แจ้ง ไม่ใช่ ขึ้นทะเบียน แต่เอกสารที่ต้องเตรียมไว้ให้พร้อมมีดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>สูตรส่วนผสม (Formula / Ingredient List)</strong> ตามมาตรฐาน INCI Name และปริมาณแต่ละส่วนประกอบ</li>



<li><strong>Safety Assessment</strong> รายงานการประเมินความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ จัดทำโดยผู้เชี่ยวชาญ (สำหรับสินค้าที่มีความเสี่ยงสูงหรือสินค้านำเข้า)</li>



<li><strong>ฉลากสินค้า</strong> ระบุครบตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งชื่อสินค้า ส่วนประกอบ วิธีใช้ คำเตือน วันหมดอายุ และข้อมูลผู้จำหน่าย</li>



<li><strong>Certificate of Free Sale (CFS)</strong> สำหรับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ออกโดยหน่วยงานรัฐของประเทศผู้ผลิต</li>
</ul>



<figure class="wp-block-image size-full is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="672" height="449" src="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/03/fda-sv4.webp" alt="เครื่องสำอาง (Cosmetics)" class="wp-image-1054" style="width:800px;height:auto" srcset="https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/03/fda-sv4.webp 672w, https://csrich1.com/wp-content/uploads/2026/03/fda-sv4-300x200.webp 300w" sizes="(max-width: 672px) 100vw, 672px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">เครื่องมือแพทย์ (Medical Device)</h3>



<p>เครื่องมือแพทย์มีขั้นตอนซับซ้อนที่สุด และแบ่งเป็นหลาย Class ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของอุปกรณ์ เอกสารหลักที่ต้องเตรียมมีดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>CE Mark หรือ ISO 13485</strong> ใบรับรองมาตรฐานจากต่างประเทศ (สำหรับสินค้านำเข้า) แสดงว่าผ่านมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล</li>



<li><strong>Technical File / Technical Documentation</strong> เอกสารแสดงรายละเอียดทางเทคนิคของอุปกรณ์ วัสดุที่ใช้ กระบวนการผลิต และผลการทดสอบ</li>



<li><strong>ใบรับรอง GDPMD (Good Distribution Practice for Medical Devices)</strong> สำหรับผู้นำเข้าหรือผู้จัดจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ในไทย ซึ่งต้องได้รับการตรวจและรับรองจาก อย. ก่อน</li>



<li><strong>IFU (Instructions for Use)</strong> คู่มือการใช้งานที่แปลเป็นภาษาไทยแล้ว</li>



<li><strong>Authorization Letter</strong> จากผู้ผลิตต่างประเทศ มอบอำนาจให้ผู้นำเข้าในไทยดำเนินการจด อย. แทน</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading">ยา (Pharmaceutical)</h3>



<p>ยาเป็นประเภทที่มีข้อกำหนดเข้มงวดที่สุด และกระบวนการขึ้นทะเบียนใช้เวลานานที่สุด เอกสารที่จำเป็นได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ใบรับรอง GMP (Good Manufacturing Practice)</strong> แสดงว่าโรงงานผลิตผ่านมาตรฐาน WHO-GMP หรือ PIC/S GMP</li>



<li><strong>ทะเบียนตำรับยา (Drug Master File &#8211; DMF)</strong> รายละเอียดสูตรตำรับ กระบวนการผลิต และการควบคุมคุณภาพ</li>



<li><strong>ผลการทดสอบความคงสภาพ (Stability Study)</strong> ระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือนสำหรับ Accelerated Study หรือ 12 เดือนสำหรับ Long-term Study</li>



<li><strong>ผลการทดสอบทางคลินิก (Clinical Trial Data)</strong> สำหรับยาใหม่ที่ยังไม่เคยได้รับการขึ้นทะเบียนที่ไหนในโลก</li>



<li><strong>Certificate of Pharmaceutical Product (CPP)</strong> จากประเทศผู้ผลิต (สำหรับยานำเข้า)</li>
</ul>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">Tips การเตรียมเอกสารจด อย. ให้รวดเร็วและไม่สะดุด</h2>



<p>การเตรียมเอกสารให้ถูกต้องตั้งแต่แรกเป็นสิ่งที่ช่วยประหยัดเวลาได้มากที่สุด จากประสบการณ์ดูแลเคสจด อย. มากกว่า 500 เคสของทีม <a href="https://csrich1.com/">C&amp;S Rich1</a> ปัญหาที่เจอซ้ำ ๆ มักมาจากจุดเดิม ๆ ทุกครั้ง</p>



<h3 class="wp-block-heading">1. เช็คอายุเอกสารก่อนยื่นเสมอ</h3>



<p>หนังสือรับรองบริษัทที่ใช้ได้ต้องมีอายุไม่เกิน 6 เดือน ถ้าคุณมีเอกสารอยู่แล้วแต่ออกมานานกว่านั้น ต้องขอใหม่จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าก่อน ซึ่งใช้เวลาไม่นาน แต่ถ้าลืมตรวจสอบแล้วยื่นไปเลย อย. จะส่งกลับมาให้แก้ไขและนับระยะเวลาใหม่</p>



<h3 class="wp-block-heading">2. ฉลากสินค้าต้องผ่านการตรวจก่อนผลิตจริง</h3>



<p>หลายคนออกแบบฉลากเสร็จแล้วรีบไปผลิตเลย แต่ถ้าฉลากไม่ผ่านการอนุมัติจาก อย. ก็ต้องแก้ไขและพิมพ์ใหม่ ซึ่งสิ้นเปลืองทั้งเวลา และต้นทุน ควรส่งตรวจฉลากล่วงหน้าก่อนเริ่มผลิตจำนวนมาก</p>



<h3 class="wp-block-heading">3. CoA ต้องมาจากแล็บที่ได้รับการรับรอง</h3>



<p>ผลการวิเคราะห์ที่ใช้ประกอบการยื่น อย. ต้องมาจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 ผลจากแล็บทั่วไปหรือแล็บภายในโรงงานที่ไม่ได้รับรอง อย. จะไม่ยอมรับ</p>



<h3 class="wp-block-heading">4. เอกสารภาษาต่างประเทศต้องแปลพร้อมรับรอง</h3>



<p>CoA, Safety Assessment, CE Mark หรือเอกสารอื่น ๆ ที่ออกมาเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่น ต้องแนบคำแปลภาษาไทยพร้อมรับรองคำแปลถูกต้องโดยนักแปลที่ได้รับการรับรอง</p>



<div style="background-color: #E8F5E9; border-left: 4px solid #4CAF50; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">

<p style="font-weight: bold; color: #2E7D32; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">Tips:</p>

<p style="margin: 0; color: #333;">เตรียม &#8220;โฟลเดอร์เอกสารบริษัท&#8221; ไว้ล่วงหน้า รวบรวมหนังสือรับรองบริษัท สำเนาบัตรประชาชนกรรมการ และเอกสารสถานที่ไว้ในที่เดียว พอต้องยื่นสินค้าหลายตัวจะได้ไม่ต้องตามหาใหม่ทุกครั้ง</p>

</div>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการเตรียมเอกสารจด อย.</h2>



<p>จากการดูแลเคสของลูกค้ามานานหลายปี ข้อผิดพลาดที่ทำให้เสียเวลามักวนซ้ำที่จุดเดิม ๆ ต่อไปนี้คือสิ่งที่ต้องระวังมากที่สุด</p>



<p><strong>1. วัตถุประสงค์บริษัทไม่ครอบคลุมประเภทสินค้า</strong> &#8211; เช่น บริษัทจดทะเบียนเพื่อ &#8220;จำหน่ายสินค้าทั่วไป&#8221; แต่ขอจด อย. อาหารเสริม ต้องไปแก้วัตถุประสงค์ก่อน</p>



<p><strong>2. ฉลากไม่เป็นไปตามมาตรฐาน</strong> &#8211; ขนาดตัวอักษรเล็กเกินไป ไม่มีคำเตือนที่กำหนด หรือไม่ระบุที่อยู่ผู้ผลิตให้ชัดเจน</p>



<p><strong>3. สูตรส่วนประกอบไม่ตรงกับฉลาก</strong> &#8211; ปริมาณสารสำคัญที่ระบุในสูตรกับที่พิมพ์บนฉลากไม่สอดคล้องกัน</p>



<p><strong>4. ขาดเอกสารจากผู้ผลิตต่างประเทศ</strong> &#8211; สำหรับสินค้านำเข้า มักลืมขอ Authorization Letter หรือ Free Sale Certificate จากผู้ผลิตซึ่งต้องใช้เวลาในการติดต่อและรับเอกสาร</p>



<p><strong>5. ผลแล็บหมดอายุ</strong> &#8211; CoA บางฉบับมีอายุที่กำหนดไว้ ต้องตรวจสอบวันหมดอายุของผลวิเคราะห์ก่อนยื่น</p>



<div style="background-color: #FBE9E7; border-left: 4px solid #FF5722; padding: 16px 20px; margin: 24px 0; border-radius: 8px;">

<p style="font-weight: bold; color: #D84315; margin-bottom: 8px; font-size: 16px;">ข้อควรระวัง:</p>

<p style="margin: 0; color: #333;">อย่าส่งเอกสารที่ยังไม่ครบหรือยังไม่แน่ใจว่าถูกต้อง เพราะถ้า อย. ตีกลับจะต้องรอคิวใหม่ตั้งแต่ต้น ในบางช่วงที่มีผู้ยื่นจำนวนมาก การรอคิวใหม่อาจนานถึงหลายสัปดาห์</p>

</div>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">สรุป</h2>



<p>เอกสารจด อย. แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ เอกสารของบริษัทและเอกสารผลิตภัณฑ์ โดยเอกสารบริษัทใช้ร่วมกันได้ทุกสินค้า เช่น หนังสือรับรองบริษัท บัตรประชาชนกรรมการ และเอกสารสถานที่ผลิตหรือนำเข้า ส่วนเอกสารผลิตภัณฑ์จะแตกต่างตามประเภทสินค้า เช่น อาหารเสริมต้องมีสูตรและผลแล็บ เครื่องสำอางต้องมีสูตรและฉลาก เครื่องมือแพทย์และยาต้องมีเอกสารมาตรฐานและผลการทดสอบเพิ่มเติม</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<h2 style="font-size: 28px; font-weight: bold; color: #1E1E1E; padding-bottom: 12px; border-bottom: 3px solid #FFC107; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px;">คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเอกสารจด อย.</h2>


<div id="rank-math-faq" class="rank-math-block">
<div class="rank-math-list ">
<div id="faq-question-1777963736910" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q1: เอกสารจด อย. ต้องเตรียมกี่ชุด?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: โดยทั่วไป อย. กำหนดให้ยื่นเอกสารต้นฉบับหรือสำเนารับรองถูกต้อง 1 ชุด แต่ควรเก็บสำเนาไว้อีกอย่างน้อย 1 ชุดเผื่อกรณีต้องส่งเพิ่มเติมหรือยื่นแก้ไขในภายหลัง</p>

</div>
</div>
<div id="faq-question-1777963746463" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q2: ถ้าเป็นบุคคลธรรมดา ไม่ได้จดทะเบียนบริษัท ขอจด อย. ได้ไหม?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: ได้ สำหรับบางประเภทสินค้า เช่น เครื่องสำอาง บุคคลธรรมดาสามารถแจ้งข้อมูลได้โดยใช้สำเนาบัตรประชาชนแทนหนังสือรับรองบริษัท</p>

</div>
</div>
<div id="faq-question-1777963755424" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q3: เอกสารภาษาอังกฤษต้องแปลทุกฉบับไหม?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: เอกสารที่ต้องแปล และรับรองคำแปลมีเฉพาะเอกสารที่ อย. ร้องขอในรูปแบบภาษาไทย เช่น ฉลาก คู่มือการใช้งาน และบางส่วนของ Technical File ส่วนเอกสารทางเทคนิคบางชนิดเช่น CoA มักยอมรับเป็นภาษาอังกฤษได้ แต่ควรตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ก่อน</p>

</div>
</div>
<div id="faq-question-1777963762595" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q4: ต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการรวบรวมเอกสารจด อย.?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: เอกสารบริษัท เช่น หนังสือรับรองบริษัทใช้เวลา 1-3 วัน ส่วนเอกสารผลิตภัณฑ์เช่น CoA หรือ Safety Assessment อาจต้องรอ 2-4 สัปดาห์ขึ้นอยู่กับแล็บที่ใช้ สำหรับสินค้านำเข้าการรอเอกสารจากต่างประเทศอาจใช้เวลานานกว่านั้น</p>

</div>
</div>
<div id="faq-question-1777963772757" class="rank-math-list-item">
<h3 class="rank-math-question "><strong>Q5: จ้างที่ปรึกษาจด อย. มีข้อดีอย่างไร?</strong></h3>
<div class="rank-math-answer ">

<p>A: ที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์จะช่วยตรวจสอบเอกสารก่อนยื่น ลดโอกาสถูกตีกลับ และแนะนำเส้นทางที่เร็วที่สุดสำหรับสินค้าแต่ละประเภท โดยเฉพาะสินค้าที่มีความซับซ้อนอย่างเครื่องมือแพทย์หรือยา การใช้ที่ปรึกษาช่วยประหยัดเวลาได้มาก</p>

</div>
</div>
</div>
</div>


<p>ถ้าคุณกำลังเตรียมเอกสารสำหรับ<strong>จด อย.</strong> และอยากให้มีคนตรวจสอบว่าครบหรือยัง ทีม <a href="https://csrich1.com/">C&amp;S Rich1</a> พร้อมให้คำปรึกษาได้ทันที เราดูแลเคสจด อย. มาแล้วกว่า 500 เคสใน 7 ปี อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ<a href="https://csrich1.com/fda-registration-service/">บริการรับจด อย.</a> หรือติดต่อเราได้เลย</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>📲 Tel: <a href="tel:+66645607779">064-560-7779</a></p>



<p>💬 Line: @cs0645607779</p>



<p>📩 Email: <a href="mailto:csrich188@gmail.com">csrich188@gmail.com</a></p>



<p>📚 Facebook: <a href="https://www.facebook.com/p/%E0%B8%88%E0%B8%94-%E0%B8%AD%E0%B8%A2-%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%97-%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%AA-%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8A1-%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94-100069116491327/?_rdc=1&amp;_rdr#" target="_blank" rel="noopener">จด อย บริษัท ซีแอนด์เอสริช1 จำกัด</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
